CMU

SRI

    


อานิสงส์ศีล

 

อารัมภกถา          

               พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า ศีล [สีน] ข้อบัญญัติที่กำหนดทางปฏิบัติกายและวาจาทางพระพุทธศาสนา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘, พิธีกรรมบางอย่างทางพระพุทธศาสนา เช่น ศีลจุ่ม  ศีลมหาสนิท.  (ส.  ศีล ว่า ความประพฤติที่ดี; ป.  สีล). คำว่า “ศีล” ตรงกับภาษาบาลีว่า สีล ตามศัพท์แปลว่า ปรกติ หมายถึง การที่บุคคลทั่วไปไม่ถูกครอบงำด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ชักนำให้ไปในทำชั่วทำผิด บุคคลที่ไม่ทำกายทุจริต ไม่พูดวจีทุจริต ไม่คิดมโนทุจริต เพราะฉะนั้น กาย วาจา มนะ จึงเป็นศีล เป็นปรกติ นัยหนึ่ง เจตนาที่จะรักษากายกรรม วจีกรรมให้เป็นปรกติ เว้นจากการประพฤติชั่ว ชื่อว่า ศีล หรือความสำรวมวาจาให้เรียบร้อย ชื่อว่าศีล ในทางพุทธศาสนา หมายถึงการเว้นประพฤติข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ศีล ๕ เป็นปัจจัยเบื้องต้นของผู้รับเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือรับเอาไตรสรณคมน์แล้วเพื่อการประพฤติปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้น เรียกว่า นิจศีล เพราะคฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์ และได้ชื่อว่ากำจัดซึ่งกรรมกิเลส ๔ คือ ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ล่วงกาเมสุมิจฉาจาร ๑ และมุสาวาท ๑ เพราะทำให้สัตว์เศร้าหมองทั้งสองฝ่าย ส่วนศีล ๘ เป็นข้อกำหนดประพฤติของอุบาสก อุบาสิกา (คฤหัสถ์ชายหญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง) ได้ประพฤติปฏิบัติตาม ศีล ๕ และศีล ๘ ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนพึงสมาทานรักษาศีล ได้แก่
               เบญจศีล (ศีล ๕)
๑.  ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการประทุษร้ายร่างกายและชีวิตของผู้อื่น
๒.  อทินฺนาทานา เวรมณี เว้นจากการลักทรัพย์ การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้
๓.  กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี เว้นในการประทุษร้ายของรักของชอบของผู้อื่น
๔.  มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการกล่าวคำอันเป็นเท็จ การประทุษร้ายผู้อื่นด้วยวาจา
๕.  สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺานา เวรมณี เว้นจากการดื่มสุราและของมึนเมา

               อุโบสถศีล หรืออัฏฐศีล (ศีล ๘)
๑.  ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการประทุษร้ายร่างกายและชีวิตของผู้อื่น
๒.  อทินฺนาทานา เวรมณี เว้นจากการลักทรัพย์ การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้
๓.  อพฺรหฺมจริยา เวรมณี เว้นจากการกระทำอันมิใช่พรหมจรรย์
๔.  มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการกล่าวคำอันเป็นเท็จ การประทุษร้ายผู้อื่นด้วยวาจา
๕.  สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี เว้นจากการดื่มสุราและของมึนเมา
๖.  วิกาลโภชนา เวรมณี เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
๗.  นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนามาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี เว้นจากการดูฟ้อนรำ   การขับเพลง ดนตรี การประดับ ตกแต่งตน ด้วยพวงมาลา เครื่องกลิ่น และเครื่องผัดทา
๘.  อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี เว้นจากการนอนบนที่นอนสูง ที่นอนใหญ่ภายในมีนุ่นและสาลี

               อุโบสถ เป็นชื่อของการบำเพ็ญพรตอย่างหนึ่ง แปลว่า “การเข้าอยู่ด้วย” เป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่ก่อนสมัยพุทธกาล (สมัยพราหมณ์) กำหนดให้มีการสมาทาน (การถือรับเอาเป็นข้อปฏิบัติ) ในวันขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๘ ค่ำ ๑๔ หรือ ๑๕ วันอุโบสถในพระบาลีว่ามีลักษณะสองประการ คือ
๑) ปกติอุโบสถศีล คือคนรักษาศีลเดือนหนึ่ง ๔ ครั้ง ได้แก่ วันขึ้น ๘,  ๑๕ ค่ำ กับวันแรม ๘,  ๑๕ ค่ำ เป็น ๔ วัน หรือเดือนหนึ่ง ๘ ครั้ง ได้แก่ วันขึ้น ๕ ค่ำ  ๘ ค่ำ  ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ กับวันแรม ๕ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เป็น ๘ วัน เรียกว่ารักษาปกติอุโบสถศีล
๒) ปฏิชาครอุโบสถศีล คือคนรักษาศีลเดือนหนึ่งในวันรับวันส่งองค์อยู่ตรงกลาง คือ วันขึ้น ๔ ค่ำ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๓ ค่ำ เป็น ๕ วัน กับวันแรม ๑ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๓ ค่ำ เป็น ๖ วัน รวมทั้งสิ้น ๑๑ วัน เรียกว่าปฏิชาครอุโบสถ เดือนหนึ่งนับเป็นวันอุโบสถได้ ๑๙ วัน ในวันจาตุทสี (ดิถีที่ ๑๔ แห่งปักษ์) มีวันรับ ไม่มีวันส่ง วันปัณณรสี (ดิถีที่ ๑๕ แห่งปักษ์) มีวันส่ง ไม่มีวันรับ

