CMU

SRI

    

     ยักษ์: บทบาทในวรรณกรรมล้านนา

 

 ยักษ์ปลอมเป็นกวาง วัดภูมินทร์ จ.น่าน

ยักข์ หรือ ยักษ์ เป็นคำยืมจากภาษาบาลีและสันสกฤต (ป. ยกฺข; ส. ยกฺษ) เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๒๕ อธิบายว่า ยักษ์ น. อมนุษย์จำพวกหนึ่ง    ถือกันว่ามีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว มีเขี้ยวงอก ใจดำอำมหิต ชอบกินมนุษย์ กินสัตว์ โดยมากมีฤทธิ์เหาะได้จำแลงตัวได้ บางทีใช้ปะปนกับคำว่า อสูร และ รากษส ก็มี นอกจากนี้แล้ว คำว่า ยกฺข ศัพท์กล่าวอรรถ ๔ อย่าง คือ ๑) เทวดา ๒) พระอินทร์และท้าวมหาราชทั้งสี่ ๓) ท้าวกุเวร และ ๔) คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต (ยกฺโข เทเว มหาราเช กุเวรานุจเร นเร ฯ) นอกจากอมนุษย์และเทวดาพวกอสูรแล้ว ยังหมายถึงสัตว์ที่มีลักษณะใหญ่โตดุร้ายได้อีกด้วย
          ในพระไตรปิฎกอธิบายคำว่า อสูร ว่าได้แก่ ปุพฺพเทว อสูรผู้เคยเป็นเทวดา สุรริปุ คู่อริของเทวดา อสุร ศัตรูของเทวดา ทานว ลูกของนางทนุรากษส และอสูรพิเศษ ๓ จำพวก ได้แก่ ปหาราท อสูรประจำคลังสรรพาวุธ สมฺพร สัมพรอสูร และ พลิ อสูรผู้ทรงพลัง
          ในเตภูมิกถา วรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเรื่องแรกของไทยในสมัยสุโขทัย                (พ.ศ. ๑๗๘๒–๑๙๒๐) พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัยได้อธิบายบรรยายถึงลักษณะของอสุรกายว่า เป็นสัตว์ที่เกิดในอสุรกายภูมิมีรูปร่างสูงใหญ่โต มีที่อยู่ใต้เขาพระสุเมรุ ชื่อว่า อสูรภิภพ ด้านตะวันออกมี เวปจิตราสูร ด้านใต้มี อสัมพระ และสุลิ ด้านตะวันตกมี วราสูร และ บริกาสูร และด้านเหนือมี พรหมทัต และ ราหู ในพระญาอสูรทั้งหลายนั้น พระญาอสูรผู้ชื่อว่า ราหู มีอำนาจและกำลังมากกว่าอสูรทังหลายใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ มีร่างกายสูงได้ ๔,๘๐๐ โยชน์ รอบหัวใหญ่ได้ ๙๐๐ โยชน์ หัวเข่ากว้างได้ ๑,๒๐๐ โยชน์ แต่ละข้างได้ ๖๐๐ โยชน์ หน้าผากกว้างได้ ๓๐๐ โยชน์ จมูกยาวได้ ๓๐๐ โยชน์ หว่างคิ้ว หว่างตาได้ ๕๐ โยชน์ หัวคิ้วลงถึงหางคิ้วได้ ๒๐๐ โยชน์ หัวตาถึงหางตาได้ ๕๐ โยชน์ ปากกว้างได้ ๒๐๐ โยชน์ ลึกได้ ๓๐๐ โยชน์ ฝ่ามือกว้างได้ ๒๐๐ โยชน์ และขนตีนขนมือยาวได้ ๒๐ โยชน์ และในจักกวาฬทีปนีกล่าวถึงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรัฐ ครองทิศตะวันออก เป็นหัวหน้าของคนธรรพ์ ท้าววิรุฬหก ครองทิศใต้ เป็นหัวหน้าของเหล่ากุมภัณฑ์  ท้าววิรูปักข์ ครองทิศตะวันตก เป็นหัวหน้าของพวกนาค และท้าวกุเวร ครองทิศเหนือ เป็นหัวหน้าของพวกยักษ์ เป็นต้น
          ยักษ์ในวรรณกรรมลายลักษณ์ล้านนาอาจแบ่งตามลักษณะการประพันธ์ วัตถุประสงค์    และเนื้อหาของวรรณกรรมออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้คือ

