CMU

SRI

    


อานิสงส์สังรวมธาตุ

 

อารัมภกถา          

               ในคัมภีร์สังรวมธาตุฉบับวัดพันตน ตำบลทุ่งปี้ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไมโครฟิล์ม ๘๒.๑๑๓.๐๑N.๐๐๖–๐๐๘  จารเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ จารด้วยอักษรธรรมล้านนา เป็นเอกสารใบลาน จำนวน ๓ ผูก ๑๐๖ หน้าใบลาน ขนานคันธาเป็นผู้จาร สาธุเจ้า ธมฺมวุฑฺฒิ วัดท้องฝาย สารภี เป็นเจ้าศรัทธา เนื้อความเป็นเรื่องที่พระอานนท์ได้สดับรับฟังแล้วนำมากล่าวว่า ครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จประทับในเชตวนารามแห่งนายอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทรงแสดงเทศนาแก่เทวดาถึงเรื่องของพุทธทำนายของพระศาสดาว่าอายุของพระศาสนาจะดำรงอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปี คนทั้งหลายก็จะไม่ทำบุญให้ทาน พระไตรปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสูตร และพระอภิธรรม รวมทั้งพระเวสสันดรชาดกก็จะเสื่อมอันตรธานหายไปหมดสิ้น หาผู้ที่จะเทศนาเป็นภาษาบาลีไม่ได้ พระภิกษุปราศจากพรหมจริยา เกิดโลภตัณหา มีผ้าย้อมฝาดพาดบ่า มีดอกไม้ทัดหูสองข้างก็ได้ชื่อว่าเป็นสมณะ ตายแล้วก็จะตกนรกโลกันตร์ และทรงแสดงถึงความต่างในวัตรปฏิบัติของภิกษุ บ้างประกอบชอบธรรม บ้างก็ไม่อยู่ในศีลวัตรด้วยประการต่าง ๆ
               ต่อจากนั้นทรงเล่าเรื่องที่ทรงเทศนากับปัญจวัคคีย์มาแล้วแก่เทวดาว่า เมื่อพระศาสนาล่วงไปแล้ว ๑,๐๐๐ ปี จะปราศจากพระอรหันต์ขีณาสพ เมื่อพ้น ๒,๐๐๐ ปีไป ก็จะไม่มีผู้จำพระไตรปิฎกได้ เมื่อพ้น ๓,๐๐๐ ปีไป พระสงฆ์องค์เจ้าก็จะไม่ลงอุโบสถ เมื่อพ้น ๔,๐๐๐ ปีไป ก็จะไม่มีผู้ทรงจีวร และเมื่อครบ ๕,๐๐๐ ปี ก็จะไม่มีพระภิกษุสงฆ์ แล้วทรงกล่าวต่อว่า เมื่อศาสนาอายุระหว่าง ๑,๐๐๐ ปี ถึง ๓,๐๐๐ ปีนั้น สามเณรยังคงมีอยู่แต่แตกออกเป็น ๓ จำพวก แล้วทรงกล่าวแก่เทวดาถึงสิกขาบท ๑๐ ข้อของสามเณรโดยลำดับ
               สัพพัญญูพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาแล้วซึ่งคลองปฏิบัติ สิกขาบท สวดเรียน สิ่งอันควรและไม่ควรกระทำทั้งหลาย การกินอยู่หลับนอน อุปัฏฐากรักษา การผ่อนหนักเป็นเบา และการเคารพบูชาให้เป็นไปในภายภาคหน้าแห่งพระภิกษุสามเณรให้ปรากฏแก่เทวดาตนนั้นด้วยประการดังกล่าวมานี้ เทวดาตนนั้นทูลถามพระพุทธเจ้าต่อไปว่า เมื่ออายุศาสนาเหลือพันปีสุดท้ายนั้น