CMU

SRI

    

อันเนื่องมาแต่ผีบรรพบุรุษ

 

                หนังสือตำราและบทความทางวิชาการ ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงคติความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีของชาวล้านนา  มักกล่าวบรรยายสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า เดิมชาวล้านนามีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษ คือผีเชื้อ ผีปู่ย่าตายาย ผีบ้านผีเรือน ต่อมาเมื่อศาสนาพุทธเผยแพร่เข้ามาจึงรับเอาได้มีการรับศาสนาใหม่นี้ไว้ แต่เนื่องจากยังคงมีความเชื่อเดิมอยู่จึงมีผลทำให้เกิดการผสมผสานกันตามลำดับ
เป็นที่ยอมรับกันว่าในอดีต อาณาจักรล้านนาเคยมีความรุ่งเรืองทางด้านศาสนาเป็นอย่างมาก เช่นในสมัยของพระยาสามฝั่งแกน (พ.ศ. ๑๙๕๔ – ๑๙๘๕) มีการส่งพระภิกษุไปศึกษาที่ลังกาจำนวน ๒๕ รูป ต่อมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๕ – ๒๐๓๐) พระองค์ได้ทรงให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดมหาโพธาราม มีพระธรรมทินมหาเถร เจ้าอาวาสวัดป่าตาลเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นับเป็นการสังคายนาพระศาสนาครั้งที่ ๘ ความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธดังกล่าวนี้ทำให้มีผู้รู้ นักปราชญ์ และอรรถกถาจารย์เป็นจำนวนมาก มีการแต่งแปลวรรณกรรมทางศาสนาทั้งที่เป็นภาษาบาลี และภาษาไทยวนที่สำคัญไว้เป็นจำนวนมาก ความเจริญของศาสนาดังกล่าวนี้น่าจะมีผลกระทบต่อวิธีคิด คติความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี  และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาเป็นอย่างยิ่ง
                คติความเชื่อ การยอมรับเอาศาสนาพุทธเป็นที่พึ่งที่นับถือ เป็นศีลวัตของพุทธศาสนิกชน ของชาวไทลื้อ แค้วนสิบสองพันนา เนื้อความที่พบในหนังสือธรรมศาสตร์เมืองแลมหลวงหอคำ คัดลอกโดยพระยาหลวงคันธระ ถวายแด่ท่านสมเด็จพระหอคำ ปี จ.ศ. ๑๒๘๓ (พ.ศ. ๒๔๖๔) เนื้อความแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติชอบตามพระธรรมคำสอน และประเพณีที่เกี่ยวเนื่องตามความเชื่อทางศาสนาพุทธ สำนวนเดิมตอนหนึ่งว่า
                “…ปเวณีเมืองมี ๔ ประการ คือว่ากว้านผู้มีต้นว่ารักษาศีลฟังธรรมภาวนา เข้าวัสสาออกวัสสาแล สักการบูชาสักการด้วยจริง วรประไจทัง ๔ นัย ๑ ว่า เชื้อท้าวพระยาก็หื้อเป็นท้าวพระยาดั่งเก่า เชื้อเสนาก็หื้อเป็นเสนา เชื้อขุนก็หื้อเป็นขุน เชื้อไพร่ก็หื้อเป็นไพร่ดั่งเก่าแล เก่าอย่าถมใหม่อย่าถาง กระทำสันนี้ชื่อว่าปเวณีเมืองแลเกษมเมืองมี ๒ ประการ คือว่าสังกรานต์ปีไหม่ เล่นโหรสพ มีต้นว่าเล่นเรือเล่นแพ นำดอกนำทรายขึ้นสู่ลงหากันแลก่อเจติยะทรายปูชาแก้วเจ้า ๓ ประการ กระทำสันนี้ได้ชื่อว่าสุขเกษมเมืองแล…”
แต่ก็ยังมีข้อแย้งกันอยู่ เนื้อความที่พบในกฎหมายมังรายศาสตร์ ฉบับอำเภอเสาไห้ จารเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๒ มีข้อกฎหมายมาตราว่า “…ผู้ใดตัดต้นไม้ เสื้อบ้านเสื้อเมือง ขึดขวง ฟันเสื้อเรือนท่านเสียก็ดี เป็นการผิดเสื้อบ้าน  เสื้อมเมือง เสื้อเรือน  หื้อหาเครื่องบูชาเสื้อบ้านเสื้อเมืองแล้วบูชา…” ที่มีการกล่าวถึงอารักษ์ หรือผีประจำถิ่นชนิดต่าง ๆ
                ความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษนั้น ถ้าจะถือเอาตามเนื้อความที่พบในหนังสือใบลานเรื่องอานิสงส์ศีล  ฉบับวัดกู่คำ เชียงใหม่ จารเมื่อปี จ.ศ. ๑๒๘๕ (พ.ศ. ๒๔๖๖) พระปัญโญภิกษูเป็นผู้รจนาแต่งแปล เนื้อความตอนหนึ่งมีนัยสำคัญ คือ คำสอนที่ให้พุทธศาสนิกชนรับเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแต่เพียงอย่างเดียว  การเอาผีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นที่พึ่งเป็นบาป ทำให้ผู้ที่ทำเช่นนั้นตายแล้วย่อมไปสู่นรก สำนวนเดิมความตอนหนึ่งว่า
