องค์ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ประวัติศาสตร์และโบราณสถานในพื้นที่เชิงดอยสุเทพ


บทนำ


รศ.สมโชติ อ๋องสกุล
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ด้านประวัติศาสตร์)
ที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรม ตำบลสุเทพ
ศูนย์ล้านนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

          ดอยสุเทพเป็นดอยหนึ่งในทิวเขาถนนธงชัยสูง 1,601 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งวัฒนธรรมสำคัญของเชียงใหม่ และเป็นป่าเขตร้อนที่มีพืชไม้อุดมสมบูรณ์ จากการสำรวจของนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2530 พบพืชที่มีชื่อทางพฤษศาสตร์จำนวน 1,926 ชนิด กล้วยไม้มี 253 พันธ์(7 พันธ์ไม่เคยพบในป่าอื่น) นกมี 320 ชนิด ผีเสื้อกลางวัน 500 ชนิด ผีเสื้อกลางคืน 300 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 50 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 28 ชนิด สัตว์เลี้อยคลาน 50 ชนิด ( ดู รายงานการประชุมปฎิบัติการอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย :การจัดการและการอนุรักษ์ 14-15 มีนาคม2534 หน้า 1 ) (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลกปี 2548มีพื้นที่ประมาณ1.35ล้านไร่ พบพืชที่มีชื่อทางพฤษศาสตร์จำนวนกว่า 2 พันชนิดแมลงกว่า 5 พันชนิด สัตว์ต่างๆกว่า 800 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 112 ชนิด นก 392 ชนิด ที่มา:กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 2558)

          ชื่อดอยสุเทพมาจากชื่อของฤาษีวาสุเทพ ที่ตำนานกล่าวว่าเป็นผู้มีบทบาทในการเลือกที่ตั้งเมืองลำพูน สะท้อนถึงความสำคัญของดอยสุเทพที่มีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยหริภุญไชย ร่อยรอยโบราณคดีบนดอยสุเทพจึงปรากฏเรื่องราวสมัยหริภุญไชยอันเป็นยุคก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่เช่นที่สันกู่ โดยในระยะแรกตำนาน เช่นชินกาลมาลีปกรณ์หรือชินกาลมาลินี และตำนานมูลศาสนาเรียกชื่อดอยนี้เป็นภาษาบาลีว่าดอยอุจฉุปัพพตะ (แปลว่าดอยอ้อยช้าง) ยอดดอยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ

image

          ตำนานเชื่อมโยงไปถึงปู่แสะย่าแสะและสุเทวกุมารได้ถวายภัตตาหารพระพุทธองค์ๆประทานเกศาธาตุให้ จากนั้นนางแสะและสุเทวกุมารมอบพระเกศาธาตุให้พระอินทร์ ผู้พิทักษ์ป่าเขา พระอินทร์เนรมิตผอบทองคำให้ใส่พระเกศาธาตุและรูปเต่าทองคำตัวหนึ่ง แล้วเอาผอบทองคำวางบนหลังเต่าบรรจุไว้ในอุโมงค์ที่เนรมิตขึ้นเพื่อเป็นที่สักการบูชาของคนและเทวดาทั้งหลาย ต่อมาสุเทวกุมารออกบวชเป็นฤาษีเฝ้ารักษาพระธาตุ ( ดู เครือมาส วุฒิการณ์ “เชียงใหม่และเกียวโต:สำนึกในสายสัมพันธ์กับธรรมชาติและวัฒนธรรม” เชียงใหม่และเกียวโต:ฝึกฟื้นใจเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.2539 หน้า111)