               นอกจากลักษณะวันอุโบสถศีลที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีวันอุโบสถอีกลักษณะหนึ่ง ได้แก่ อุโบสถที่รักษาอยู่เป็นนิตย์ภายในพรรษาสิ้นสามเดือน เรียกว่า ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ คือ รักษาได้  ทุกวันสิ้นสามเดือน หรือจะรักษาเริ่มแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นหนึ่งเดือน หรือจะรักษาเริ่มแต่ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันสิ้นเดือน ๑๑ วิธีที่จะรักษาอุโบสถนั้นมี ๓ ประเภท ได้แก่
๑) โคปาลอุโปสถ คือการรักษาหนึ่งวันหนึ่งคืนเหมือนกับลูกจ้างรับจ้างเลี้ยงวัว ได้รับแต่ค่าจ้างไม่ได้รู้รสนมโค คือเมื่อคืนวัวให้เจ้าของวัวแล้วก็คิดอยู่แต่ว่า วันนี้โคเทียวหากินในที่นี้ ๆ ในวันพรุ่งนี้วัวจักเทียวหากินในที่ใด เปรียบเสมือนผู้รักษาอุโบสถใช้เวลาให้หมดไปกับความอยากไม่รู้รสพระธรรมฉันนั้น
๒) นิคัณฐอุโปสถ คือมีสมณะจำพวกหนึ่งสอนสาวกให้เชื่ออย่างนั้น อย่างนี้ คำสอนนั้นกล่าวขึ้นแล้ว ก็ชื่อว่าได้กล่าวคำมุสาวาท เป็นคำกล่าวของเดียรถีย์ภายนอกศาสนา ไม่เรืองผล ไม่แผ่ผล ไม่มีอานิสงส์มาก
๓) อริยอุโปสถ คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ระลึกถึงตถาคตจิตย่อมผ่องใส ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น  ย่อมละเสียซึ่งอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิตเหล่านั้น การทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้ว ย่อมมีได้ด้วยความพยายาม เรียกว่าได้รักษาพรหมอุโบสถ มีอานิสงส์ เรืองผลมาก แผ่ผลมาก
               อนึ่งการรักษาศีล ๘ ของคฤหัสถ์ในวันอุโบสถศีล กำหนดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง พร้อมทั้งองค์ ๘ คือศีล ๘ มิให้ขาดข้อใดข้อหนึ่ง จึงจะเรียกว่า อุโบสถศีล
               วันอุโบสถหรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “วันศีล” โดยเฉพาะในเทศกาลเข้าพรรษา มีธรรมเนียมปฏิบัติดังนี้ คือ ชาวล้านนาจะรักษาศีลภาวนาอย่างเคร่งครัด วัตรปฏิบัติในการรักษาอุโบสถศีลของชาวล้านนาจะเริ่มตั้งแต่เช้า มีการทำบุญตักบาตรที่วัด หลังจากรับศีลแล้วจึงกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวเพื่อจะมาที่วัดอีกครั้งในตอนบ่าย พิธีกรรมในตอนบ่ายจะเริ่มขึ้นราวบ่าย ๓ โมง พระสงฆ์แสดงธรรมเทศนา โดยปรกติมักจะเทศนาเสร็จราวบ่าย ๕ โมงเย็น หลังจบการแสดงธรรมแล้วจะมีพิธีที่เรียกว่า “นอนวัด” เพื่อที่จะปฏิบัติกิจ สนทนาธรรม การนอนวัดนี้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะใช้สถานที่ตามศาลารายรอบพระวิหารเป็นที่สำหรับสวดมนต์ ภาวนากัมมัฏฐาน ถึงเวลาเช้าก็จะสวดมนต์ไหว้พระ ขณะเดียวกันบรรดาญาติพี่น้องบุตรหลานที่ไม่ได้อยู่นอนวัดปฏิบัติธรรมด้วยก็จะนำอาหารมาร่วมทำบุญตักบาตรพร้อมกันในวันรุ่งขึ้นตอนเช้าเป็นอันเสร็จพิธี

 

