ปู่แถน ย่าแถน

นิทานที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นนิทานที่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็มีว่าคน
ภาคเหนือหรือคนลานนาเรานี้เขาว่าการที่คนเรานั้นทำอะไรไม่สำเร็จหรือว่าเกิดป่วยเป็น
นั่นๆ  นี่ๆ  ทำอะไรก็ล้มเหลวนั้นเขาว่าเกิดจากการที่ปู่แถนย่าแถนนั้นแช่งให้เป็น  บางครั้ง
ก็มีการส่งแถนหรือว่าทำเครื่อพลีกรรมส่งให้แถนเพื่อให้เคราะห์ภัยต่างๆ นั้นหายไป

ปู่แถนย่าแถนนี้เป็นเทพองค์หนึ่ง คืออยู่ในพิภพโลกเรา  ไม่ใช่อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าอะไร ปู่
แถนนี้ก็อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นวิจิตรด้วยแก้วเจ็ดประการ งามหาที่สุดไม่ได้ ทีนี้ปู่แถนจะ
เป็นผู้แบ่งบุญแบ่งบาปแบ่งกรรมก่อนที่คนจะลงมาเกิด จะต้องไปรับเอาที่ถ่ำแก้วเจ็ด
ประการนั้น  ใครที่สร้างบุญสร้างบาปมาก็จะไปรับเอาที่นั่น ปู่แถนย่าแถนมีหน้าที่จำหน่าย
จ่ายแจกแบ่งบุญบาปแบ่งกรรมให้

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ชายสองคนพ่อแม่ตายมาตั้งแต่ยังเล็กๆ  ทีนี้ก็อยู่ด้วยกันมารับจ้างเลี้ยง
วัวเลี้ยงควาย  จนอายุได้ ๒๐ ปี ทั้งสองคนนั้นก็มาเจรจากันว่า

“เอ้อ เราเกิดมาพ่อแม่ก็ไม่มี  เข้าของมรดกอะไรก็ไม่มี เกิดมาทุกข์ยากแท้หนอ เราจะทำ
อย่างไรกันดี  ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจตัวเองเนาะ”

อีกคนหนึ่งก็ว่า

“โอ ปล่อยไปตามเรื่องตามราวมันเถอะ”

อีกคนก็ว่า

“อยู่ไปอย่างนี้ไม่ได้  อายบ้านอายเมืองเขา เขามีกันเราไม่มี”

ทีนี้ชายคนที่คิดหนักนั้น  ตกกลางคืนมาก็แอบหนีเข้าป่าเป็นเวลานานมาก  จนชายผู้นี้ไม่รู้
วันเวลาว่าเปลี่ยนไปถึงไปไหนยังไงแล้ว  เขาก็ได้แต่เดินทางไปเรื่อยจนไปถึงถ้ำทองที่หนึ่ง
ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของปู่แถนหรือท้าวพระยาแถน  ชายหนุ่มก็เห็นสุพรรณรังสีรัศมีแห่งแสง
แก้วเจ็ดประการนั้นงามตาจึงได้เดนเข้าไปดูให้รู้ว่าเป็นแสงอะไร

“ ไหน ๆ กูก็จะมาตายละไม่กลับไปอีก  ถึงเสือจะกินช้างๆ จะกินหมีๆ จะกินช้าง กูก็ไม่กลัว
กูยอมตายละ ขอเข้าไปเห็นให้มันถึงซักทีซิ “

มันก็เดินเข้าถ้ำไป  ถ้ำนั้นเป็นที่เจริญหูเจริญตา พื้นปูด้วยพรมประดับด้วยแก้วเจ็ดประการ 
ผนังประดับประดาไปด้วยแก้วทั้งเจ็ดประการ  ชายหนุ่มก็เดินไปพบกับพระยาแถนที่นั่งอยู่
บนบัลลังก์แก้ว  เมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นเขาจึงยกมือขึ้นไหว้พระยาแถนแล้วกล่าวว่า

“ ข้าแด่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใครมาจากไหน ท่านมาทำอะไรอยู่ที่นี่เหรอ”

พระยาแถนก็ว่า

“ เอ่อ เรานี้ชื่อว่าท้าวพระยาแถน พระพรหมส่งให้เรามาอยู่นี่  เราเป็นผู้แบ่งบุญแบ่งบาป
แบ่งกรรมให้คนที่จะไปเกิดในโลกมนุษย์ ไปเกิดเป็นคนจะต้องมาจากที่นี่ไป”