คนทั้งหลายชายหญิง ท้าวพญา เศรษฐี คนรวยคนจน เด็กและคนชรา ชาวชนบทนิคมคาม บ้านน้อยเมืองใหญ่ คนทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอย่างไร ท้าวพญาจะยังคงรักษาทศพิธราชธรรมอยู่หรือไม่ นางราชเทวี เจ้าราชบุตรจะรักษาคลองขุนคลองธรรมอยู่หรือไม่ ผู้ที่เป็นสามเณรเมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอุปัชฌาย์แล้วจะยังรักษาสิกขาบทเช่นเดิมหรือไม่ สามเณรผู้ใดเว้นแล้วจากสิ่งของที่อุบาสกอุบาสิกานำมาถวาย กระทำคลองปฏิบัติพระอุปัชฌาย์ รักษาสิกขาบท พระวินัยด้วยดี เว้นเสียจากโภชนาหารที่มีผู้มาถวาย เช่น ข้าวสงฆ์ ข้าวทายกถวาย และสลากภัต ในกาลภายหน้าสามเณรเหล่านั้นจะยังคงรักษาสิกขาบทอยู่หรือ นักปราชญ์ผู้มีปัญญาจะยังคงสั่งสอนผู้คนอยู่หรือ คนมั่งมีจะยังคงทำทาน และคนยากจนจะยังคงขวนขวายประกอบกิจหน้าที่การงานหาเลี้ยงชีพโดยชอบ ยังคงให้ทานอยู่หรือ คนหนุ่มสาวจะยังคงรักษาคลองประเพณีคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่อยู่หรือ พ่อแม่จะยังคงสั่งสอนเด็กน้อยผู้เป็นลูกของตนอยู่หรือ คนกำพร้า คนใบ้ คนโง่ ยาจกขอทานจะยังคงรักษาคลองธรรมอยู่หรือ ชาวเมืองทั้งหลายที่เป็นชาวไร่ชาวสวนจะยังคงถวายผลิตผลแก่ท้าวพญาอยู่หรือ
               พระพุทธเจ้าเมื่อทรงรับฟังคำถามของเทวดาแล้วทรงเทศนาตอบไปว่า เมื่อศาสนาอายุได้ ๔,๐๐๐ ปี ไปถึง ๕,๐๐๐ ปีนั้น ทั่วทั้งชมพูทวีป ท้าวพญาทั้งหลายก็เป็นอาธรรมิกราช แย่งชิงส่วยภาษีจากชาวเมือง บ้านเมืองไม่เป็นสุข มีข้าศึกโจรเต็มไปหมด ราชกุมารทั้งหลายก็คิดคดท้าวพญาของตน ท้วยพญาทั้งหลายนั้นตั้งอยู่ในความประมาท ข่มเหงรักแกโยมอุปัฏฐากรักษาพระพุทธรูป พระธรรม พระสงฆ์ เกลือกกลั้วกับสตรีสามัญ เมื่อท้าวพญานั้นไปรบศึกแพ้แล้ว ชาวเมืองทั้งหลายก็อภิเษกนางราชเทวีนั้นกับด้วยชายหนุ่มผู้ไม่ใช่ชาติเชื้อวงศา ขัตติยมานะ พญาตนนั้นก็ไม่รักษาทศพิธราชธรรม บ้านเมืองไม่เป็นสุข เมื่อท้าวพญาตนไปรบนั้นกลับมาก็โกรธแล้วฆ่าคนทั้งสองเสีย นางทั้งหลายที่ทำกรรมเช่นนี้ก็เป็นเหตุให้บ้านเมืองฉิบหาย นางราชกุมารีทั้งหลายก็มาสมสู่กับชายบ่าวรับใช้ของตน มีลูกแล้วเป็นชายหรือหญิงก็ดี ในภายภาคหน้านั้น ลูกชายได้เสวยราชสมบัติก็ไม่ประกอบชอบธรรมเพราะไม่ใช่ชาติเชื้อวงศา บ้านเมืองไม่เป็นสุข มีโจรข้าศึก เหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นในกาลภายหน้านั้น