สาระสังเขปอานิสงส์ศีลฉบับวัดกู่คำ

               กล่าวถึงครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร ตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต มีนางฟ้าแสนโกฏิเป็นบริวาร อยู่นานพันปีทิพย์แล้วจึงจุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์นางสิริมหามายามหาเทวีในปีกาเร้า (ระกา) เดือน ๘ ( ๖ กลาง) วันพฤหัส ฤกษ์ที่ ๒๐ ชื่ออุตราษาฒ จำเริญอยู่ได้ ๑๐ เดือนก็ประสูติในปีเปิกเส็ด (ขาล) วันศุกร์ เพ็ญเดือน ๖ (๔ กลาง) ยามเที่ยงวัน ฤกษ์ที่ ๑๑ ชื่อบุรพผลคุนี เจริญอายุได้ ๑๐ ปีก็ได้เป็นท้าวพญาในเมืองกบิลพัสดุ์ ในวันจันทร์ เพ็ญเดือน ๑๒ (๑๐ กลาง) ปีฉลู (ก่าเป้า) ฤกษ์ที่ ๒ ชื่อภรณี ทรงออกบวชในปียี (ขาล) วันพฤหัส เพ็ญเดือน ๖ (๔ กลาง) ฤกษ์ที่ ๑๖ ชื่อวิศาขา บวชนาน ๖ พรรษาก็บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในปีเต่าสัน (วอก) วันพฤหัส เพ็ญเดือน ๖ (๔ กลาง) จากนั้นเสด็จเทศนาโปรดบุคคลต่างๆ ณ สถานที่ต่างๆ รวมทั้งสิ้น ๔๖ พรรษา รวมพระชนมายุทั้งหมด เป็นคฤหัสถ์ ๒๙ พรรษา ครองเพศบรรพชิต ๕๐ พรรษา เป็น ๘๐ ทัศ
               จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาแก่พระอานนท์เป็นคาถาความว่า บุคคลผู้ใดได้รักษาศีลของพระองค์ก็ประเสริฐยิ่งนัก ผู้รักษาศีลข้อปาณาติปาตา ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นพญาในบุพวิเทหทวีป ผู้รักษาศีล ข้ออทินนาทานา ตายแล้วจะได้เป็นพญาในอุตรกุรุทวีป ผู้รักษาศีลข้ออพรัหมจริยา ตายแล้วจะได้ไปเกิดในอมรโคยานทวีป ผู้รักษาศีลข้อมุสาวาทา ตายแล้วจะได้ไปเกิดในชมพูทวีป ผู้รักษาศีลข้อสุราเมรยมัชชปมาฏฐานา ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชนาน ๗๐ ปีทิพย์ คือ ๙ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลข้อวิกาลโภชนา ตายแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นานพันปีทิพย์ คือ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลข้อนัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนา ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นพระยาในสวรรค์ชั้นยามานาน ๒ พันปีทิพย์ คือ ๑๖ โกฏิ ๙ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลชื่อว่ามาลาคันธะวิเลปนะธารณะมัณฑนะวิภูสนัฏฐานา ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนาน (?) พันปีทิพย์ คือ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลชื่อว่าอุจจาสยนะมหาสยนา ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนาน ๘ พันปีทิพย์ คือ ๖๓๑ โกฏิ ๖ ล้านปี ผู้รักษาศีลชื่อว่าชาตรูปรชตปฏิคคหณา ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนาน ๖ พันปีทิพย์ คือ ร้อยโกฏิกับอีก ๖๖๑ โกฏิ ๖ ล้านปี (?)
               พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่าโลกนี้เป็นทุกข์ยิ่งหาสุขใดไม่มี คนทั้งหลายให้หมั่นทำบุญเพื่อให้ได้พบพระนิพพานอันปราศจากทุกข์ คนทั้งหลายนั้นหาแก่นสารอะไรไม่ได้ เปรียบเสมือนก้อนอาจมที่เขาเอาผ้าราคาแพงมาห่อเอาไว้ ร่างกายของคนประกอบด้วยธาตุน้ำธาตุไฟทุกคน มีหัวใจใหญ่เท่าบัวตูม มีเลือดในหัวใจเท่าหนึ่งฝ่ามือ ผมมี ๕ ล้านเส้น ขนมี ๔๐๐ ล้าน เส้นเอ็นเล็กมี ๗ พันเส้น เส็นเอ็นใหญ่มี่ ๙ ร้อยเส้น เลือดในร่างกายมีหนึ่งบาตร ไส้ผู้ชายยาว ๓๐ ศอก ไส้ผู้หญิงยาว ๒๙ ศอก หนอนในร่างกายมี ๘๐ ตัว ในโคนผมมี ๘๐ ตัว เสียงฟ้าร้องไปได้ไกล ๖ โยชน์ เสียงก้องไกล ๖ พันวา เทวดาทุกองค์มีเครื่องนุ่งห่มองค์ละหนึ่งเกวียน แผ่นดินหนา ๒ แสน ๔ หมื่นโยชน์ ชมพูทวีปกว้างหมื่นโยชน์ เป็นป่าหิมพานต์ ๓ พันโยชน์ มหาสมุทร ๔ พันโยชน์ เมืองคน ๓ พันโยชน์
               บุคคลผู้ไม่ฆ่าสัตว์ไม่โกหก ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นพญาในบุพวิเทหทวีป ผู้ไม่ลักขโมยไม่โกหกให้ของเป็นทาน ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นพญาในอุตรกุรุทวีป ผู้ไม่เป็นชู้เมียผู้อื่นมีสัจจะ ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นพญาในอมรโคยานทวีป ผู้ไม่เคยกล่าวคำเท็จ ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นพญาในชมพูทวีป ผู้ไม่ดื่มสุราชั่วอายุขัยตน ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชนาน ๕ ร้อยปีทิพย์ คือ ๙ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลไม่ดื่มสุรา ไม่บริโภคอาหารยามวิกาล ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นานพันปีทิพย์ คือ ๖๐ โกฏิ ๖ ล้านปีมนุษย์ ผู้ไม่ขับฟ้อนทาของหอม ตายแล้วจะได้เกิดในสวรรค์ชั้นยามานาน ๒ พันปีทิพย์ คือ ๖๐๐ ล้านโกฏิกับ ๖ ล้านปีมนุษย์ ผู้รักษาศีลภาวนาไม่นั่งสูงกว่าผู้มีอายุมากกว่าตน ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนาน ๖ พันปีทิพย์ คือ ๖ พันโกฏิ ๕ ล้านปี ผู้รักษาศีล ๘ ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนาน ๘ พันปีทิพย์ คือ ๕๖๐ โกฏิ ๖ ล้านปี ผู้รักษาศีล ๑๐ ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนานหมื่นหกพันปีทิพย์ คือ ๙๖๐ โกฏิปีมนุษย์