พระยาแถนนี้หากว่าใครจะไปเกิดนั้น  ท่านจะขีดเส้นบนมือทั้งสองของผู้ที่จะไปเกิดยังโลก
มนุษย์  หมอโหราจารย์ทั้งหลายก็จะดูที่เส้นบนมือคนเรานี้แล้วกทำนายทายทักไปตามนั้น 
ทีนี้ชายคนนั้นก็ถูกถามว่า

“ เรามาที่นี้เคืองใจอะไรรึเปล่า”

“ ไหว้สาเจ้า  ข้าอยู่ในโลกมนุษย์นั้นทำอะไรต่างๆ นานา  ก็ไม่มีไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนกับ
คนอื่นเขาข้าก็อยากจะรู้ว่ามันเพราะสาเหตุอันใด  ข้าก็หมายจะมาตายให้รู้แล้วรู้รอดไป” 

พระยาแถนก็ว่า

“ ช้าก่อนใจเย็น ๆ ไว้  ข้านี้เป็นท้าวแถนที่จะประสิทธิ์ประสาทพรให้  แต่ว่าจะประสิทธิ์
ประสาทให้นั้น คนที่ได้รับพรจะต้องได้สร้างบุญกุศล สร้างคุณงามความดีมาแต่ชาติปาง
ก่อนจึงจะได้สำเร็จ ไม่ใช่ว่าคนทุกข์เลี้ยงให้สุข คนสุขเลี้ยงให้ทุกข์อย่างนี้ไม่ใช่ เจ้ามีความ
ประสงค์อันใดบ้าง”

“ เออ..... ข้านี้ก็....  หนึ่งขอให้ได้เป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองช้างม้าเหมือนเศรษฐี
ทั้งหลาย   และสองขอให้ได้ลูกได้เมียที่งาม  เท่านี้ก็พอละ”

“ เอาเท่านี้หรือ” 

ทีนี้ท้าวพระยาแถนก็สร้างเมียก่อน  ท่านก็เอาด้ายสามสิบสองเส้น แต่ละเส้นมีสามสิบสอง
สีเอาผูกรวมกัน  เอาด้ายแต่ละเส้นไปผูกข้อมือนางต่างไว้ในถ้ำไม่ให้เห็น ด้ายแต่ละเส้นนี้
มัดข้อมือนางต่างๆ เอาไว้  นางงามที่สุดก็มี ไม่งามก็มี  ฟันหลุดร่วงก็มี เฒ่าแก่ก็มี  แล้ว
ท่านก็บอกชายหนุ่มว่า

“ถ้าว่าเจ้านี้มีบุญมาก่อนก็จะได้เลือกเอาว่าจะได้เมียงามหรือไม่  แต่ละเส้นจะมีนางต่างๆ
อยู่  คนงามนั้นมีเพียงหนึ่ง  เราให้เวลาเลือกสามวัน”

ชายหน่มก็เลือกเอาเต็มที่ ครบสามวันก็เอามาเส้นหนึ่ง พระยาแถนก็บอกว่า

“ให้เจ้าสาวเดินตามด้ายนี้ไปนะ” 

ชายหนุ่มก็สาวเข้าไปเรื่อยๆ ไปพบกับนางผู้หนึ่ง  เป็นนางงามหาที่เปรียบไม่ได้  ท้าวแถนก็
กล่าวว่า

“อันนี้ตัวโบราณกรรมนะ  อันชาติที่แล้วได้รักษาศีลห้าศีลแปดจะได้เมียงาม เอ่อ ได้เมีย
งามแล้วนะ หยังเหลือข้าวของสมบัติ”

ท้าวแถนก็เอาเครื่องชั่งมา

“เอ้า...เจ้าขึ้นชั่งน้ำหนักซิ  เจ้ามีน้ำหนักเท่าไหร่  เราจะเอาให้เท่านั้นนะ” 

ชายหนุ่มก็ขึ้นชั่ง พญาแถนก็คิดคำนาณดูว่าเท่าไหร่แล้วก็บอกกับชายคนนั้นว่า

“ โอ  ข้าวของที่เราเก็บไว้ห้าพันพรรษา  เราก็จะได้มอบให้เจ้า เจ้านี่ชาติก่อนได้สร้างบุญไว้
มากมายนัก ชาตินี้เจ้ามาขนเอาของๆ เจ้ากลับไป”

ชายหนุ่มคนนี้ก็ขนทรัพย์สมบัติกลับไปบ้านตนเองพร้อมกับจูงเมียสาวงามกลับไปด้วย ทีนี้
สหายสนิทก็มาหาชายคนนี้ที่บ้าน  ก็มาเห็นทรัพย์สมบัติพร้อมกับเมียที่งามงดก็เลยเอ่ย
ถามเพื่อตนว่า