          ขณะที่ในทางประวัติศาสตร์มีหลักฐานว่าพญากือนา กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายองค์ที่ 6(พ.ศ.1898-1928) โปรดฯให้อัญเชิญพระบรมธาตุที่สุมนเถรอัญเชิญมาจากศรีสัชนาลัย กรุงสุโขทัยมาประดิษฐานที่วัดสวนดอกแล้วเกิดปาฎิหารย์แยกเป็นสองส่วน จึงโปรดฯให้อัญเชิญพระบรมธาตุอีกส่วนขึ้นช้างนำไปประดิษฐานบนยอดดอย

image

          ก่อนหน้านั้น พญามังราย(พศ.1782-1860) แผ่อำนาจจากเชียงรายมายึดครองลำพูน เมื่อ พศ.1835 แล้วตั้งเวียงกุมกาม เมื่อ พศ.1837 เสด็จจากเวียงกุมกามมาหาสถานที่ที่ตั้งเมืองแห่งใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ได้เห็นสิ่งที่เป็นไชยมงคล เช่น
      (1)ได้ยินสืบมาก่อนว่ากวางเผือกสองตัวแม่ลูก ลุกแต่ป่าใหญ่หนเหนือมาอยู่ไชยภูมินี้ คนทั้งหลายยอ่มากระทำปูชาเป็นไชยมงคละ
      (2)ฟานเผือก 2 ตัวแม่ลูกมาอยู่ไชยภูมินี้รบหมา หมาทั้งหลายพ่ายหนี
      (3)มีหนูเผือกกับบริวาร 4 ตัวออกมาแต่ไชยภูมินี้
      (4)ภูมิฐานลาดเอียงสูงด้านตะวันตกหลิ่งมาทางด้านตะวันออก
      (5)เห็นน้ำตกที่ดอยสุเทพไหลลงเป็นแม่น้ำ ไหลไปทางเหนือแล้วไหลกระวัดทาง
ตะวันออกและทางใต้แล้วไหลไปทางตะวันตกเกี้ยวเวียงกุมกาม ชื่อน้ำแม่ข่า (ดู ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี 2538 หน้า 34-35) จึงโปรดฯให้สร้างเมืองเชียงใหม่บนพื้นที่ระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง ดอยสุเทพและบริเวณเชิงดอยจึงเป็นพื้นที่ไชยมงคลของเชียงใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างเมือง

- 2 -

          ครั้นเมื่อพญากือนา(พ.ศ.1898-1928)รับคติพุทธศาสนาลังกาวงศ์ โปรดฯให้เวียงสวนดอกเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุส่วนหนึ่งและอัญเชิญอีกส่วนหนึ่งไปไว้บนยอดดอยสุเทพ และถือเป็นเขตอรัญญิกของเมืองเป็นที่บำเพ็ญศีลของสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีและโปรดฯให้มีการสร้างวัดในเขตป่าทั้งบริเวณเชิงดอยและบนดอยในหลายรัชกาลต่อเนื่องมาทำให้มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในเขตป่าเพิ่มขึ้นหลายแห่ง เขตป่าดอยสุเทพจึงกลายเป็น “ป่าวิเศษ” ที่มี “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ตามคติผี พราหมณ์ พุทธ โดยเฉพาะพุทธ พื้นที่ป่าแห่งนี้ได้เป็นศูนย์กลางของสงฆ์สำนักสวนดอกและสงฆ์สำนักป่าแดง ล้วนมีวัดและสถานที่ ที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายช่วงยุคทองโปรดฯเสด็จมาประทับ เช่นสมัยพญากือนากษัตริย์องค์ที่6 นอกจากโปรดให้สร้างเวียงสวนดอกเป็นเวียงพระธาตุแล้วยังโปรดให้สร้างวัดอุโมงค์ และวัดสำหรับพระเถรจันทร์ได้พำนักในเขตป่า พญาสามฝั่งแกนกษัตริย์องค์ที่ 8โปรดฯที่ประทับพักผ่อนที่เวียงเจ็ดลิน เชิงดอยสุเทพ

image
image

          พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 โปรดถวายพระเพลิงศพพระราชบิดาและพระราชมารดาพร้อมทรงผนวชที่วัดป่าแดงมหาวิหาร พระยอดเชียงรายกษัตริย์องค์ที่ 10โปรดฯให้สร้างวัดตโปทาราม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พศ.2035 พระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 11 โปรดฯให้สร้างหอธรรมอันงดงามยิ่งที่วัดป่าแดงมหาวิหาร ฯลฯ

image

          ครั้งพม่าปกครองเชียงใหม่ก็ได้สร้างวัดในเขตป่าเชิงดอยสุเทพที่ยังมีร่อยรอยศิลปพม่าเช่นที่วัดผาลาด ทั้งกวีชาวพม่าร่วมสมัยได้เขียนบันทึกถึงความสุขที่เขาได้รับเมื่อได้เห็นดอยสุเทพ (ดู กวีนิพนธ์ชาวพม่าร่วมสมัยที่จัดแสดงไว้ที่หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่)