               พญาตนหนึ่งมีเสนารี้พลมาก ไม่รักษาศีลให้ทานเจริญเมตตา ไม่ฟังธรรม ไม่เคารพในพระรัตนตรัย สนุกอยู่แต่การละเล่นดนตรี บุตรภริยาบ่าวไพร่ของตน ตายแล้วได้ไปสู่นรกนานกว่าโกฏิอสงไขยแสนมหากัป พ้นจากนรกแล้วไปเกิดเป็นเปรตนานโกฏิอสงไขยกัปเพราะไม่รักษาศีลชื่อว่าโชติตมปรายโน ส่วนผู้ที่เคารพพระรัตนตรัยตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็นพญาปราบทวีปทั้ง ๔ มีทรัพย์มากกว่าผู้ใดเพราะให้ทาน
               สุขในมนุษยโลกคือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช เทวดาในสวรรค์นั้นเป็นสุขอันยิ่งนัก สุขอันเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชนั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย สุขอันเป็นยิ่งคือสุขในนิพพานสิ่งเดียว ทุกข์ในมนุษยโลกนาน ๑๐๐ ปี แม้ท่านเอาหอกมาทิ่มแทงทั้งวันนานร้อยปีก็ไม่เท่าทุกข์ในนรกที่ทุกข์กว่าแสนเท่า เหมือนกับว่าทุกข์ในมนุษยโลกนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีนาน ๖ อสงไขยแสนมหากัปจึงได้ตรัสสัพพัญญูสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
               กัปนั้นนานเท่าใด คือหินก้อนหนึ่งสูงและกว้าง ๓ พันวา ทุกหนึ่งร้อยปีทิพย์เทวธิดาเอาผ้าแพรทิพย์มาปัดครั้งหนึ่ง เมื่อหินนั้นราบเสมอแผ่นดินเรียกว่า ๑ กัป
               อสงไขยนานเท่าใด คือหลุมหนึ่งลึกแปดพันวา ทุกร้อยปีทิพย์เทวดาเอาเมล็ดงาใส่หนึ่งเมล็ด เต็มแล้วเอาออกทุกร้อยปีทิพย์ทีละเมล็ด หมดเมื่อใดเรียกว่า ๑ อสงไขย
               ชายผู้หนึ่งรู้จักคุณพ่อแม่ เมื่อจะไปที่ใดก็เอาพ่อขึ้นบนบ่าขี่บ่าด้านขวา แม่นั่งบ่าด้านซ้าย เวลาหยุดพักก็บีบนวดพ่อแม่ให้หายเหนื่อยเมื่อยทุกวันตราบชั่วชีวิตก็ยังไม่เสมอคุณพ่อแม่ได้ การตอบแทนคุณพ่อแม่นั้นให้บวชในศาสนาแล้วสั่งสอนพ่อแม่ให้ได้ถึงไตรสรณคมน์ จึงได้ชื่อว่าตอบคุณพ่อแม่
               ให้ทานเมื่อยังเป็นหนุ่ม ได้อานิสงส์มาก ไม่อาจจะคณนาได้ ให้ทานเมื่อตนแก่ชราได้อานิสงส์พันกัป ให้ทานเมื่อเป็นโรคภัยได้อานิสงส์ร้อยกัป อานิสงส์แห่งทานนี้ย่อมระงับเสียซึ่งอบายทั้ง ๔ ไว้ ให้เห็นทางสู่สวรรค์ รักษาศีลฟังธรรมให้ทานนั้นมีอานิสงส์ได้หมื่นกัป เขาสิเนรุสูง ๘ หมื่น ๖ พันโยชน์ ปลายเขากว้างหมื่นโยชน์
               สวรรค์ชั้นมหาพรหมลงมาถึงเมืองคนผู้มีปัญญาพึงรู้ ดังพระพุทธเจ้ากล่าวคาถาความว่าว่า มีหินก้อนหนึ่งกว้างยาวหนาด้านละพันวา เทวดาเอาหินก้อนนั้นทิ้งลงมาได้หกเดือนจึงถึงเมืองคน ส่วนชั้นอกนิษฐาพรหมมาถึงเมืองคนเรานั้นทิ้งก้อนหินก้อนั้นลงมา ๗ ปี  ๗ เดือนจึงจะถึงเมืองคน
               ดวงอาทิตย์กว้าง ๕๐ โยชน์ ดวงจันทร์กว้าง ๔๙ โยชน์  หนทางดวงอาทิตย์สูง ๑๒ โยชน์แล กว้าง ๕๐ โยชน์ ดวงดาวใหญ่ ๑ โยชน์ เมื่อดวงตะวันขึ้นชมพูทวีปเป็นเวลาเที่ยงบุพวิเทหทวีป ดวงตะวันขึ้นอมรโคยานทวีปนั้นเป็นเวลาเที่ยงชมพูทวีป ขึ้นชมพูทวีปเป็นเวลาเที่ยงอมรโคยานทวีป ดวงตะวันขึ้นบุพวิเทหทวีปเป็นเวลาเที่ยงอุตรกุรุทวีป บุพวิเทหทวีปกว้าง ๗ พันโยชน์ อุตรกุรุทวีปกว้าง ๘ พันโยชน์ อมรโคยานทวีปกว้าง ๙ พันโยชน์ ชมพูทวีปกว้าง ๑ หมื่นโยชน์ มหาอเวจีกว้าง ๑ หมื่นโยชน์ ด้านหนา ๑๐๐ โยชน์
               ผู้มีบาปหนาเช่นฆ่าสัตว์ลักขโมยของเป็นชู้เมียท่านชอบดื่มเหล้า ตายแล้วได้ไปนรกชื่อว่ามหาอเวจี  เปลวไฟไหม้ตาสัตว์นรกทั้งหลายนั้นแตกเหมือนดังเม็ดงาแตก มหาอเวจีนรกกว้างหมื่นโยชน์ เต็มไปด้วยสัตว์นรกที่ทำบาปฆ่าสัตว์กินเหล้า ด่าชีตีพราหมณ์ ทำลายเจดีย์ ตัดไม้ศรีมหาโพธิ์ ขโมยของถวายสงฆ์ ของพระธรรม ถือมิจฉาทิฐิ เพราะเชื่อถือศาสนาอื่น ฆ่าหมูหมาเป็ดไก่ นินทาว่าร้าย ไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า กลับเอาผีพ่อแม่ปู่ยายเป็นที่พึ่ง ไม่เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง ไม่ฟังธรรมเทศนา กล่าวว่าสวรรค์ไม่มี ไม่รู้ว่าทำบุญแล้วได้บุญ ทำบาปแล้วได้บาป ตายแล้วย่อมไปสู่นรก