 วรรณกรรมชาดก
 วรรณกรรมคำสอน
 วรรณกรรมตำนาน
 วรรณกรรมมุขปาฐะ

 

วรรณกรรมชาดก
 

          ชาดกในคัมภีร์ขุททกนิกายพระสุตตันตปิฎก มีลักษณะการแต่งเป็นคาถาคือคำฉันท์ชาดกจัดไว้เป็นหมวดๆตามจำนวนคาถา แต่ละเรื่องมีคาถาน้อยมากต่างกันเริ่มจากคาถาน้อยไปหามากตามจำนวนนิบาตชาดก ชาดกทั้งหมด๕๔๗เรื่องจัดเป็นนิบาตชาดกแบ่งออกเป็น๒๒นิบาตเรื่องที่ นิบาตที่มีคาถาเดียวเรียกว่าเอกนิบาตสองคาถาเรียกว่าทุกนิบาตสามคาถาเรียกว่าติกนิบาต จนถึง๘๐คาถาเรียกว่าอสีตินิบาต และที่มีมากกว่า๘๐คาถาเรียกว่ามหานิบาตรวม๒๒ นิบาต  ต่อมาพระอรรถกถาจารย์ได้นำเรื่องชาดกในคัมภีร์ขุททกนิกายที่แต่งเป็นคาถาคือคำฉันท์นั้นมาแต่งขยายเนื้อความให้กว้างขวางพิสดารออกไป  โดยแต่งเป็นร้อยแก้วหุ้มคาถาเอาไว้เรียกว่าอรรถกถาชาดกซึ่งเป็นเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่มีเนื้อหาแสดงถึงการสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์  ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ชาวพุทธและแพร่หลายมาจนตราบถึงปัจจุบัน  
          นอกจากนี้แล้ว วรรณกรรมชาดกในล้านนา พบว่ามีการรจนาแต่งแปลชาดกนอกนิบาต
หรือพาหิรชาดก คือเป็นเรื่องที่นักปราชญ์โบราณแต่งขึ้น เรื่องที่นำมาเป็นต้นเค้าอาจมาจากนิทานพื้นบ้านหรือนิทานที่ได้รับฟังสืบ ๆ กันมาหรืออาจแต่งขึ้นเอง และปัญญาสชาดกที่แต่งเลียนแบบชาตกัฏฐกถาออกเป็นชาดกนอกนิบาต ๕๐ เรื่อง
          วรรณกรรมประเภทชาดกเป็นวรรณกรรมสำคัญที่แพร่หลายในล้านนา  และเป็นที่นิยมตามความเชื่อถือแต่โบราณ ประเพณีการเทศน์ หรือการฟังธรรมในล้านนาโดยเฉพาะในเทศกาลเข้าพรรษา  พระภิกษุมักนำเอาชาดกซึ่งเป็นเรื่องขนาดยาวมาเทศนาจึงเกิดการรจนาแต่งแปล และคัดลอกวรรณกรรมทางพุทธศาสนา  ผู้ที่คัดลอกมักเป็นพระภิกษุหรือผู้ที่ได้บวชเรียนมาก่อน
          การคัดลอกจะเขียนลงบนพับหนังสา  หรือจารลงบนใบลานด้วยอักษรธรรมล้านนา  เมื่อสำเร็จแล้ว
จะนำไปถวายวัดทั้งนี้อาจโดยผู้จารเอง  หรือผู้เป็นประธานในการออกค่าใช้จ่ายในการจารเพื่อถวายไว้ในพระศาสนา
           ยักษ์ในวรรณกรรมชาดกล้านนาทั้งที่เป็นนิบาตชาดกและชาดกนอกนิบาต  พบว่า มีทั้งที่เป็นยักษ์หรืออสูร อมนุษย์ รากษส และเป็นสัตว์ดุร้ายหรือมีขนาดใหญ่และมักกินเนื้อคนหรือสัตว์เป็นอาหาร ดังตัวอย่างเช่น