               …คันว่าผู้บาปหนาเป็นต้นว่าฆ่าสัตว์ลักของท่านอันท่านบ่หื้อนั้นแลเล่นชู้สู่เมียท่านมักกินเหล้า  คันตายก็ได้ไปตกนรกอันชื่อว่ามหาอเวจีนั้นแล เปลวไฟไหม้ตาสัตว์นรกฝูงนั้นแตกเป็นดั่งเม็ดงาแตกนั้นแล มหาอเวจีนรกกว้างได้หมื่นโยชน์แลเต็มไปด้วยสัตว์นรกอันกระทำบาปฆ่าสัตว์กินเหล้า  แลด่าชีตีพราหมณ์ ม้างเจดีย์ ตัดไม้ สรีมหาโพธิ์ ลักของทานสังฆะของพระของธรรม ถือมิจฉาทิฐินั้นแล เหตุว่าเขามาเชื่อภายนอกศาสนา  แลฆ่าหมูฆ่าหมาฆ่าเป็ดฆ่าไก่ สู่เขาเล่าขวัญ บ่เชื่อธรรมคำสอนพระพุทธเจ้านั้นแล เขาเท่าเอาผีพ่อผีแม่   ผีปู่ผียายเป็นที่เพิ่งบ่เอาธรรมพระพุทธเจ้าเป็นที่เพิ่ง เขาบ่ฟังธรรมเทศนาพระเจ้า เขาเท่ากล่าวว่าเมืองฟ้าบ่มีก็ บ่รู้กระทำบุญจักได้บุญก็บ่รู้บ่ได้บ่รู้แลกระทำบาปจักได้บาปก็บ่รู้บ่ได้ก็บ่รู้แล  เขาเท่าเอาผีพ่อผีแม่เป็นที่เพิ่งสิ่งเดียวแล คันว่าเขาตายจากเมืองคน เขาก็จักได้ไปตกนรกที่นั้นบ่คลาดบ่คลาชะแล…”
                ข้อความดังที่แสดงมาแล้วข้างต้นแสดงถึงความพยายามของพระภิกษุสงฆ์  ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคัมภีร์อย่างกว้างขวาง คำสอนที่เป็นหลักปฏิบัติของผู้ปกครอง และชาวบ้านทั่วไปให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ  ดังนั้นการกล่าวว่าชาวล้านนาแต่โบราณ  มีการผสมผสานศาสนาพุทธกับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษที่นับถือมาก่อนอย่างกลมกลืนกันจึงเป็นเรื่องที่ควรทำการศึกษาพินิจพิจารณากันใหม่ คำว่าชาวล้านนาแต่โบราณคงไม่ได้หมายถึงชาวล้านนาทุกคน อย่างน้อยที่สุด ในวรรณกรรมคำสอน ชาดก พระธรรมคัมภีร์ต่าง ๆ ที่พระภิกษุได้รจนาแต่งแปลสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ มักมีคำกล่าวที่ว่า  “ผู้มีประยาเพิงรู้”  หมายถึงผู้มีปัญญา หรือมีความรู้ทั่ว ในทางพระบาลีหมายถึง ผู้ที่รู้ลึกซึ้งในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ได้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้งกว้างขวางมากยิ่งขึ้นไปเท่าใด  ก็น่าที่จะห่างไกลจากความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษมากขึ้นเท่านั้น
               ท้ายสุดการกล่าวว่า การไม่เคารพเชื่อฟัง หรือไม่เอาผีบรรพบุรุษเป็นที่พึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ขาดจากความนับถือบรรพบุรุษ ไม่เคารพพ่อแม่ เพราะตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ได้แสดงทิศธรรมไว้ว่า บิดามารดานั้นเป็นปรัตถิมทิสะ คือ ทิศเบื้องหน้า บุตรพึงบำรุงบิดามารดาด้วยสถาน ๕ คือ หมั่นดูแลความเป็นอยู่ของพ่อแม่ ช่วยเหลือในการต่าง ๆ ดำรงวงศ์สกุล           มีความประพฤติดีทำให้เป็นคนควรรับมรดก และ เมื่อพ่อแม่ล่วงลับไปแล้วให้ทำบุญอุทิศทาน คำสอนดังกล่าวนี้ได้แสดงถึงข้อปฏิบัติของบุตรที่พึงมีต่อบรรพบุรุษ คือพ่อแม่ทั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อตายล่วงลับไปแล้ว ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น การนับถือผีบรรพบุรุษตามแบบของชาวพุทธนั้นจึงเป็นเรื่องที่จับต้องได้และให้ประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

ผู้เขียน  นายชัปนะ ปิ่นเงิน

 

บรรณานุกรม

ประเสริฐ ณ นคร.  มังรายศาสตร์. เชียงใหม่: พิมพ์เป็นบรรณาการในงานฌาปนกิจศพเจ้ากาบแก้ว (ณ ลำพูน) พิจิตรโอสถ พฤษภาคม ๒๕๑๖,  หน้า ๘๑.  
แสง จันทร์งาม. “ศาสนาในล้านนาไทย” ใน ล้านนาไทย. เชียงใหม่: ทิพย์เนตรการพิมพ์,  ๒๕๒๗. อนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เชียงใหม่ ๒๕๒๖–๒๗, หน้า ๗๙.
หลวงคันธระ, พระยา. หนังสือธรรมศาสตร์เมืองแลมหลวงหอคำ. สาธารณรัฐประชาชนจีน. ๒๕๒๙), หน้า ๒.
อานิสงส์ศีล. ฉบับวัดกู่คำ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จารเมื่อ จ.ศ. ๑๒๘๕ รหัสไมโครฟิล์ม ๗๘. ๐๑๙. ๐๑I. ๐๘๐–๐๘๐.

 
 

 

elanna2551

SRI