“นี่สหาย  เจ้าไปเอาทรัพท์สมบัติช้างม้าวัวควาย  ทรัพย์สิ่งของเหล่านี้มาจากไหน  พร้อม
กับได้สาวงามปานนางฟ้านี้ได้มาอย่างไร“

ชายหนุ่มก็บอกตามที่เป็นมานั้น มันก็ไปที่ถ้ำทองท้าวแถนอยู่นั้น มันก็ไปหาพระยาแถนทำ
เหมือนที่สหายของตนนั้นบอกทุกอย่าง  พระยาแถนก็บอกว่า

“เออ มีแก้วแหวนแสนสิ่งให้  แต่ว่าการที่จะให้นั้น  สุดแต่เจ้านั้นได้สร้างวาสนามานะจะให้
มากให้น้อยนั้นเราไม่รู้แล้วแต่บุญที่เจ้าทำมาตั้งแต่ชาติปางก่อนนะ  เอ้า...จะเอาอะไร
ก่อน”

“ผมจะเอาเมียก่อนครับ”

พระยาแถนก็เอาด้ายมาให้เลือกชายคนแรก  ชายคนที่สองก็เลือกเอาอย่างจริงจังจนครบ
สามวัน  ชายคนที่สองนั้นก็สาวด้ายมาดู  ชายคนที่สองนั้นถึงกับตะลึงในความงามของ
นางอย่างกาที่สุดไม่ได้  ทั้งฟันเหยินแถมบางซี่ร่วงด้วย  ผิวหนั้นเหมือนกับน้ำป่าที่ไหล
หลากจากดอยและเหลือซากเอาไว้  ขาทั้งสองข้างไม่เท่ากันอีกต่างหาก  ตาของนั้นเป็น
ประกายวาวแววแต่ตาดำทั้งสองข้างมารวมกันที่หัวตา  หูดั่งช้างสาร รูจมูกเหมือกับถ้ำ
คูหาทองแห่งนี้ที่กว้างโอ่โถง  อ้วนต่ำเนื้อแน่นเหมือนโคถึก  ชายคนที่สองนี้หันมาหาพระ
ยาแถนทันทีแล้วกล่าวว่า

“ ทำไมของเพื่อนผมนั้นถึงสวยปานนางฟ้าอย่างนั้นนะ “

“ อันนั้น เขาได้รักษาศีลห้าศีลแปด เขาได้เมียงามเขามีวาสนาดี ส่วนเจ้ามันมาเท่านี้
แหละ อันนี้ตัวโบราณกรรมของเจ้า ชาติก่อนเจ้าได้ถวายทานข้าวเย็นแกงบูดมา พวกเจ้า
ได้มาเจอกันก็ยอมรับกันไปเสียเถอะ”

“แล้วเงินทองละท่าน”

“จะเอาเงินทองด้วยหรอ”

พญาแถนก็ให้ชายคนนี้ขึ้นนั่งบนตาชั่งแล้วก็เอาแก้วแหวนเงินทองเข้าถ่วงอีกด้าน  เมื่อเอา
แก้วแหวนเงินทองขึ้นว่างเครื่องชั่งก็เด้งอีกด้านขึ้นชายคนนี้เกือบจะกระเด็น  เมื่อพญา
แถนถ่วงดูน้ำหนักอย่างนั้นแล้วก็เอาทองแก้วแหวนออกทีละนิดเพื่อที่จะได้ถ่วงและสมดุล
กันกับชายคนนี้  หยิบอกๆ  จนพญาแถนเอ่ยขึ้นว่า

“โอ้  ทำไมมันเบาเช่นนี้เนี่ย“

“ทำไมเราได้ทรัพย์สินเงินทองน้อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จังละท่าน  เพื่อนของเรานั้นทำไมมันได้
มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขนาดนั้นละ  ท่านลำเอียงรึเปล่า”

“เจ้านี่เมื่อชาติปางก่อนนั้นไม่ได้สร้างคุณงามความดี  ไม่ทำตนให้เป็นประโยชน์กับ
บ้านเมือง  ไม่ทำบุญเข้าวัดเข้าวาฟังพระธรรมคำสอน  เห็นแก่ตัว  ชอบลักขโมยของคนอื่น
เขา  ลักเล่นชู้สู่เมียท่าน  ส่วนของเจ้าที่ได้นั้น เอ้า...เอาไปทองคำได้เท่าบุญที่เจ้าสั่งสม
มานะขนาดเท่าเม็ดผักกาดเนี่ย”

นิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า  เห็นคนอื่นมั่งมีก็อย่างได้อย่าโลภเอาของเขา  เห็นคนอื่นตกต่ำก็
อย่าได้ดูหมิ่นดูแคลนเขา