ยักษ์ อสูร
ตสฺมึ ขเณ ในขณะยามนั้น ยังมียังมียักขเสนาบดีผู้ ๑ ชื่อว่าปุณณกะ เป็นหลานเป็นลูกน้องญิงพญาเวสสวณะขึ้นขี่ม้าสินธุวะอาชาไนยมีตัวใหญ่ยาวได้ ๓ คาวุต คันว่าไปสู่ที่ยักข์ทังหลายมาชุมนุมกันเหนือหินมโนศิลาอันมีเหนือจอมดอยกาฬาคิริที่นั้น ก็ได้ยินเสียงขับฟ้อนแห่งนางนาคอินทตีนาคกัญญานั้นแล ฯ คีตสทฺโท ส่วนว่าเสียงแห่งนางอิรันทตีอันขับนั้นมาถูกต้องตนปุณณกยักข์แล้วตัดยังผิวหนังแลชิ้นเอ็นกระดูกเข้าไปเถิงกระดูกแล้วก็ตั้งอยู่ด้วยสิเนหาอันรักแห่งปุณณกยักข์อันได้สมสู่อยู่กินกับด้วยกันแล้วเมื่อก่อนในภาวะอดีตชาตินั้นแล ฯ”   (วิธุรบัณฑิต)

อมนุษย์ รากษส
            ยักข์ผีดิบ อยู่ดงป่าไม้           มาลักแม่เจ้ามาดา
เอาไปซ่อนไว้ ที่ไพรพฤกษา            อาตมา หายหนกกว่าจ้อย
บ่รู้แห่งหน ตำบลสักหน้อย               หายเย็นวอยเงียบมิด ฯ       
……….
            เจ็ดวันไหน ลงมายั้งพัก        เกิดอยู่ท่ากินคน
ชาวมนุษย์ บ่อาจประจญ                  ยักข์เยนยนต์ ตัวโตใหญ่หม้า
คันตะวัน บ่ายลงต่ำหล้า                   ลับดอยคลาเทศท้อง ฯ (หงส์หิน)
            ตัวหลวงสูงใช่น้อยเปรียบ    ปลายตาล
ใหญ่เท่าเสวียนสาน                         ใส่ข้าว
เขี้ยวยักข์เท่าเขาขวาน                     ตาใหญ่ แดงเอ่
ขนปากหมุยซุ้ยซ้าย                          เปรียบได้ขนเยือง
            ผมย่ายักข์เขียวขาวเหลือง ซ้ำซอนเป็นบั้ง
หน้าพรัวะกั้งเหมือนชายแก่ ฯ (หงส์คำ)

เทว ข้าแด่มหาราช เป็นเจ้ารู้ว่าลูกรักแห่ง ๒ ราไปแอ่วเล่นควาดแคว้งทันแห่งห้องหนใดนี้ชา รู้ว่าทิพยาธรแอ่วจรในป่าล่ามารอดจอดเถิงแก้วยอดบุรีนำเอาตนอุดมลูกแก้วแม่ไปไหนแล้วแต่ตนใด ทุกข์เจ็บใจยินแสบไหม้ นางก็ร้องไห้ร่ำไรร่ำไห้อยู่ปุนวอนว่าข้าแด่พระภูธรเอ่ เจ้าฟ้าสังบ่ไปหาลูกกำพร้าไปไหนนั้นชา รู้ว่าแม่ยักขินีจรเดินล่ามา คันคาบนางแก้วกำพร้าแม่ไปหนไหนกินนั้นชา ขอพระนรินทรเจ้าฟ้าสังบ่ว่าหื้อเพิ่นหาซัดไซ้ยังนางแก้วดอกไม้แม่ตนเดียวนี้เทอะว่าอั้น ฯ”
  (นิยายลายงู)

