Home

แหล่งท่องเที่ยวอำเภอไชยปราการ

           กาดเมืองผี  คำว่ากาดหมายถึงตลาด เมืองผี หมายถึงความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่เร้นลับแล้วเล่าสืบทอดกันมา กาดเมืองผีตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านทรายขาว หมู่ 7 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอ        ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไชยปราการ 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 96 ไร่ มีสภาพเป็นที่ราบลอนคลื่น สูงต่ำไม่สม่ำเสมอกัน ลักษณะของหน้าผาที่เป็นดินทรายและเสาหินทราย รูปร่างคล้ายดอกเห็ด หรือปราสาทโรมัน หรือประตูเมืองเก่า แล้วแต่มุมมองในแต่ละด้าน คาดว่าอยู่ในยุคเดียวกับแพะเมืองผีของจังหวัดแพร่ แต่ที่ไชยปราการจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ สวยงามวิจิตรอลังการ และยิ่งใหญ่กว่ามาก   (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

ตำนานกาดเมืองผี

มีตำนานเร้นลับที่เชื่อถือเล่าสืบต่อกันมาว่า แต่ก่อนป่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นและมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่จำนวนมาก ในสมัยนั้นมีชาวบ้านเข้าไปหาของป่าเป็นอาหาร แต่หลงป่าหาทางกลับออกมาไม่ได้ จึงเดินไปเรื่อยๆ จนไปพบเมืองอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้คนมากมาย มีตลาดค้าขายสินค้าต่างๆ หลายชนิด ชาวบ้านที่เข้าไปได้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับออกมาด้วย โดยมีคนในหมู่บ้านนั้นพากลับออกมาจากป่าทันทีที่คนในเมืองนั้นได้กลับไป สิ่งของที่ชาวบ้านซื้อมานั้นก็กลายสภาพเป็นเศษใบไม้ เศษหญ้า และก้อนหิน กระทั่งทุกวันนี้ หากวันดีคืนดีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง กาดเมืองผี จะได้ยินเสียงตีระฆัง ตีฆ้อง ดังกังวาน ยิ่งหากเป็นวันพระ หรือคืนวันเพ็ญ จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากกาดเมืองผี สำหรับการเดินทาง ออกจากที่ว่าการอำเภอไชยปราการไปตามถนนโชตนาเข้าเชียงใหม่ ประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายข้างโรงเรียนบ้านอ่าย เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงสถานที่ที่เรียกขานกันว่า "กาดเมืองผี"                       

(ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ http://www.thebestinsure.com/index.php?lay=

show&ac=article&Id=538699660 )

ถ้ำตับเตา ตั้งอยู่ ณ  ภูเขาทางทิศตะวันตก หมู่ที่ 13 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเต่า มีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเต่านี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือถ้ำแจ้ง และถ้ำมืด (ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค) บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน  (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

ถ้ำผ้าขาวมีบันไดขึ้นไปบริเวณถ้ำกว้างประมาณ 10 วา มีแสงสว่างจากช่องโหว่บนเขาส่องลงมา มีพระพุทธรูปก่อถือปูนขนาดใหญ่อยู่บนแท่นกับพระพุทธรูปนอน พระอรหันต์ล้อมรอบแสดงถึงตอนพระพุทธเจ้าประชวร อีกถ้ำหนึ่งอยู่ห่างจากถ้ำผ้าขาวราว 45 เมตร เรียกถ้ำปัจเจค ปากถ้ำลึกประมาณ 5 วา มีบันไดพาดเป็นบางแห่ง ในถ้ำทางคดเคี้ยวบางตอนเป็นช่องแคบ ถ้ำลึกมากต้องหาเทียนไขหรือตะเกียงเจ้าพายุเข้าไป 

