CMU

SRI

    


อานิสงส์ก่อเจดีย์ทราย

อารัมภกถา          

                ประเพณีขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์ของชาวล้านนาตรงกับวันเนา ได้แก่วันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างสองราศี คือราศีมีนกับราศีเมษ ต่อจากวันมหาสงกรานต์ก่อนหน้าวันเถลิงศก ทั่วไปมักเรียกว่า วันเน่า เป็นวันที่ห้ามไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคล ห้ามทะเลาะวิวาทด่าทอกัน ห้ามพูดคำหยาบ พิธีจะเริ่มหลังจากช่วงเช้าที่เสร็จพิธีทางศาสนาที่วัดแล้ว

                ในตอนบ่ายจะมีการขนทรายจากแม่น้ำไปไว้ในวัด มีการก่อเจดีย์ทรายตามวัด ในการก่อเจดีย์ทรายนี้จะประดับเจดีย์ทรายด้วย ช่อ และทุง (ตุง) เป็นธงทำด้วยกระดาษสี ตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม การปักช่อทุงนี้ต้องตามคติความเชื่อที่ว่า ชายทุงจะช่วยให้ผู้ถวายเจดีย์ทรายให้พ้นจากนรก ในวันขนทรายเข้าวัดจะมีการละเล่นรดน้ำกัน ในวันเนานี้ถือว่า เป็นธรรมดาที่ผู้ที่ออกนอกบ้านในวันนั้นก็จะต้องถูกรดน้ำจนเปียกโชกทุกคน ในการกล่าวคำเวนทานปีใหม่และเจดีย์ทรายสำนวนหนึ่ง มีการพรรณนาถึงการทานถวายเจดีย์ทรายโดยให้ก่อพระเจดีย์ทราย ที่ลานข้างพระวิหาร จากนั้นจึงอัญเชิญพระสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ ดังความตอนหนึ่งว่า
                “…อันนึ่งเล่า หื้อสูเจ้าได้สร้างเจดีย์ทราย หื้อมีจิตใจ
ผ่องแผ้ว เอาไปไว้ที่ข่วงแก้วทังสาม หื้อแปลงใจบานงาม
สะอาด แล้วหื้ออัญเชิญสารีริกธาตุอันมีหมื่นโลกจักรวาล
อัญเชิญมาประดิษฐ์เจดีย์ทรายที่สร้างไว้
…”


                การก่อเจดีย์ทรายนอกจากจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธในล้านนาแล้ว ในกลุ่มคนไทยอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่คล้าย ๆ กัน จากบันทึกการสำรวจการเดินทางในลาว (VOYAGE DANS LE LAOS) บันทึกโดย เอเจียน แอมอนิเย นักสำรวจชาวฝรั่งเศสว่าด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ในภาคอีสานของไทยช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๐ มีเนื้อความที่กล่าวถึงการก่อเจดีย์ทรายที่ผู้สำรวจพบในโคราชว่า
“…ประมาณเดือนเมษายน ช่วงระยะเวลาของปีใหม่ก็มีงานซึ่งพวกคนเขมรเรียกว่า “ปูนพนม” (Pun Pnoum) เป็นงานบุญกุศลซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่มีการขนเอาทรายมาแทนดินที่ติดคนออกจากวัดในช่วงเวลาหนึ่งปี ที่ลานวัดพวกชาวพุทธจะพากันก่อกองทรายเล็ก ๆ แล้วนำเอาไม้ไผ่ปักลงไปพร้อมธงกระดาษ (ตุง) แล้วเอาน้ำรด พระภิกษุจะมาทำการสวดมนต์  ตอนเย็นก่อนวันจัดงาน และจะสวดอีกในตอนเช้าของวันจัดงาน กองทรายนั้นจะล้อมรอบด้วยฝ้าย (ด้ายสายพิมาย) ซึ่งจะมีพานข้าวตอก ดอกไม้ และขวดน้ำหอม พระภิกษุฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็รับเอาเครื่องไทยทานที่จับสลากได้ ในระยะเวลา ๓ วันทั้งชายและหญิงจะพากันเล่นอยู่กับบ้าน ในโอกาสเดียวกันนั้นชาวเมืองโคราชก็จะทำการถวายน้ำ…”
                พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ตอนอรรถกถาเถรคาถากล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อเจดีย์ทรายไว้ว่า ในกาลสมัยของโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้า พระวสภะเถระได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเจริญวัยขึ้นเป็นผู้มีอัธยาศัยไปในเนกขัมมะ ละการครองเรือนออกบวชเป็นดาบสแล้วไปสร้างอาศรมอยู่บนภูเขาชื่อว่าสมัคคะไม่ไกลป่าหิมพานต์ วันหนึ่งคิดว่าตนเป็นผู้หาคนบูชาไม่ได้ เป็นผู้มีความทุกข์ในโลก คิดได้อย่างนี้แล้วก็เนรมิตพระสถูปทราย กระทำการบูชาทุกวันตลอดอายุ ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลก ต่อมาจุติจากพรหมโลกไปบังเกิดในดาวดึงส์ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภพสุดท้ายได้ไปเกิดในตระกูลลิจฉวี กรุงเวสาลีในพุทธุปบาทกาลนี้ นามว่า วสภะ เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัต
นอกจากนี้แล้ววรรณกรรมทางศาสนาของล้านนา กล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อเจดีย์ทรายไว้ในวรรณกรรมเรื่องมาลัยเถรวัตถุที่เดิมชื่อภาษาบาลีว่า มาเลยฺยสุตฺต สันนิษฐานว่าแต่งในเมืองลังการาวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ต่อมาพระภิกษุล้านนาชื่อว่า พุทธวิลาส ขยายความให้พิสดาร และให้ชื่อว่า ฎีกามาลัย ความตอนหนึ่งว่า ครั้งที่พระมาลัยถามพระอินทร์ว่า เทวบุตรที่มานั้นเป็นใคร ใช่เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยหรือไม่ พระอินทร์ตอบว่าไม่ใช่ หากแต่เป็นเทวบุตรได้ทำกุศลกรรมเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ว่าดั่งนี้ เทวบุตรตนนี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เกิดเป็นชายยากจนผู้หนึ่ง หาเลี้ยงชีพด้วยการหาหญ้าหาฟืนขาย วันหนึ่งไปที่ท่าน้ำเห็นทรายกองดูขาวงาม ก็นำทรายนั้นมาก่อเป็นเจดีย์ทราย ด้วยกุศลที่ได้ก่อพระเจดีย์ด้วยทรายนั้น เมื่อตายไปแล้วก็ได้มาเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
                คติความเชื่อในเรื่องบุญของชาวพุทธน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดมีประเพณีก่อเจดีย์ทราย เรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนาเรื่องต่าง ๆ และที่แพร่หลายมากคือเรื่องมาลัยเถรวัตถุ มีอิทธิพลต่อคติความเชื่อของชาวล้านนาในเรื่องของนรกสวรรค์ บาปบุญคุณโทษ อานิสงส์ และพระศรีอาริยเมตไตรย และเนื้อเรื่องตอนหนึ่งกล่าวถึงอานิสงส์ในการก่อเจดีย์ทรายของชายทุคตะ มีเนื้อหาที่มีความลึกซึ้งกินใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก จึงน่าจะเป็นต้นกำเนิดของประเพณีของก่อเจดีย์ทรายในวันสงกรานต์ และอีกอย่างหนึ่งคือความเชื่อของคนในสมัยก่อนในเรื่องของการที่คนได้เอาดินติดเท้าออกจากวัดเมื่อครบหนึ่งปีก็จะต้องขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นการทดแทน ในขณะเดียวกันก็จะนำทรายที่ขนเข้าวัดนั้นมาก่อเป็นเจดีย์ทราย ถือว่าเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก

 

สาระสังเขปอานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายฉบับวัดทุงยู 


                ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ในเวฬุวนอารามแห่งเมืองราชคฤห์พร้อมด้วยหมู่ภิกษุ ๕๐๐ รูป  พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปสู่แม่น้ำพร้อมด้วยข้าราชบริพาร นำเอาทรายที่ได้จากแม่น้ำก่อเป็นเจดีย์ทราย ประดับด้วยธงแล้วถวายพร้อมกับจีวร ภัตตาหารแด่พระภิกษุ พระเจ้าปเสนทิโกศลแลหมู่คนที่ร่วมกันทำบุญต้องการที่รู้ถึงผลแห่งบุญที่ได้ทำแล้วนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบเป็นคาถาความว่า
                บุคคลใดได้ก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นทาน ก็มีอานิสงส์มาก ย่อมได้รับสุข ๓ ประการ สุดท้ายก็จะได้พบพระนิพพานฯ บุคคลใดได้ก่อเจดีย์ทรายถวาย ตายไปแล้วย่อมไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ และตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยทรัพย์สมบัติมาก ย่อมได้ไปเกิดในชมพูทวีป บุคคลทั้งหลายนั้นย่อมมีรูปอันงดงาม เมื่อไปเกิดในที่ใด ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่ยินดีแก่คน และเทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่ไปเกิดในที่ร้าย คือนรกเป็นต้น บุคคลใดได้ประดับช่อธง ฉัตรบูชาเจดีย์ทราย ก็จะได้ไปเกิดเป็นท้าวพญา ประกอบด้วยแก้วทั้ง ๗ ก็ด้วยการสักการบูชาเจดีย์ทราย


                บุคคลใดได้ก่อเจดีย์ทราย ย่อมมีข้าหญิงชายมาแวดล้อมเป็นบริวาร พ้นจากทุกข์ทุกประการ ได้อยู่ในปราสาทอันงาม มีจาตุรงคเสนามาก ก็ด้วยอานิสงส์ก่อเจดีย์ทราย บุคคลทั้งหลายทั้งชายหญิงย่อมมีวัวควาย ผ้าผ่อน ผ้าแพร เครื่องบริโภคต่าง ๆ ไปในที่ใดคนและเทวดาก็เคารพบูชา บุคคลทั้งหลายนั้นย่อมไปเกิดในสวรรค์ดาวดึงส์ เป็นจอมเทพได้ ๓๔ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ ๓๔ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในทวีปทั้ง ๔ มีเมืองใหญ่เมืองน้อยเป็นบริวารอันประมาณไม่ได้ เสวยราชสมบัติมาก ก็ด้วยอานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายถวายแท้แน่นอน

(สรุปความจาก  อานิสงส์ก่อเจดีย์ทราย ฉบับวัดทุงยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่  รหัสไมโครฟิล์ม ๗๘.๐๐๙.๐๑I.๐๔๒-๐๔๒)

 

ผู้เขียน  นายชัปนะ ปิ่นเงิน  และนางสาวพรรณเพ็ญ เครือไทย
ภาพประกอบโดยนางสาวอารีรัตน์ เฟื่องวรธรรม  และนางสาวพรรณเพ็ญ เครือไทย

 
อานิสงส์ล้านนา

 

 

elanna2551

 

SRI