สัตว์ดุร้าย
“ยังมีในวัน ๑ กุมารน้อยผู้นั้นก็จรเดินไปมาในป่าเพื่อจักว่าไปแสวงหาหลัวหั้นแล คันว่าเข้าไปในป่าแล้วเพื่อจักเอาหลัวยังทันแล้วเทื่อดั่งอั้น
สุตฺถา เจ้าก็ได้ยินเสียงอันมี่นันมากนักในทิศก้ำวันออกนั้นเป็นอันมี่นั้นสนั่นก้องมากนัก เป็นประดุจดั่งจักหื้อป่าห้วยดอยทังหลายปานจักเกินจักพังไปนั้นแล
คันว่าเจ้าได้ยินแล้วดั่งอั้น จินฺเตสิ เจ้าก็คระนิงใจว่าดั่งนี้ เสียงอันนั้นจักเป็นดั่งฤๅนั้นชา จินฺเตสิ คันว่าเจ้าคระนิงใจดั่งนี้แล้วก็แล่นไปสู่คุ่มป่าไม้ดงหนาที่ ๑ แล้วก็ลี้อยู่ดักฟังดูหั้นแล ฯ ในขณะนั้น เอโก อหิยกฺโข ยังมียักข์งูเหลือมตัว ๑ อันใหญ่เท่าลำตาลก็อยู่ในถ้ำอัน ๑ มีในทิศหนวันตกหั้นแล อหิยกฺโข ส่วนว่ายักข์งูเหลือมหลวงตัวนั้นมันก็มักใคร่กินยังชิ้นคนมากนัก ก็มาจากรูถ้ำอันเป็นที่อยู่แห่งตนแล้ว ก็จรเดินแอ่วไปหากินเมื่อวันนั้นก็บ่ได้ มันก็เข้าไปรอดเมืองวิเทหราชแล้ว ก็เข้าไปมาในเมืองมิถิลานครแล้วลวดไปในปราสาทเมื่อรวายตรีกาลคืนนั้นก็เข้าไปสู่ห้องท้องที่นอนลูกญิงแห่งพญาตนนั้นแล้ว คันว่ามันหันนางผู้มีวัณณรัสมีรังสีอันรุ่งเรืองงามมากนักมันก็มีใจยินดีมากนักรักยังนางผู้นั้นในกาลเมื่อยังผ้งนอนหลับอยู่ดั่งอั้น มันจิ่งค่อยอาบเอายังนางผู้นั้นด้วยปากแห่งมัน คันว่าได้แล้วก็ออกจากเวียงมิถิลานครไปเมื่อรวายตรีกาลคืนนั้นแลหั้นแล มันก็คาบนางนั้นเข้าไปในป่าไม้ดงหนาแล้ว ฯ (นิยายลายงู)

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
วรรณกรรมคำสอน
 
           วรรณกรรมคำสอนล้านนาอาจพบได้หลายลักษณะ เช่น กฎหมายโบราณ สุภาษิต และ     คำสอน ได้แก่ สุภาษิตหญิง ๘ จำพวก ย่าออกเฒ่าสอนหลาน ปู่เฒ่าสอนหลาน กฎหมายมังราย กฎหมายโบราณ และคัมภีร์อานิสงส์ต่าง ๆ ยักษ์ที่พบมักเป็นพวกอมนุษย์ หรือรากษก ผีเสื้อ           มีลักษณะรูปร่างที่ไม่ชัดเจน หรือมีรูปลักษณะเฉพาะตามความเชื่อของท้องถิ่น มักยกขึ้นเพื่อใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบ เพื่อทำให้เกรงกลัว ไม่กล้าทำบาปกรรม ผิดจารีตประเพณีไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม ดังตัวอย่างเช่น

ยักษ์ อสูร
“ส่วนว่ายักข์ทังหลาย ๗ ตนกับด้วยปริวารอันได้ ๑๐ หมื่น ๗ พันอยู่
พิพักรักษาประตูปราสาทแก้ว ๗ ชั้นนั้นก็ด้วยนิสันทผลอันได้แต่งคนไว้เฝ้าแห่งบริเวณวิหารพุทธวิปัสสีเจ้านั้นแล ฯ โชติกเสฏฐีบัวรโภคสุธาสาลีอันมาแต่อุตรกุรุทวีป ข้าวสารแม่นเท่าแต่ค่าสุทธสาลีนั้นสิ่งเดียวก็อาจเลี้ยงคนทังหลายอันอยู่พื้นแผ่นดินทังมวลก็ได้แล ก็ด้วยนิสันทผลโภชนทานอันมหาเสฏฐีได้หื้อทานแก่สงฆ์ ๗ ล้าน ๘ แสนตนนั้นแล ฯ ส่วนว่าโชติกมหาเสฏฐีเมื่อเป็นอปราชิตกุฏุมพิกะได้สร้างแปลงคันธกุฎีวิหารหื้อทานแก่พระพุทธเจ้าวิปัสสีเจ้าก็ได้เสวยสัมปัตติยิ่งโยดมากนักในเมืองฟ้าเมืองคนไจ้ ๆ เสี้ยงระแวกอนันตรพระพุทธเจ้าทัง ๕๖ พระองค์ล่วงไปแล้ว ก็บ่ได้ไปสู่ทุคติที่ร้ายสักคาบ ด้วยอานุภาวบุญอันได้สร้างคันธกุฎีวิหารหื้อทานวันนั้นก็มีแล ฯ ในเมื่อพุทธุปบาท(กาล)ศาสนาพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเรานี้ ก็ได้เกิดมาเป็นโชติกมหาเสฏฐีอยู่เสวยสัมปัตติสุขในวิมานปราสาทแก้วเสมอดั่งทิพยสัมปัตติในสวรรค์เทวโลกนั้นแล ฯ”
    (อานิสงส์สร้างวิหาร)
               