          ยุคหลังจากพระเจ้ากาวิละฟื้นเมืองเชียงใหม่ เชิงดอยสุเทพก็ยังเป็นสำนักเรียนธรรมที่ลือชื่อในล้านนา ตั้งอยู่ที่วัดฝายหิน มีครูบาฝายหินเป็นปฐมสังฆราชา โดยบริเวณเชิงดอยใกล้วัดคงมีการจัดการทรัพยากรน้ำอันอุดมจากบนดอยด้วยการทำฝายหิน ดังปรากฎร่องรอยบางส่วน

          ในยุคเทศาภิบาล พื้นที่ป่าบนดอยสุเทพ ซึ่งอากาศไม่ร้อนในฤดูร้อน ได้มีการสร้างบ้านพักรับรองหลายหลังเช่น
      (3)(ก)บ้านพักรับรองของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ อยู่เชิงดอยด้านขวาทางขึ้นดอยสุเทพทางเดิมด้านถนนสุเทพ เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น
      (3)(ข)ตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ตั้งอยู่บนไหล่ดอย ข้างตำหนักมีเรือนกล้วยไม้ สับไหล่ดอยเป็นขั้นทำเป็นลานปลูกกุหลาบ
      (3)(ค)ตำหนักหม่อมเจ้าบวรเดชอุปราชมณฑลภาคพายัพ อยู่บนไหล่เขาอีกด้านหนึ่งทางซ้ายมือห่างจากตำหนักพระราชชายาราว 3 เส้น
      (3)(ง)บ้านพักมิชชันนารีชาวอเมริกัน เป็นต้น (ดู พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์(ทอง จันทรางศุ)ระยะทางไปมณฑลภาคพายัพ พ.ศ.2465 กรุงเทพ:โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร หน้า 42-47)

          โดยเส้นทางเดินขึ้นดอยแต่เดิมสายหลักคงเป็นสายจากเวียงสวนดอกขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีวัดผาลาด เป็นจุดพักของการเดินทางไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเดิมมีศาลา 1 หลังมีพระพุทธรูป และรูปกุมภัณฑ์เป็นที่เคารพของผู้เดินทางผ่าน

          บริเวณเชิงดอย ที่ชุ่มช่ำด้วยน้ำตก จึงเป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ดังปรากฎในลิลิตพายัพว่า

          เมื่อวันที่ 29ธันวาคม พ.ศ.2448 พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารสมัยรัชกาลที่ 5 (ต่อมาคือรัชกาลที่ 6)เสด็จเชียงใหม่ ได้ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพโดยขาขึ้นทรงช้างและขาลงเสด็จพระราชดำเนิน แวะประทับพักและเสวยที่ผาลาด ดังทรงบันทึกตอนหนึ่งว่า
คชไคลไป่เนินช้า ถึงพนม
ดอยสุเทพนามนิยม ออกอ้าง
แม้มีสุรเทพสม ดังชื่อ
จงเมตตาค่อยบ้าง ประสิทธิ์ให้จินต์
ยามลงพระเสด็จเต้า โดยบาท
ลงรวดลุผาลาด จึ่งยั้ง
เจ้าหลวงและปวงญาติ วงศ์สะพรั่ง
ต่างประดิษฐโภชน์ตั้ง เครื่องไท้ราชา
(ดู พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ลิลิตพายัพ ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพนางอุรัย เผื่อนปฐม(ณ เชียงใหม่) 30 มีนาคม 2511 หน้า 87)

- 3 -

          บริเวณน้ำตกห้วยแก้ว มีบริเวณที่เรียกว่า “ตาดพระนาย” ที่เป็นผืนแผ่นหินกว้างริมน้ำตกที่สมัยก่อนเคยเป็นพื้นที่เฉพาะของเจ้านายฝ่ายในแห่งราชสำนักเชียงใหม่และเป็นที่รับเสด็จเจ้านายจากกรุงเทพดังปรากฎในภาพถ่ายร่วมสมัย