               คนทั้งหลายที่ด่าพ่อแม่ ด่าชีตีพราหมณ์ กินเหล้าฆ่าสัตว์ลักขโมยทุกโมงยามมาเลี้ยงชีวิตครอบครัว ตายแล้วไปสู่โลหกุมภีนรก กว้างโยชน์ ๑ ปากนรกล้วนหนามเหล็ก ด้านล่างล้วนใบบัวเหล็ก ถัดนั้นล้วนหลาวเหล็กขนาดใหญ่เท่าลำตาลคมดังมีดโกน ด้านล่างนั้นมีนรกชื่อว่าเวตรณี คนผู้ทำผิดมิชอบไม่ประกอบด้วยธรรม ครอบงำเอาด้วยอำนาจหลวง ข่มเหงท่านด้วยถ้อยคำ ไม่ยุติธรรม เห็นสำคัญแต่สินบน คนผู้ควรชนะก็ให้แพ้ ผู้แพ้ก็กลับให้ชนะ ตายแล้วไปสู่นรกอันล้วนด้วยหลาวเหล็กกว้างหมื่นโยชน์นั้น นายยมบาลทั้งหลายปล่อยหมาตัวใหญ่เท่าช้าง มีเขี้ยวใหญ่เท่าใบผาลไล่ขบกัดเท้าถึงศีรษะ สัตว์นรกยาวโยชน์ ๑ คือ ๘ พันวา คนผู้ถือมิจฉาทิฐิเอาผีเป็นที่พึ่ง ดื่มเหล้าย่อมได้ไปสู่นรกทุกคน นรกอันนั้นประกอบไปด้วยหนามไม้งิ้วเป็นหลาวเหล็กยาวสองศอก คมดั่งคมมีดโกน ภายนอกล้วนแต่ขุมถ่านไฟแดง เป็นที่อยู่แห่งคนผู้เป็นชู้เมียท่าน หญิงผู้มีชู้ คนทั้งหลายนั้นย่อมไปสู่นรกนั้นทุกคน นรกที่เต็มไปด้วยน้ำหนองฝีนั้นย่อมเป็นที่อยู่แห่งคนผู้เป็นปาราชิก พระพุทธเจ้าจะเทศนาคุณวิเศษแห่งพระศรีอารยเมตไตรย
               พระอาริยเมตไตรยตนนั้นยังสถิตสวรรค์ชั้นดุสิต เสวยทิพญสมบัติ มีนางฟ้าแสนโกฏิเป็นบริวาร มีอายุพันปีทิพย์ คือ ๔๗ โกฏิ ๖ ล้านปีมนุษย์ พระอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์เจ้าจะลงมาปฏิสนธิในครรภ์นางพราหมณีชื่อพราหมณ์ภวิ พ่อชื่อพราหมณ์ปุโรหิต เป็นอาจารย์แห่งพระเจ้าจักรพรรดิ     สังขอภัยยะ ๆ จะได้มาเป็นอัครสาวกแห่งพระอารยเมตไตรยเบื้องขวา เจ้าอัตติสะน้องอภัยยะ จักได้มาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย พระยาตนชื่อสังขราชจะเป็นโยมอุปัฏฐาก เป็นดังพญาปเสนทิโกศลราชนั้น
               ในกาลนั้น เมืองที่พระเมตไตรยจะลงมาเกิดนั้นชื่อกุสาวัตติราชธานี กว้าง ๘ โยชน์ ยาว ๒๒ โยชน์ มีปราสาทแก้วสูง ๑๒ โยชน์ ด้านกว้าง ๑๕ โยชน์ พระเมตไตรยประทับที่ปราสาทฆราวาส เสวยราชสมบัติในปราสาทนั้น ๘ พันปี ทรงขึ้นรถออกจากปราสาทไปบวชโคนต้นไม้ฝั่งแม่น้ำอโนมา บวช ๗ วันก็ตรัสรู้เหนือแท่นบัลลังก์แก้วสูง ๑๘ ศอก กว้าง ๑๘ ศอก อายุได้ ๘ หมื่นปี  ทรงตรัสสัพพัญญุตญาณใต้ต้นไม้กากะทิง ต้นไม้นั้นใหญ่ ๑๐ โยชน์ หมู่เทวดาไหว้แล้วเอาดอกปาริกชาตมาบูชาสูงเสมอเข่า คนทั้งหลายในสมัยนั้นสูง ๔ ศอกทุกคน
               เมื่อพระเมตไตรยจะให้ทานอันใดก็ชำระล้างให้ดีแล้วจึงให้ คนทั้งหลายอันเกิดมาหาคนเป็นโรคภัยเปลี้ยค่อมก็ไม่มี เท่าอยู่คอยท่าพระเมตไตรยตามสำราญ เมื่อพระเมตไตรยให้ทานแก่ขอทาน ฟังธรรมก็ตั้งใจฟังแล้วให้ทาน เหตุนั้นคนทั้งหลายที่เกิดมาหูไม่หนวก ตาไม่บอดสักคน คนผู้ใดไม่ลักของท่าน ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเหล้า ไม่เป็นชู้ มีสัจจะไม่กล่าวคำเท็จ ก็จะได้เห็นหน้าพระอาริยเมตไตรยเจ้าแน่แท้ คนทั้งหลายที่ทำบาปไม่ได้พบพระเมตไตรยมี ๕ จำพวกตามกล่าวของพระเทพมาลัยที่กล่าวแก่หมู่เทวดาทั้งหลายมากกว่าแสนโกฏิตนในลานเจดีย์แก้วอินทนิลในสวรรค์วันนั้น คนผู้ไม่ทำบุญย่อมตกนรกไม่ได้พบพระเมตไตรยแล ผู้ใดทำบุญดังที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายเทศนาไว้ก็จะได้พบพระอาริยเมตไตรยแน่แท้ คนผู้มีปัญญาควรดูควรกล่าวกับสัปปุรุษ คนเป็นอสัปปุรุษไม่ควรกล่าวเพราะหาประโยชน์ไม่ได้ เป็นดังใบคาห่อปลาเน่าก็อุปมาเป็นเช่นนั้น การคบหาว่ากล่าวผู้เป็นสัปปุรุษผู้มีปัญญานั้น ก็เป็นดั่งใบไม้จันทน์ห่อชะมดเชียงนั้น พระพุทธเจ้าเทศนาว่า คฤหัสถ์หรือนักบวชก็ดีเป็นผู้ไม่มีศีล อุปมาดังช้างสารตัวใหญ่ไม่มีงา หรือคนที่มีลูกไม่ดี คนผู้รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ไม่ขาด พระพุทธเจ้าสรรเสริญคนผู้นั้นว่ามีรูปงาม ดอกไม้ในแผ่นดินที่คนทั้งหลายว่าหอมนั้น รสแห่งศีลพระพุทธเจ้าหอมยิ่งกว่านั้นหมื่นเท่าแสนเท่า รสแห่งศีลธรรมนี้หอมขึ้นถึงพรหมโลก ส่วนบาปกรรมอันบุคคลผู้ทำมานั้นจะเอาน้ำสมุทรมาล้างจนแห้งก็ไม่อาจชำระบาปได้ มีแต่ศีล ๕ ศีล ๘ ที่ได้รักษานั้นจึงจะล้างหมด