อมนุษย์ รากษส
“คันว่าหันคนใจบาปทังหลายอันกระทำบาปหนักหนา บ่ครบยำแก้ว
ทัง ๓ บ่เมตตาภาวนา บ่หื้อกินหื้อทานดั่งอั้น พระญาอินทากับท้าวจตุโลกบาลแลเทวดาทังหลายก็จักแต่งผีเสื้อเชื้อยักข์ทังหลาย กระทำหื้อเป็นพยาธิทังหลายต่าง ๆ นานาแล้วก็จักไปนำเอาเจ้าตนมีบุญด้วยหลังม้าทิพย์แล้ว ก็จักมาเผี้ยวถางยังคนบาปหนาอาธรรมทังหลายหื้อดับหื้อบอดไปเสี้ยงแล้ว เทวดาก็จักไปนำเอานางแก้วอุดรกุรุทีปมาเป็นอัครมเหสีเทวียามนั้นมีหั้นชะแล นิโครธเทวบุตรก็กล่าวคำอันจักหื้อเป็นที่กั้งบังภัยอนทรายแต่ผี้เสื้อเชื้อยักข์แลข้าเศิกคนร้ายทังหลายว่าหื้อได้ของบุญของทานตนอันได้พ่ำเพงมาแต่ภายหลังก็ดี จักหื้อได้เถิงสุข ๓ ประการ บ่หื้อได้ไปสู่ที่ร้ายก็ดี หื้อสมริทธิในศาสนาก็ดี ก็มีแก่อรหันตาเจ้าสิ่งเดียวแลว่าอั้น ฯ   (โลกหานี)

“ในกาลเมื่อคนใช้พระญาเอานางไปด้วยหนทางอันไกลจักเข้าไปสู่
ด่านยักข์แล้ว บ่าวพระญาก็กลับคืนมาแลที่นั้น นางก็ไต่ไปตามหนทางเพื่อจักไปสู่ไม้นิโครธต้นยักข์อยู่นั้น นางก็หอดหิวแรงมากนัก นางก็เข้าไปสู่ร่มไม้ตาลต้น ๑ อันมีร่มอันเย็นนัก นางก็ยั้งอยู่พอหื้อหายลำบากแล้ว นางก็ขับก็ซออยู่หั้นแล ยังมียักข์ตัว ๑ อยู่รักษาต้นตาลที่นั้น มันได้ยินเสียงขับแห่งนางผู้นั้นก็ถามว่า ภทฺเท ดูรานางผู้หาทุกข์บ่ได้ นางจักไปที่ใดพ้อยประดับตนแลมีวรรณะเนื้อตนอันใสงามแลมีชมชื่นยินดีมากนักฉันนี้อั้นชา นางจักจากับด้วยยักข์ก็กล่าวว่า โภนฺโต ยกฺขสฺส ดูราท่านมหายักข์ บัดนี้พระญาพาราณสีก็เอาคนไปหื้อยักข์กินแลวันแลคนทุกวันมาเถิงวันนี้ก็เป็นวารแห่งข้าแล บัดนี้ข้ามาเพื่อจักหื้อยักข์กินแลว่าอั้น ฯ” (อานิสงส์ข้าวบิณฑบาต)

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
วรรณกรรมตำนาน
 
           วรรณกรรมตำนานเป็นเรื่องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเนิ่นนานมาแล้ว หรือเป็นการบอกเล่าสืบ กันมาแต่โบราณ วรรณกรรมตำนานในล้านนามักเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างเมือง ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ซึ่งมักกล่าวถึงว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกได้เคยมาแล้วกล่าวคำทำนายเอาไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ตำนานที่มียักษ์ประกอบอยู่ในเนื้อเรื่องก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อภินิหาร และพุทธานุภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังตัวอย่างเช่น