          ถนนขึ้นดอยสุเทพ

          จุดเริ่มต้นที่ครูบาศรีวิชัย(พ.ศ.2421-2481)นำในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 โดยมีพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์สุดท้าย (พ.ศ.2452-2482)ลงจอบแรกเมื่อเวลา 10.00 น. ตามด้วยหลวงศรีประกาศ(ฉันท์ วิชยาภัย:พ.ศ.2428-2512) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่คนแรก ซึ่งต่อมาดำรงนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) นายศรีเรือง ตนะพงษ์ ขุนกันชนะนันท์ และเถ้าแก่โหง้ว จากนั้นบรรดาสงฆ์และเหล่าศรัทธาคนเมือง ไทใหญ่ กะเหรี่ยง แม้ว อีก้อ ขมุ มูเซอร์ ก็ช่วยกันขุดถนนขึ้นดอยจนถึงบริเวณวัดพระธาตุดอยสุเทพเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2478 รวมเวลา 5 เดือน 22 วัน ใช้เงินค่าซื้อเสบียงเลี้ยงคนทำงานเช่น “ฮ้า” กะปิ เกลือ พริก ผัก อุปกรณ์บางอย่างเช่น “ ต๋องมาแปงตูบหื้อสังฆะและคนทำงาน”รวมเป็นเงิน 21,714 รูเปีย 42 สตางค์ (อุปกรณ์ที่ใช้ขุดส่วนใหญ่ไม่ต้องซื้อ เช่นอี่ปิก ขอผึ่ง ขอโบก มุยใหญ่ มุยน้อย เหล็กจี (สว่าน)ฆ้อนโขก ฯลฯ เพราะมีศรัทธานำมา “ฮอม”) (ดู บัญชีการเงินและสิ่งของใน ประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย ที่ระลึกงานฉลองพิพิธภัณฑ์พระครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน 21 กุมภาพันธ์ 2517 หน้า 139-142 )

          เมื่อสร้างเสร็จครูบาศรีวิชัยผู้นำในการสร้างทางขึ้นดอยก็ต้องอธิกรณ์อีกครั้ง ข้อหาเป็นผู้นำในการตัดไม้ทำลายป่า ต้องถูกนิมนต์ไปสอบสวนที่วัดทุงยู ของเจ้าคณะจังหวัดขณะนั้น และต้องถูกนิมนต์ลงไปที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯเป็นครั้งที่สอง(ครั้งแรกถูกนิมนต์ไปเมื่อ พ.ศ.2463)ทำให้เสริมบารมีครูบายิ่งขึ้น เพราะปรากฏว่าเมื่อไปถึงกรุงเทพในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2478 มีคนที่กรุงเทพจำนวนมากกราบไหว้ บางคนนำผ้าขาวมาปูขอรอยมือรอยเท้าครูบาศรีวิชัยไปบูชา เป็นปรากฎการณ์ที่สร้างความหนักใจแก่ฝ่ายบ้านเมืองและคณะสงฆ์ ทั้งไม่สามารถเอาผิดประการใดกับครูบาศรีวิชัยได้ต่อปล่อยตัวกลับลำพูน ครูบาศรีวิชัยมรณภาพที่วัดบ้านปางลำพูนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปลายปี 2481 (ขณะนั้นนับ 1 เมษายนเป็นปีใหม่)อายุได้ 60 ปี 9 เดือน 11 วัน พระราชทานเพลิงศพเมื่อ 21 มีนาคม 2489 ณ วัดจามเทวี ลำพูน

           เมื่อครั้งครูบาศรีวิชัย(พ.ศ.2421-2481) เป็นผู้นำในการสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพเมื่อ พ.ศ.2477-2478 สันนิษฐานว่าคงถือสมมติคติตามชั้นพระอริยบุคคลว่าวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัด “อรหันต์” เป็นจุดหมายปลายทาง และที่จัดเริ่มต้นได้สร้างวัด “โสดา”(ศรีโสดา)ไว้ แล้วสร้างวัดที่ผาลาดเป็นวัด “สกิทาคา” ระหว่างวัดผาลาดไปสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ มีวัดอีกแห่งหนึ่ง เป็นวัดอนาคามี ต่อไปจึงถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ(อรหันต์) ก็บรรลุสู่นิพพาน อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้คงมีตั้งแต่ก่อนครูบาศรีวิชัยสร้างถนนสายใหม่นี้เพราะมีเอกสารกล่าวถึงการนับวัดที่ห้วยผีบ้า ด้านหลังวัดอุโมงค์เป็น “วัดโสดาบรรณ”