               บุคคลใดสร้างวิหารเป็นทานได้อานิสงส์ ๑ กัป สร้างพระพุทธรูปได้อานิสงส์ ๖ กัป สร้างบ่อน้ำเป็นทานได้อานิสงส์ ๘ กัปแล สร้างอารามที่พำนักเป็นทานแก่สงฆ์ได้อานิสงส์ ๘ กัป สร้างปราสาทไว้พระพุทธรูปเป็นทานได้อานิสงส์ ๑๐ กัป บุคคลผู้ใดกล่าวว่า พุทธัง พุทธัง อยู่เนือง ๆ ได้อานิสงส์ ๘ กัป ผู้ใดสร้างพระธรรมคัมภีร์เป็นทานได้อานิสงส์ ๙ กัป ผู้ใดภาวนา พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ดั่งนี้ เป็นคุณประโยชน์แท้ อานิสงส์มากนักนับไม่ถ้วน ผู้ใดบวชในพุทธศาสนามีอานิสงส์ไม่อาจนับได้ ผู้ใดสร้างธรรมกรรมวาจาเป็นทาน ครูบาอาจารย์ผู้เขียนนั้นก็ไม่ให้ตกหล่นแล้วบูชาตามคำพระพุทธเจ้าแล้วทานก็มีอานิสงส์มากสุดที่จะคณนาได้ แม้นได้ทำบาปชาติหลังได้แสนชาติก็ดี เป็นชู้เมียท่าน หญิงมีชู้ในชาตินี้ก็ดี ชาติหลังได้แสนชาติก็ดี ให้ทานกรรมวาจาไว้ค้ำชูศาสนาพระพุทธเจ้า ก็จะล้างบาปทั้งหลายที่ทำมานั้นลงได้ ยอดของทานทั้งหลายมีทานธรรมเป็นยอด แม้นว่าพ่อแม่ตายไปแล้วตกนรก บาปกรรมอันเป็นบาปเวรทั้งมวลก็หมดไป เป็นดังมหาเถรเจ้าตนชื่อปิณฑาลเถรนั้น อาจารย์เจ้ากล่าวไว้ในธรรมสังคีติ
               ดาวพันดวงไม่สว่างเท่าพระจันทร์ดวงเดียว แม่น้ำพันสายก็ไม่เท่ามหาสมุทร หินพันก้อนก็ไม่เท่าแก้วมณีลูก ๑ คนบ้าใบ้นับพันไม่เท่าผู้มีปัญญาผู้เดียว คนผู้เกียจคร้านจะได้ข้าวของจากที่ใด คนผู้ไม่มีศีลจะหาสัจจะจากที่ใด คนผู้ไม่มีวัตถุจะหามิตรสหายจากที่ใด คนผู้ไม่มีสหายจะหาสุขจากที่ใด คนผู้ไม่มีศีลจะหาข้าวของเงินทอง ศาสตร์แลศิลป์ความฉลาดหลักแหลมจะหาได้จากที่ใด เหมือนคนที่เอาแต่กินแล้วนอน อาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวว่าสักแต่เกิดมาให้ได้ชาติเท่านั้น ผึ้งและแมลงภู่ทั้งหลายย่อมแสวงหารสอันหอมแห่งดอกบัว รสดอกไม้อันมีกลิ่นหอม คนบ้าใบ้ได้อยู่ใกล้ผู้รู้ธรรมแล้วไม่รู้รสธรรม เป็นดังกบบ้าใบ้ตัวอยู่ใต้ดอกบัวแล้วไม่เอาดอกบัว ผู้มีปัญญาแม้อยู่ไกลแสนโยชน์ก็ยังแสวงหารสธรรมเสมือนผึ้งและแมลงภู่ เสียงอันไพเราะเป็นความความงามของนกดุเหว่าตัวดำ วัตรปฏิบัติอันดีเป็นความความงามผู้หญิง เว้นจากความโกรธเคืองเป็นความงามของนักปราชญ์ แม้สตรีผู้มีรูปชั่วแต่มีวัตรปฏิบัติงามก็เป็นดั่งนกดุเหว่าตัวดำที่มีเสียงไพเราะนั้น
               ทานมีผล ๓ ประการ คือ ทานน้อยกว่าที่ตนใช้ตนกินชื่อว่าหีนทาน ไม่มีผลอะไร ทานในสิ่งที่ตนมีชื่อว่าสหายทาน มีอะไรก็ได้เสมอดังใจ ทานที่ดีกว่าที่ตนมีชื่อว่าสามิกทาน ได้สิ่งใดก็ดีงามกว่าผู้อื่น อานิสงส์ของการให้ทานก็จะห้ามเสียซึ่งหนทางไปสู่นรก ให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ ผู้มีปัญญาพึงรู้ดังคำที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาให้ปฏิบัติตาม
               พระอภิธรรมมีพระมหาสารีบุตรชำระ พระสุตตันตะมีพระมหาโมคคัลลานะชำระ พระวินัยมีพระมหาอุบาลีชำระ พระสัททามีพระมหากัจจายนเถระชำระ บุคคลทั้งชายหญิงไม่ควรประมาทพระธรรม ไม่ประมาทพระรัตนตรัย พึงให้ทานรักษาศีลอย่าได้ขาด เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็นบริวารพระอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ตราบถึงพระนิพพาน ผู้ที่ประมาทพระรัตนตรัย ไม่ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม ไม่เคารพพ่อแม่ ผู้อาวุโส ตายแล้วไปสู่อบาย ฆราวาสนักบวชตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ ได้พบพระนิพพานก็เพราะให้ทาน เคารพพ่อแม่ผู้อาวุโส เคารพพระธรรมคำสอน คนที่เกิดมาแล้วครบถ้วนด้วยลูกเมีย ช้างม้าวัวความ ทรัพย์สมบัติก็เพราะได้ประกอบกรรมดีในชาติก่อน
               อนึ่ง ประมาทไม่ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม ได้แต่ทำมาหากินอยู่กับลูกเมียเก็บออมไว้ไม่ให้ทาน ประมาทพระรัตนตรัย ตายแล้ตกนรกนาน ๒๗ อสงไขย จะพ้นก็ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่า อนาราคิลีปาฬีไลยลงมาโปรดสัตว์ สัตว์นรกฝูงนั้นชื่อว่าโชติตมปรายโน ในกาลนั้นมีคนผู้ ๑ เป็นคนยากจน มีสิ่งใดก็ให้ทานตามที่ตนหามาได้ รักษาศีล ๕ ศีล ๘ อยู่เสมอ ตายแล้วก็ได้เกิดในสวรรค์เสวยสมบัติอันมาก จุติจากสวรรค์แล้วลงมาเกิดในมนุษยโลกก็ได้เป็นท้าวพญา ก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม ผู้นี้ชื่อว่า ตโมโชติปรายโน ผู้หนึ่งมีทรัพย์มาก เป็นผู้ไม่ประมาทคุณพระรัตนตรัย ให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม เจริญเมตตาภาวนา ตายแล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติทิพย์มีนางฟ้าทั้งหลายเป็นบริวาร จุติตายจากสวรรค์แล้วลงมาเกิดในมนุษยโลกก็ได้เป็น พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยสิริทรัพย์สมบัติเสนาอำมาตย์ ช้างม้ามาก ไม่ได้ไปสู่ที่ร้ายแม้แต่ชาติเดียว ผู้นี้ชื่อว่าโชติโชติปรายโนแล บุคคลทั้งหลายชายหญิงจงอย่าประมาทพระรัตนตรัย ๆ นี้วิเศษนัก ไม่ว่าภพใดก็บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีรูปโฉมโนมพรรณงาม มีบริวารลูกเมีย มีทุกสรรพสิ่งมากกว่าคนทั้งหลาย