ยักษ์ อสูร
“จริยา ๓ ประการ คือ โลกัตถจริยา ญาตัตถจริยา พุทธจริยาแล้วจิ่งได้พระสัพพัญญูภาวะเป็นพระตนประเสริฐล้ำเลิศกว่าพรหม แลมนุษย์ ครุฑ นาค กุมภัณฑ์ คันธัพพะ ยักข์ รากษส สัตว์ติรัจฉานทังหลายแทบที่ใกล้เค้าไม้บาแป้งในวันวิสาขปุณณมี เดือน ๘ เพ็ง เทศนาธรรมจักรในป่าอิสิปัตนะ ในวันเดือน ๑๐ เพ็งแล ฯ” (ตำนานพระธาตุเจ้าสุเทพ)
กุมภัณฑ์ ๔ ตนอันอยู่ ๔ ด้านนั้น พญามังรายหื้อราธนาไปอยู่กลาง
เวียงหั้นวันนั้นแล พญาห้อรู้ว่ามีเตชะมากนัก จิ่งได้หมอห้อมาดู พญายอดหื้อตีกุมภัณฑ์สี่ตนนั้นเสีย กุมภัณฑ์บ่เพิงใจจิ่งหื้อห้อทังหลายตาย
เสี้ยงแล อันนี้เป็นวิธีเตชะแห่งกุมภัณฑ์สี่ตนนั้นแล ท่านผ้าขาวจุ่งรู้เทอะ เมื่อพญาล้านช้างมากินเมืองนี้ พญาล้านช้างว่า กูก็ได้กินเมืองนี้ เขาเท่ามีเสนาบ่ดาย จักเอาเสนาบ่ได้เพราะเหตุใดชา”
“รอยเสื้อเมืองเขา คือว่าช้างเผือกเป็นเสื้อเมืองเขาชะแล พญาล้านช้างจิ่งหื้อหมอช้างเยียะด้วยมนต์ขี่ช้างชนช้างเผือกตัวใต้นั้น พญาล้านช้างลวดอยู่บ่ได้เพื่ออั้นแล อันนี้เป็นเตชวิธีแห่งช้างเผือก ๒ ตัวนั้นแล ท่านผ้าขาวจุ่งรู้เทอะ ช้างเผือก ๒ ตัวนี้ก่อตัวใต้ก่อนแล ตัวใต้นี้ปราบจักรวาล ตัวเหนือชื่อปราบเมืองมารเมืองยักข์แล ฯ” (ตำนานมหาเถรเจ้าฟ้าบด)

ยักษ์กุมภัณฑ์ วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

พญายักขราช
ยักษ์กุมภัณฑ์ วัดเจดีย์หลวงวรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

อมนุษย์ รากษส
ภควา อันว่าพระพุทธเจ้าตนมีมหากรุณาก็มาร่ำเพิงหันพญายักข์
ตัวหนึ่ง อยู่ในดอยอ่างสรงอันมีในหริภุญไชยนครที่นั้น พระพุทธเจ้าเล็งหันด้วยทิพจักขุญาณ ก็จรเดินเทศนาไปรอดดอยอ่างสรงที่นั้นแล ฯ อถ ในกาลนั้น พญายักขราชตนอยู่ดอยอ่างสรงที่นั้น มันเทียรไปแอ่วแสวงหาคนมาเป็นอาหารบ่ขาดก็มีแล ยักขราชตนนั้นก็ออกมาจากที่อยู่แห่งตน แล้วก็จรเดินไปเพื่อจักไปแสวงหาอาหารแล มันก็ได้หันพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั้น ส่วนว่าพญายักข์ได้หันพระพุทธเจ้ามันก็บ่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า มันคระนิงใจว่า กูก็มาจวบชายผู้นี้ โชคกูก็มีแท้แล อาหารกูก็ปรากฏมีมาแท้แล มันก็สำแดงอิทธิริทธีอันเป็นยักข์แห่งมันหื้อปรากฏ แล้วแล่นเข้าไปสู่พระพุทธเจ้าแล้วก็ว่าจักจับยับเอาพระพุทธเจ้ากินหั้นแล ฯ”
(ตำนานข้าวต้มสามแก่น)
“เมื่อนั้น นางยักข์ก็ไหว้สาว่า ข้าหากเป็นลูกพ่อแท้ ตั้งแต่ข้าเกิดมาตราบเถิงอายุได้ ๑๓ ปีนี้ ข้าก็บ่ได้พลัดพรากพ่อเป็นเจ้าสักคาบแล บัดนี้ข้าหากหนีสิเนหารักผัวข้า ข้ากลัวอำนาจพ่อ ข้าก็ได้พาเอาผัวแห่งข้าหนีไปสู่เรือนหน้าเพื่ออั้นแล ฯ เมื่อนั้น นางผู้เป็นลูกอำมาตย์นั้นก็ด่ายังนางยักข์นั้นว่า อีกาลกิณี มึงนี้เป็นผีเป็นยักข์ เป็นสัตว์ติรัจฉาน พ้อยมาลู่เอาผัวแห่งกู มึงบ่มีคำเผือดละอายแก่ท่านแล ฯ”  (ตำนานภิกขุนี)