          ต้นทศวรรษ 2500 รัฐบาลตั้งโรงเรียนแพทย์ศาสตร์ แห่งที่สามของประเทศที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยการสนับสนุนของ USOM เดิมคณะกรรมการจัดหาสถานที่ตั้งต้องการบริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งอาคารริมปิงโชตนาแต่ตกลงราคาที่ดินกับเจ้าของที่ดินไม่ได้ ในที่สุดใช้บริเวณที่ตั้งโรงพยาบาลนครเชียงใหม่ บริเวณสวนดอก ที่จัดตั้งโดยเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางโดยเจ้าของที่ดินยินดีขายในราคาที่คณะกรรมการต้องการ พื้นที่ด้านถนนสุเทพที่เคยเป็นป่าและทุ่งนาเชิงดอย เริ่มมีคนพักอาศัยมากขึ้นและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านั้นพื้นที่นาเชิงดอยได้ถูกวางรากฐานเป็นสนามบิน ตั้งแต่ พศ.2464 และช่วงหลังสงครามใน พศ.2493 คณะพุทธนิคม นำโดยเจ้าชื่น สิโรรสเข้าฟื้นบริเวณวัดอุโมงค์

          พศ.2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนครเชียงใหม่ และต่อมามีราชอาคันตุกะมาเชียงใหม่ระยะแรกโปรดให้สร้างบ้านพักรับรองบนดอยสุเทพ เช่นบ้านพักประธานาธิบดีซูกาโน ต่อมาโปรดฯให้สร้างพระตำหนัก บนดอยบวกห้า เมื่อสร้างเสร็จ โปรดฯให้รับพระราชอาคันตุกะชุดแรกคือ พระเจ้ากรุงเดนมาร์กและสมเด็จพระราชินีอินกริดแห่งกรุงเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 17 22 มกราคม 2505 และเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรมบนพระตำหนัก บนดอยบวกห้าซึ่งโปรดให้เรียกว่าพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ครั้งแรกเมื่อ 15 กันยายน 2505

          ช่วงนั้นเริ่ม ใช้ถนนห้วยแก้วและถนนที่ครูบาศรีวิชัยสร้างเป็นทางขึ้นดอยอย่างเป็นทางการ มีการรื้อกำแพงเวียงเจ็ดลินเพื่อขยายถนนและตั้งวิทยาลัยเทคนิค ห้วยแก้ว (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชมงคลวิทยาเขตล้านนา)

          พศ.2502 รัฐบาลมีมติให้ตั้งมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ คณะกรรมการเลือกสถานที่เห็นชอบให้ตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บริเวณเชิงดอยสุเทพด้านถนนห้วยแก้วและเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่นั้นมา มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เรียกว่าอ่างแก้วรับน้ำจากน้ำตกห้วยแก้วและห้วยกู่ขาวเพื่อใช้ในมหาวิทยาลัยเป็นหลักและเปิดสอนตั้งแต่ พศ.2507 โดย กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยได้ขอใช้บริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยชาวเขา

- 4 -

          ปี พศ.2507 รัฐบาลเริ่มสำรวจป่าทั่วประเทศเพื่อประกาศเป็นเขตป่าสงวน และเขตวนอุทยานแห่งชาติ สื่อมวลชนท้องถิ่นเช่นคนเมืองเสนอข่าวการเสนอแนะให้ตั้งดอยสุเทพ-ดอยปุยและดอยอินทนนท์เป็นวนอุทยานแห่งชาติ ( ดู หนังสือพิมพ์คนเมือง วันที่ 24 พฤศจิกายน 2507)