               เจตนา ๓ ประการ คือปุพพเจตนา มุญจนเจตนาและอปรภาคเจตนา ผู้ใดตั้งใจว่าจะให้ทานด้วยยินดีในวัตถุทานเรียกว่าปุพพเจตนา ขณะที่ให้ก็ตั้งใจให้เรียกว่ามุญจนเจตนา เมื่อให้ทานแล้วก็ระลึกถึงอยู่เสมอด้วยคำว่า สุทินฺนํ วต เม ทานํ เรียกว่าอปรภาคเจตนา บริสุทธิเจตนา ๓ ประการชื่อว่ามหาอุตมทาน ให้ทานอย่ากินเหล้า อย่าขับร้อง เปรียบเหมือนอาบน้ำชำระเนื้อตนลูบไล้ทาด้วยเครื่องหอมแล้วไปกลิ้งเกลือกเปือกตมทำให้เสียเดช อธิบายว่าทานที่ตนได้ทำไว้ดีแล้วเมื่อมีคนมาชักชวนให้ไปกินเหล้าก็ว่าชักชวนในทางที่ผิดก็ให้นึกถึงทานของตนเสมอ การให้ทานนั้นยากบางคนตั้งแต่เกิดจนแก่เฒ่าไม่เคยให้ทานสักครั้ง บ้างก็เงินเพียงเศษเสี้ยวก็ไม่เคยให้ทาน บุคคลทั้งหลายที่ให้ทานแล้วยังมัวเมาอยู่ คือยินดีในการกินเหล้าขับฟ้อนเรียกว่าอนาทรต่อศีลธรรมไม่เป็นหนทางของสัปปุรุษ ทำบุญแล้วอย่าเอาบาปมาปะปนกัน งดเว้นได้ก็เป็นอุตมทาน งดเว้นไม่ได้ก็เป็นหีนทาน
               ปัจจัยมี ๔ จำพวก อัน ๑ ไม่มีปัจจัยแต่งให้ทาน คือท่านชักชวนจึงให้ชื่อว่าสังขารผลไม่กว้าง ทานอันมีปัจจัยตกแต่ง คือท่านไม่ชักชวนแต่เกิดด้วยศรัทธาตนชื่อว่าอสังขาริกะ จิตติดอยู่กับศรัทธาของตนแท้เป็นอุกฤษฏ์ยิ่ง ตามคัมภีร์มิลินทปัญหาที่พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามพระนาคเสนว่า บาปมีน้อยยิ่ง บุญมีมากยิ่งเพราะเหตุใด  พระนาคเสนกล่าววิสัชนาว่า บุคคลผู้ใดมีศรัทธาให้ทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ฟังธรรม ด้วยความปีติยินดีด้วยใจตน กุศลอันนั้นกลับเจริญงอกงามกว่าเดิม คือเป็นดังวังน้ำอันใหญ่มีน้ำไหลเข้าเต็มไม่ขาดสาย ดังเช่นน้ำบ่ออันมีน้ำไหลออกมาไม่ขาดเป็นนิรันดร เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลายที่ไปตักเอามาใช้น้ำทั้งหลายนั้นก็กลับมีมากยิ่งขึ้น ฉันใด บุคคลทั้งหลายหญิงชายเมื่อทำบุญให้ทานรักษาศีลภาวนานั้นเกิดความยินดี ทำอยู่เสมอตราบเท่าอายุตนแล้วระลึกถึงบุญที่ได้ทำนั้นอยู่ไม่ขาด กุศลบุญนั้นก็กลับงอกงามมากขึ้นกว่าเก่า บุญอันนั้นก็จะแผ่กระจายไปเป็นดังวังน้ำวนที่มีน้ำน้อยหลายสายเข้ามารวมอยู่ด้วย บุคคลผู้ทำบุญเกิดเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใด อันว่าเหตุอันนั้นก็อุปมาดังวังน้ำอันมั่นคงนั้น บุคคลผู้ทำผิดทำบาป มีความเดือดร้อนดำรงอยู่ เกิดความละอายบาป ก็ตำหนิติเตียนตนว่าจะไม่ทำซ้ำอีก ไม่ยินดีในบาป บาปนั้นก็ค่อยหมดไปทีละน้อยในแม่น้ำน้อยนั้น เป็นดังเช่นแม่น้ำน้อยนั้นแห้งไปด้วยรัศมีดวงอาทิตย์เมื่อฤดูร้อน ค่อย ๆ แห้งไปทีละเล็กละน้อยจนหายหมดไป รัศมีดวงอาทิตย์อันร้อนนั้นคือบุญที่ให้ความร้อนแก่บาป ส่วนแม่น้ำน้อยคือบาปอันบุคคลผู้มีบุญได้นั้นแล้วเว้นเสียไม่อาลัยแล้วทำบุญเพื่อให้ร้อนแก่บาป อุปมาดังรัศมีดวงอาทิตย์ให้ร้อนแก่บาป ไหม้บาปเสียละน้อย บาปอันนั้นหายไปทีละน้อยจนหมดไปในที่สุด เหตุอันนั้นก็อุปมาเป็นเช่นแม่น้ำน้อยนั้น
               รักษาศีลมี ๓ จำพวก คือหีนศีล มัชฌิมศีล และอุตมศีล หีนศีลคือ รับศีลแล้วกลับมานอนร่วมห้องที่นอนกับพี่น้องลูกเมียชื่อว่าหีนศีล เป็นเหมือนดังได้แก้ววิเศษแล้วเอามาวางไว้บนพื้นกองหญ้าที่หมูหมานอนกัน ผลไม่กว้างไม่ประเสริฐ อนึ่ง ไม่นอนร่วมห้องกันชื่อว่ามัชฌิมศีล เป็นดังได้แก้ววิเศษแล้วเช็ดขัดงามแล้ววางไว้ในถ้วยตะไลทอง อนึ่ง รักษาศีลมาแล้วหากแยกไปนอนที่อื่นต่างชายคากัน ชื่อว่ารักษาศีลภาวนาแล้วยกมือไหว้ระลึกในใจว่า พุทโธ เม นาโถ จนจบ ๓ ครั้ง ธัมโม เม นาโถ จนจบ ๓ ครั้ง สังโฆ เม นาโถ จนจบ ๓ ครั้ง อิติปิ โส จนจบ ๓ ครั้ง สวากขาโต  จนจบ ๓ ครั้ง สุปฏิปันโน จนจบ ๓ ครั้ง เป็นคุณแก่พระรัตนตรัย ผู้ใดรักษาศีลแล้วทำอย่างนี้ชื่อว่าประเสริฐมากนัก เหมือนดังแก้วโชติรสที่ประพรมด้วยน้ำหอมแล้วตั้งไว้เหนือตะไลทองประกอบด้วยเศวตฉัตร ก็จะได้สมบัติ ๓ ประการ มีนิพพานเป็นที่สุดแก่บุคคลผู้ประกอบด้วยศีลศรัทธา เปรียบเหมือนดังแก้วโชติรสที่ให้สำเร็จตามใจปรารถนาแก่พระเจ้าจักรพรรดิราช