“ถัดนั้น พระญา ๒ ตนรบกัน ตน ๑ มีลายตีน จักมีอิทธิริทธี ตนนึ่งมีสั้นยาวกัน มีลิ้นอันก่าน ขารบกันไปมาที่ใกล้กาญจนคีรี พระญาลายตีนจักแพ้พระญาลิ้นก่าน ไปรอดเมืองมัน ริพลทังหลายตายมากนัก เลือดก็ไหลเป็นดั่งกระแสน้ำอันไหลแล พระญาลายตีนจักปราบก่อน หาคนบาปบ่ได้แล ฯ  แดนเขารบกันมาได้ ๔ ปี รอดปียีนั้น เดือน ๗ วันพุธ พระญาอินทร์มาบอกหื้อเป็นโกลาหล ๑๔ วันก่อน นับแต่นั้นไปได้ ๗ วัน เป็นอันธการ มืดบ่หันพระอาทิตย์ ในวันถ้วน ๘ นั้น พระอินท์เป่าหอยสังข์ยาว ๗ ศอก เอาผู้มีบุญไปสู่ท่งย่างผีเสื้อแลผียักข์ทังหลายได้พันปลาย ๗ ร้อย มีมือถืออาวุธชู่พระญา ฯ”    (ตำนานพระธาตุเจ้าสุเทพ)

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
วรรณกรรมมุขปาฐะ
 
           วรรณกรรมมุขปาฐะ คือ วรรณกรรมที่มีการถ่ายทอดโดยการบอกเล่าสืบต่อเนื่องกันมาโดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมมุขปาฐของล้านนานั้น ได้แก่ เพลงเด็ก เพลง
ชาวบ้าน โวหารหนุ่มสาว สุภาสิต ปริศนาคำทาย และคำกล่าวในโอกาสต่าง ๆ ดังตัวอย่างเช่น

ยักษ์ อสูร
            ทังคีรีปัพพเต                        อสุเรมากมวล
มีทังกุมภัณฑ์คันธัพพ์ยักขมเหสี      ใต้หล้าอเวจีธิราชท้าวยมบาล ฯ
(คำอัญเชิญเทวดา)

อมรเทพ
อมรเทพ
ยักษ์กุมภัณฑ์ วัดเจดีย์หลวงวรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

อมนุษย์ รากษส
         “พระญากุสุราชได้นางงามเงื่อนฟ้าปัพภาวดี       นางยักขินีตัวกล้า
ได้พรหมพ่อค้ามาเป็นสามิกา                                      มโหสถตนมีอานุภาพ ฯ” 
(คำโอกาสเวนทานขึ้นบ้านใหม่)
         “บ่งามล้ำร้าย เหมือนท้ายเรือแห             แก่นตาก็แล เหมือนผีเสื้อห้วย
บ่งามล้ำร้าย หน้าคล้ายเหมือนผี                       ผมหัวก็ยี หวีแล้วซ้ำยุ่ง ฯ”
(โวหารหนุ่มสาว)

“บ่หื้อขวัญเจ้าไปอยู่จิ่มผียักข์ผีเยนตัวใหญ่ ข้าจักผูกขวัญเจ้าไว้เป็นมงคล คือแขนดวงประเสริฐ” (คำเรียกขวัญ)