          พ.ศ.2508 กองไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทยร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เสนอโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพครั้งแรก ติดต่อบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นมาสำรวจเส้นทาง จากเยอรมันมาศึกษา ช่วง พศ.2524-2529 เริ่มโดยบริษัทโฟร์เอสจำกัดและททท. ช่วง พศ.2543 อบจ.เชียงใหม่ คิดสร้างอีกครั้ง และปัจจุบันก็ยังมีโครงการคิดสร้างกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ (ดู สมโชติ อ๋องสกุล “การต่อสู้ระหว่างเจ้าถึงกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ:หนึ่งศตวรรษแห่งความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพกับล้านนา” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 และปีที่ 9 ฉบับที่ 4 มค.และ กพ 2531 และเอเชียปริทัศน์ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 พค.-สค.2530 หน้า 40-77)

          ช่วงพ.ศ.2508-2509 จังหวัดเชียงใหม่เริ่มโครงการปรับปรุงบริเวณดอยสุเทพเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน รวมทั้งมีโครงการสร้างโรงแรมและร้านอาหารบนดอยสุเทพ รวมทั้งได้สร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นำประดิษฐาน ณ บริเวณเริ่มต้นสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ

          ภายในทศวรรษ 2530 จึงมีหน่วยงานของรัฐบนพื้นที่ดอยสุเทพ ซึ่งเป็นประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่น้อยกว่า 25 แห่งต่างใช้พื้นที่ปาและทรัพยากรน้ำ โดยมีประชากรทั้งบนดอยและที่ราบจัดตั้งเป็นชุมชนบนดอยสุเทพหลายชุมชน

          อย่างไรก็ตามช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2540 หลังงานสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตระหนักถึงความสำคัญทางวิชาการของดอยสุเทพ จึงได้ประมวลองค์ความรู้ทางธรรมชาติวิทยาเกี่ยวกับดอยสุเทพจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติดอยสุเทพ โดยสร้างอาคารบริเวณข้างสวนสัตว์เชียงใหม่

          ครั้นทศวรรษ 2550 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพื้นที่ทางโบราณคดีเชิงดอยสุเทพ เช่นพื้นที่วัดร้างในสวนสัตว์ พื้นที่วัดในเวียงเจ็ดลิน พื้นที่วัดในบริเวณวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ฯลฯ ทำให้ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”ในเขตป่าเชิงดอยสุเทพหลายวัดได้ปรากฏให้เห็น อีกครั้งหนึ่ง ล้วนเป็นแหล่งความรู้ที่ดำรงอยู่รอบพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

image

          สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สมัยศาสตราจารย์คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจึงมีนโยบาย University Social Responsibility ส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการใน3 พื้นที่ต่อไปนี้เป็นพิเศษ คือ
      (1) พื้นที่อำเภออมก๋อย ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีในการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ พศ.2551 เรียกว่า “อมก๋อยโมเดล”
      (2) พื้นที่อำเภอพร้าว ซึ่งนายอำเภอพร้าวนำประชาชนจากอำเภอพร้าวมาประสานงานขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าดำเนินการวิจัยในพื้นที่ตั้งแต่สมัยอธิการบดีคนเดิม และได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัยเช่นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เรียกว่า “พร้าวโมเดล”
      (3)พื้นที่ข้างเคียงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเฉพาะบริเวณเชิงดอยสุเทพ ซึ่งอยู่ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเทศบาลตำบลสุเทพ โดย ส่วนหนึ่งได้ มอบหมายให้คณะทำงานของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงาน และบุคคลทุก ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประมวลองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ “ป่าวิเศษ” เชิงดอยสุเทพและดอยสุเทพ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

          งานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสมโภชเชียงใหม่ครบ 60 นักษัตรหรือ 720 ปี(พศ.1839-2559) เป็นงานที่คนรุ่นใหม่ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันสืบสานและสร้างสรรค์อุดมการณ์ “ป่าวิเศษ”ของดอยสุเทพที่ได้ผ่านกาลเวลายาวนานตามคติผี พราหมณ์ พุทธให้ดำรงอยู่ต่อไป เป็นชัยมงคลของเมืองและผู้คนตลอดกาล
No Image
No Image
No Image
No Image
No Image
No Image
No Image
No Image