ประการ ๑ ราชกุมารทั้งหลายก็มาสมสู่กับหญิงสามัญชาวเมืองแล้วแต่งตั้งหญิงเหล่านั้นให้เป็นใหญ่กว่านางทั้งปวง หญิงเหล่านั้นก็ข่มเหงรังแกนางสนมกำนัลทนอยู่ไม่ได้พากันหลบหนีออกจากวังไป ก็เพราะว่าท้าวพญาเสพเมถุนกับหญิงสามัญชาวเมือง ท้าวราชบุตรทั้งหลายก็จะเบียดเบียนข่มเหงรีดส่วยภาษี ตัดสินวินิจฉัยด้วยไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ปรับสินไหมลูกขุนเสนา อาณาประชาราษฎร์ พ่อค้า คนต่างเมืองคนทั้งหลายเป็นอันมาก ข่มเหงทำลายอาวาสของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ และพระศรีมหาธาตุ คนเหล่านั้นปล่อยให้สัตว์ช้างม้าวัวควายเหยียบย่ำในศาสนสถาน ตัดฟันต้นไม้ทั้งหลายในวัด เอาของวัดไปบริโภค ศาสนาแห่งพระตถาคตก็เป็นอันเศร้าหมองก็เพราะความประมาทของคนเหล่านั้น เหตุนั้น บ้านเมืองไม่เป็นสุข มีข้าศึกโจรไปทุกหนทุกแห่ง
               คนทั้งหลายเหล่านี้ตายไปแล้วก็จะไปเสวยทุกข์ภายหน้าคือนรก ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายก็ด้วยวิบาก  กรรมเวรไม่รู้จบรู้สิ้น คนทั้งหลายควรตั้งอยู่ในศีล ๕ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักขโมย เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ เหตุการณ์ทั้งหลายนี้จะเกิดขึ้นในภายหน้าแน่แท้ไม่ต้องสงสัย
               พระพุทธเจ้ากล่าวเทศนาว่า บุคคลผู้ใดรับเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์แน่แท้ คนทั้งหลายนั้น ไม่มีใจติดข้องกับพระศาสนา ชักชวนกันอยู่ในความประมาท ปล่อยวัวควายเหยียบยำลานพระธาตุเจดีย์ พระศาสนาไม่เจริญรุ่งเรือง ไม่ยำเกรงพระศาสนา คนทั้งหลายเหล่านี้ตายแล้วตกนรกโลกันตร์นานประมาณ ๔๐,๐๐๐ ปีนรก พ้นจากนรกแล้วไปเกิดเป็นเปรตสิ้นกาลนาน
               เทวดาตนนั้นได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนาชื่อราชบุตรแล้ว อันเป็นเหตุให้คนทั้งหลายตั้งอยู่ในมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค เทวดาตนนั้นถามต่อไปอีกว่า ในเมื่อศาสนาสิ้นสุดไปแล้วนั้น ในกาลภายหน้า ๒,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ ปี คนทั้งหลายประมาท ด้วยปาก ด้วยใจ ด้วยกำลัง คนบาปทั้งหลายนั้นยังมีหรือไม่ พระพุทธเจ้ากล่าวตอบเป็นคาถาความว่า นับแต่นี้ไปถึง ๕,๐๐๐ ปี  พระตถาคตตั้งไว้ยังวินัยสิกขาบทแก่นักบวชทั้งหลายอันเป็นศิษย์พระตถาคต