           ยักษ์ อสูร อมนุษย์ หรือรากษสนั้น แม้ว่าจะปรากฏเฉพาะในวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา และในสังคมสมัยบุรพกาลของชาวล้านนาก็รับคติความเชื่อนี้แล้วนำมาปรับใช้ เพื่อเป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางสังคม ให้คนในสังคมกลัวในการประพฤติที่ผิดทำนองคลองธรรม การยอมรับท้าวจตุโลกกบาลผู้เป็นเทวดาคุ้มครองโลกประจำทิศทั้ง ๔ ในขณะที่ใช้เปรียบเทียบกับสัตว์ดุร้ายที่ตนไม่เคยพบเคยเห็นว่ามีลักษณะดุร้ายเช่นเดียวกับยักษ์ คือ กินมนุษย์และสัตว์ ก็หวังเพื่อเตือนให้เกิดความระแวดระวังในการดำรงชีพ และรู้จักป้องชีวิตให้พ้นจากภัยที่อาจเกิดขึ้น หรือใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ว่า สิ่งนั้น ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรว่าเป็นผลจากการกระทำของสัตว์ยักษ์ตัวใหญ่ เป็นต้น

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
 
 

บรรณานุกรม

เอกสารใบลาน

ตำนานข้าวต้มสามแก่น. วัดน้ำชำ ตำบลร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่. เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๙.๐๒๖. ๐๑N. ๐๘๓–๐๘๕. ไม่ปรากฏปีที่จาร.
ตำนานพระธาตุเจ้าสุเทพ. วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๘.๐๒๐.๐๑L. ๐๒๘–๐๓๐. จารเมื่อ จ.ศ. ๑๑๘๓.
ตำนานภิกขุนี (สินธุรภิกขุนี). วัดเสาหิน ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๙. ๐๒๙. ๑๑. ๐๑๒–๐๑๔. ไม่ปรากฏปีที่จาร.
ตำนานมหาเถรเจ้าฟ้าบด. วัดดอกเอื้อง ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๘.๐๑๐.๐๑L.๐๕๒–๐๕๒. จารเมื่อ จ.ศ. ๑๐๖๒.
นิยายลายงู. วัดร้องวัวแดง ตำบลร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่. เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๙. ๐๒๓. ๐๑D. ๐๕๗ - ๐๖๙. จารเมื่อ จ.ศ. ๑๒๗๑.
โลกหานี. วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม
หมายเลข ๗๘.๐๑๑.๐๑N. ๐๓๘ - ๐๓๘. ไม่ปรากฏปีที่จาร.
วิธุรชาดก. วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๘. ๐๐๓. ๐๑C. ๐๘๖ - ๑๐๔. จารเมื่อ จ.ศ. ๑๒๒๑.
อานิสงส์ข้าวบิณฑบาต. วัดเสาหิน ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๙.๐๒๕.๐๑I.๐๘๗–๐๘๗. ไม่ปรากฏปีที่จาร.
อานิสงส์สร้างวิหาร.  วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่.  เอกสารถ่ายไมโครฟิล์ม หมายเลข ๗๘.๐๐๙.๐๑I.๐๕๓–๐๕๓. ไม่ปรากฏปีที่จาร.

หนังสือ

ลิไท, พระญา. ไตรภูมิกถา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๐.
สมปอง มุทิโต, พระมหา, ผู้แปลและเรียบเรียง. คัมภีร์อภิธานวรรณนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ประยูรวงศ์พริ้นติ้ง, ๒๕๔๗.

วิทยานิพนธ

บาลี พุทธรักษา. จักกวาฬทีปนี ของพระสิริมังคลาจารย์ กัณฑ์ที่ ๕ ภูมินิทเทส. กรุงเทพฯ: บัณฑิตมหาวิทยาลัย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓.

พจนานุกรม

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๓๐.
อุดม รุ่งเรืองศรี, ผู้รวบรวม. พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง (ฉบับปรับปรุง
ครั้งที่ ๑)
. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๓๔.
                . วรรณกรรมล้านนา. ปรับปรุงครั้งที่ ๒. เชียงใหม่: ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๓.
อุดรคุณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ) และจำลอง สารพัดนึก. พจนานุกรมไทย-บาลี สำหรับนักศึกษา ฉบับปรับปรุงใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: ประยูรวงศ์พริ้นติ้ง จำกัด, ๒๕๓๘.

 

 

 

ผู้เขียน  นายศรีเลา เกษพรหม
ภาพประกอบโดยนางสาวอมรรัตน์ เฟื่องวรธรรม  และนางสาวพรรณเพ็ญ เครือไทย

 

 

elanna2551

 

SRI