               ประการ ๑ ผู้รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ในวันอุโบสถ พิจารณาว่าวันนี้จะรักษาศีล กินมื้อเที่ยง อาบน้ำสระผมนุ่งเสื้อผ้าใหม่ ถึงพร้อมด้วยใจ เว้นจากเวร ๕ ประการแล้วนั่งอยู่ในเรือนตนระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าอยู่เนือง ๆ มีใจแน่วแน่ตั้งอยู่ในศีลสมาธิแล้วสมาทานศีล ถ้าจิตใจไม่มั่นคงแม้ไปนั่งอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าตลอดทั้งวันก็ไม่ได้ศีล อุปมาเหมือนผู้ที่เข้าป่าแล้วไม่รู้จักต้นยา เหตุนั้นเมื่อสมาทานศีลภาวนาแล้วกล่าวว่า อิติปิ โส  จนจบ ๓ ครั้ง อรหัง สัมมาสัมพุทโธ จนจบ ๓ ครั้ง ตามศรัทธา เมื่อจะนอนก็หย่งตัวไหว้ว่า สาธุ ข้าขอเอาคุณพระพุทธเจ้าไว้เหนือขม่อมแล้วไหว้พระรัตนตรัยทุกวันก่อนนอน เช่นนี้จึงได้ชื่อว่ารักษาศีลภาวนา
               บุคคลผู้ใดระลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้าด้วยคำว่า อิติปิ โส จนจบ ๓ ครั้ง อรหัง สัมมาสัมพุทโธ จนจบ ๓ ครั้ง ว่า พุทโธ อยู่เนืองๆ ระลึกคุณรสธรรมว่า สวากขาโต จนจบ ๓ ครั้ง ว่า ธัมโม อยู่เนือง ๆ ระลึกถึงคุณแห่งพระสงฆ์ว่า สุปฏิปันโน จนจบ ๓ ครั้ง ว่า สังโฆ ไปเนือง ๆ อันว่าภัยอันตรายทั้งหลาย ๑๐ ประการเช่นข้าศึกก็ไม่อาจทำร้ายได้ แม้จะข้ามแม่น้ำใหญ่ก็ดี ข้ามป่าที่มีผีร้ายก็ดี สัตว์สี่เท้าสองเท้า ที่ไม่มีเท้า ที่มีเท้ามากก็จะแคล้วคลาดไปไม่ถูกทำร้าย แม้เป็นโรคร้ายแล้วยังระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย โรคร้ายนั้นก็พลันจะหายไป
               พระพุทธเจ้ากล่าวว่า การแสวงหา เว้นซึ่งกรรมหากหมดไป ตายแล้วก็ได้ไปที่ดี คำสอนแห่งพระพุทธเจ้าว่า อิติปิ โส แม้เทวดาอินทร์พรหมในสวรรค์ที่ใดอันเจริญ ส่วนคนทั้งหลายก็หากเอาคุณพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งทุกคน เหตุนั้นคุณพระพุทธเจ้านี้ก็ประเสริฐยิ่งนักไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้ ศาสตร์และศิลป์ภายนอกศาสนา บ้างก็ให้จำเริญในปัจจุบัน บ้างก็ให้ฉิบหาย บ้างก็เป็นเวรเป็นกรรม บ้างก็ให้ท่านฆ่า บ้างก็ให้ท่านผูกมัดเสียตา  คือกรรมเมื่อไม่ได้ก็มาทำอันตรายแก่หูตา คนผู้เอาศาสตร์และศิลป์ภายนอกศาสนาย่อมไม่ได้สุขอันประเสริฐแม้แต่ครั้งเดียว ได้พบแต่สุขในชาติปัจจุบันแต่เพียงเล็กน้อย เหตุนั้น คุณพระพุทธเจ้าก็หาที่สุดไม่ได้ อุปมาว่า มีเทวบุตรตนหนึ่งมีฤทธิ์มาก เอาแผ่นดินมาเป็นเขม่า เอาหาสมุทรมาเป็นน้ำมัน เอาอากาศมาเป็นใบลาน เอาเขาสิเนรุเป็นเหล็กจาร ไม่เช่นนั้นก็เอาหาสมุทรเป็นน้ำหมึก เอาเขาสิเนรุเป็นดินสอ เอาอากาศเป็นพับแล้วเขียนอานิสงส์พระพุทธเจ้าบทว่า อิติปิ โส นี้ก็ไม่หมดไม่สิ้น น้ำมหาสมุทรอันเป็นน้ำหมึกก็หากหมดไปเสียก่อนหากเอาเขาสิเนรุเป็นเหล็กจาร เขาสิเนรุก็จักน้อมลงไปเสียก่อน เอาอากาศเป็นใบลานก็หากเต็มเสีย ประการ ๑ หากเอาพันธุ์ผักกาดใส่เต็มจักรวาลพูนขึ้นไปถึงพรหมโลก เทวบุตรตนมีฤทธิ์ก็นับพันธุ์ผักกาดนั้นได้ แต่อ่านนับอานิสงส์คุณพระพุทธเจ้าบทว่า อิติปิ โส ก็ไม่อาจอ่านนับได้ ความนี้มีในธรรมรังสี เหตุนั้น บุคคลทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตควรเอาคุณพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งสิ่งเดียว
               บุคคลผู้ว่าจะไปฟังธรรมไปแล้วพากันพูดคุยกันสวนธรรมที่แสดง หรือไม่ก็เย็บปักถักร้อยอยู่ ทั้งหลายนี้ไม่เป็นการฟังธรรม หากเป็นอันตรายแก่ธรรม เป็นบาป ตายไปก็จะได้ไปอบาย หากเกิดมาเป็นคนก็จะหูหนวก ๕๐๐ ชาติ เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในอุณหัสวิชัย ประการ ๑ ผู้ใดรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วอย่าได้ทำบาป เช่นฆ่าสัตว์ลักขโมย อย่าโกหก ดื่มน้ำเมา เป็นบาปไม่ควรทำสักอย่าง คนผู้รู้ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วกลับทำกรรมอันเป็นบาป คนผู้นั้นแม้รู้ธรรมฟังธรรมทุกวัน พระพุทธเจ้ากล่าวว่า คนผู้นั้นเป็นพาล ชื่อว่าอนาทรต่อพระรัตนตรัย เพราะว่ารู้แล้วไม่ทำ บุคคลทั้งหลายชายหญิงที่ไปฟังธรรมมีอานิสงส์มาก เมื่อพระเทศนาก็อย่าพูดคุยกัน ให้ตั้งใจฟัง สิ่งใดพระพุทธเจ้าว่าดีก็ให้จดจำแล้วทำ สิ่งใดเป็นบาปก็ให้ละทิ้งเสีย ให้บาปบรรเทาลง อันไหนเป็นบุญก็ให้ทำมากขึ้น ให้เห็นถึงทุกข์ในชาตินี้ ทุกข์ที่จะได้เสวยในชาติหน้า ให้รักชีวิตตน ทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ

(สรุปความจาก  อานิสงส์ศีล ฉบับวัดกู่คำ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จารเมื่อ จ.ศ. ๑๒๘๕  รหัสไมโครฟิล์ม ๗๘.๐๑๙.๐๑I.๐๘๐–๐๘๐)


ผู้เขียน  นายชัปนะ ปิ่นเงิน  และนางสาวพรรณเพ็ญ เครือไทย

 
อานิสงส์ล้านนา

 

 

elanna2551

 

SRI