 

สาระสังเขปอานิสงส์สังรวมธาตุฉบับวัดเจดีย์หลวง

               ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวนารามมหาวิหาร พระเจ้าสุทัสสนจักรที่ทรงเสวยราชสมบัติอยู่เมืองลังกา พระองค์ได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเรื่องสังรวมธาตุแด่เทวดาทั้งหลาย พระเจ้าสุทัสสนจักรและราชบริพารนำดอกไม้ธูปเทียนออกจากเมืองลังกาไปถวายพระพุทธเจ้าที่เชตวนารามมหาวิหาร เมื่อไปถึงแล้วเสด็จประทับแล้วตรัสถามพระพุทธเจ้าว่าอานิสงส์ของการฟังธรรมสังรวมธาตุจะมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง
               พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระเจ้าทัสสนจักรว่า บุคคลทั้งหลายหญิงชาย พราหมณ์ กษัตริย์ ภิกษุสามเณร ภิกษุณี พ่อค้าพ่อเรือน ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ผู้มีใจเลื่อมใสศรัทธาถวายเครื่องสักการบูชาธรรมนั้นจะมีอานิสงส์ดังนี้   
               ธรรมสังรวมธาตุมี ๒๕๐ คาถา บูชาด้วย ช่อ ๑ พัน ทุงกระด้าง ๑ พัน ทุงไชย ๑ พัน ประทีป ๘๐๐ ดอก หญ้าคา ๘๐๐ ดอกไม้ต่าง ๆ ๘๐๐ ดอก ดอกไม้เงินดอกไม้ทองอย่างละ ๕๐ กล้วยอ้อยนำมาบูชาเสาปะรำพิธี คาถาแปดหมื่นสีพันขันธ์ มีคาถาพัน (เวสสันดรชาดก) ให้ตกแต่งเครื่องบูชาทั้งมวล
               บุคคลผู้ใดได้รับกัณฑ์แรก เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็นเทวบุตร ตายจากเทวบุตรก็จะได้เป็นพระอินทร์
               บุคคลใดที่ได้รับกัณฑ์ที่ ๒ ตายไปแล้วก็จะได้เป็นเทวบุตรอยู่ในวิมานสูง ๕๐ โยชน์
               บุคคลใดที่ได้รับกัณฑ์ที่ ๓ ตายแล้วก็จะได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ มีทิพสมบัติมาก
               บุคคลใดที่ได้รับกัณฑ์ที่ ๔ ตายไปแล้วก็จะไปเกิดเป็นพระอินทร์ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช เสวย ทิพยสมบัติมาก  เมื่อจุติตายลงมาเกิดในโลกก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีสวนอุทยานกล้วยอ้อยได้แปดหมื่นสี่พันสวนก็เพราะได้เอากล้วยอ้อยไปประดับเสาปะรัมพิธี
               บุคคลผู้ใดได้ฟังธรรมแปดหมื่นสี่พันขันธ์ คาถาพัน ให้ตกแต่งด้วยทุงกระด้าง ทุงไชย ดอกไม้ทั้งหลายหนึ่งพันดอก พระสูตรต่าง ๆ คือ รัตนสูตร อาการวตสูตร เทวทูตสูตร และจุนทสูกริกสูตรอันเป็นประธาน ให้ตกแต่งด้วยเครื่องร้อยทั้งหลาย ธรรมสังรวมธาตุให้แต่งเครื่องพันดังที่พระพุทธเจ้าเทศนาไว้นี้
               บุคคลผู้ใดได้เขียนเองก็ดี จ้างท่านผู้อื่นเขียนก็ดี มีผลานิสงส์มากเหลือที่คณนานับได้ ภิกษุตนเป็นเจ้าอาวาสรจนาแต่งแปลบาทคาถาผิดไปจากตถาคตกล่าวไว้ ตายไปแล้วตกนรกนาน ๑ กัป ถ้าถูกต้องบาทคาถา ตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ จุติตายจากพระอินทร์แล้วลงมาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีป
               ทายก อุบาสกอุบาสิกาผู้ใดได้ฟังธรรมสังรวมธาตุ แม้นว่าได้ทำบาปมาแต่อายุยังน้อยถึงแก่เฒ่า บาปนั้นก็จะหายไปสิ้นก็เพราะได้ฟังธรรมสังรวมธาตุ บุคคลผู้ใดได้ฟังก็จะไม่ได้ไปตกในนรกแม้สักครั้ง บุคคลผู้ใดได้นำดอกไม้มาบูชาก็จะมีคู่บาทย่าง เอาเทียนมาบูชาก็จะมีคู่บาทย่างสีเทียน
               ยังมีพญาตนหนึ่ง ได้ถวายมหากฐิน ๑๐ กอง ฟังเทศน์มหาชาติ ๑๐ ครั้ง แม้นว่าให้ทานข้าวของเงินทอง ช้างม้าวัวควายมาก กองขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชก็ดี ผลานิสงส์ก็ไม่เท่ากับได้ฟังธรรมสังรวมธาตุ
               บุคคลผู้ใดได้เขียนก็ดี ยืมท่านมาเทศนาสั่งสอนก็ดี ก็ได้คู่บาทย่างนั้น ผู้เขียนก็ได้คู่               บาทเขียน บุคคลผู้ใดมีวรรณะเนื้อตนงาม เป็นท้าวพญามหากษัตริย์ มียศบริวารมากก็ดี หากไม่ได้สร้างธรรมสังรวมธาตุนั้นพระพุทธเจ้ากล่าวว่า ผู้นั้นก็จะได้ไปเกิดในนรกอเวจีแน่นอน บุคคลใดได้เขียนก็ดี จ้างท่านผู้อื่นก็ดี แม้ว่าเป็นคนยากไร้พระพุทธเจ้าก็กล่าวว่าเป็นพระอินทร์เกิดมาใช้ชาตินั้น
               พระเจ้าสุทัสสนจักรได้ฟังรสพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็มีใจชมชื่นปีติยินดียิ่ง พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาแก่พระเจ้าสุทัสสนจักรจบแล้วก็เสด็จสู่เมืองกุสินารา แล้วทรงเสด็จปรินิพพานในวันนั้น
               บุคคลผู้ใดได้ฟังสังรวมธาตุมีคาถา ๒๕๐ คาถา กัณฑ์แรกมีเทียน ๕๐ เล่ม ให้ใส่ทุกกัณฑ์ ประดับทุงกระด้าง ทุงไชยหนึ่งพัน ประทีปหนึ่งร้อย พระธาตุ ๗ กอง ก่อเจดีย์ทรายสูง ๓ ศอกเป็นบริวาร ปักทุงขาวทุงแดง ทุงดำทุงเหลือง ทุงชมพู ดอกไม้เงิน ๕๐ ดอกไม้ธูปเทียน ๕๐ ประทีป ๑๐๐ ให้ประดับธรรมาสน์ตั้งแต่ตีนถึงยอดปราสาทด้วยดอกบัว ดอกหญ้าคา ๑๐๐ ถ้าไม่มี ๗ ดอกก็ได้ มีพญาตนหนึ่งถวายทานมหากฐิน ๑๐ กอง ฟังธรรมเทศน์มหาชาติ ๑๐ ครั้ง ก็ไม่เท่ากับบุคคลที่ได้ฟังธรรมสังรวมธาตุ บุคคลผู้ใดมีศรัทธา ไม่ว่าคฤหัสถ์นักบวชก็ดี ก็จงตั้งใจฟังธรรม อย่ากินเหล้ายา ให้เอาอ้อยมาประดับเสาปะรำ ให้อาราธนา ๓ ครั้งแล้วจึงหว่านข้าวตอกดอกไม้แล้วให้นั่งอยู่บนธรรมาสน์อย่ารีบลงมา ให้หว่านข้าวตอกดอกไม้ ตีฆ้องกลอง ๗ ครั้ง หว่านข้าวตอกดอกไม้ ๗ ครั้งซ้ำคาถานี้แล้วจึงลงจากธรรมาสน์ 
               บุคคลผู้ใดจักฟังให้แต่งตามบาทคาถานี้ มีดอกไม้เงินดอกไม้ทองก็ให้บูชาคู่กัน ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องมีแม้แต่กัณฑ์เดียว ฟังแล้วกรวดน้ำก็จะได้ตามคำอธิษฐานทุกคน ให้หว่านข้าวตอกดอกไม้ทุกกัณฑ์ ให้แต่งบาทคาถาดังที่เราแต่งไว้นี้ ถ้าแต่งไม่แม่นก็อย่าให้อุบาสกอุบาสิกาตั้งกัณฑ์ ถ้ามีใจศรัทธาก็ให้ฟังธรรมวัตร แล้วอยู่ปริวาสกรรม ผู้ใดได้ฟังก็จะได้เกิดในสมัยของพระศรีอาริยเมตไตรย

 

(สรุปความจาก อานิสงส์สังรวมธาตุ ฉบับวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่  รหัสไมโครฟิล์ม ๗๘.๐๐๙.๐๑I.๐๒๕–๐๒๕)

 

ผู้เขียน  นายชัปนะ ปิ่นเงิน  และนางสาวพรรณเพ็ญ เครือไทย
ภาพประกอบโดยนางสาวอารีรัตน์ เฟื่องวรธรรม

 
อานิสงส์ล้านนา

 

 

elanna2551

 

SRI