                สุดปลายถ้ำมีพระพุทธรูปและเจดีย์นอกจากนี้มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กหญิงแถวหนึ่ง เด็กชายแถวหนึ่งปราศจากเครื่องแต่งกาย ผู้ใดต้องการมีบุตรหญิงหรือบุตรชายก็ให้หาธูปเทียนสักการบูชา พระพุทธรูปอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา มีผู้เล่าว่าผู้ไปขอแล้วมักสมปรารถนาเสมอ ตำนานของถ้ำมีจารึกอยู่บนศิลา 3 แผ่นว่า พระอรหันต์เสด็จมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ที่นี้แล้วเสด็จสู่ปรินิพานตรงปากถ้ำ เทพยดาถวายพระเพลิงจนเป็นเหตุให้ไหม้ลึกลงไปในดินด้านยาว 1,000 วา ด้านกว้าง 100 วา พญานาคขึ้นมาพ่นน้ำดับ จึงปรากฏมีขี้เถ้าเต็มถ้ำ เดิมเรียกว่า ถ้ำตับเต้า (ถ้ำทับเถ้า) เลยเพี้ยนมาเป็นถ้ำตับเต่าภายหลังถ้ำนี้พวกไทยใหญ่มักเดินทางมานมัสการเสมอเมื่อ 100 ปีมาแล้วถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์   (ที่มา : บุญช่วย ศรีสวัสดิ์.  เชียงใหม่และภาคเหนือ.  กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2504  หน้า 310-311)

 

ลักษณะแหล่งท่องเที่ยว

เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณโดยรวมของหน้าถ้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ เป็นถ้ำหินปูนกว้างและสูงประมาณ 6 เมตร เป็นสถานที่ตั้งของวัดที่ร่มรื่นยังคงความเป็นธรรมชาติ มีถ้ำสำหรับเข้าชม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ของคนทั่วไป ถ้ำมืด และถ้ำแจ้ง ชื่อของถ้ำ เดิมชื่อ "ทับเถ้า" มาจากเรื่องเล่าที่ว่า พระอรหันต์ 500 รูป มานิพพานที่ถ้ำนี้ จึงได้นำเอาอัฐิหรือเถ้ามากอบกันขึ้นเป็นพระเจดีย์ ให้ชื่อว่า "พระเจดีย์นิ่ม" ซึ่งอยู่ในถ้ำมืด และจารึก ปี พ.ศ. 1463 ไว้ที่ฐานพระเจดีย์ ถ้ำนี้ต้องใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง จะเที่ยวชมอย่างทั่วถึง (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

 

 

 

ตำนานถ้ำตับเตา

ถ้ำตับเตาถือเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในแอ่งที่ราบโหล่งเมืองไชยปราการ ฝาง มีอายุเก่าแก่ โดยมีตำนานที่ผูกเรื่องราวพื้นบ้านเข้ากับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใกล้จะปรินิพพาน หลังจากทรงตรากตรำพระวรกายในการประกาศพระศาสนาในถิ่นฐานต่างๆ เมื่อจวนได้เวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานตามคำทูลอาราธนาของพญามาร พระพุทธองค์ได้รับบิณฑบาตอาหารที่ประกอบด้วยสุกรมัทวะจากนายจุนนะ เป็นเนื้อหมู (เนื้อหมูเป็นโรค บางตำนานก็ว่าเป็นอาหารประกอบจากเห็ดที่งอกจากหลุมฝังศพซากหมูตายด้วยโรค) หลังจากรับบิณฑบาต พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรและอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ ขณะที่ทรงประชวรอยู่ก็ทรงประทับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นคือถ้ำตับเตา

พระสงฆ์สาวกจำนวน ๕๐๐ รูป เมื่อได้ทราบข่าวก็พากันมา ณ ถ้ำแห่งนี้ มีทั้งพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้า และพระสุปฏิปันโนที่เป็นกัลยาณปุถุชนอยู่ เมื่อเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงพระประชวรหนัก พระอรหันต์ได้เหาะไปบอกหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้มารักษา แต่รักษาอยู่ได้ ๓ วัน พระอาการก็ไม่บรรเทา มีแต่ทรุดลง พระอรหันต์เจ้ารูปเดิมก็เดินทางไปเชิญพระฤาษีผู้เป็นอาจารย์วิชาการแพทย์ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้เดินทางมารักษาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อเดินทางมาถึง พระฤาษีก็ตรวจอาการ และทราบว่าทรงประชวรด้วยอาหารสุกรมัทวะ จะรักษาด้วยยาธรรมดาไม่ได้ ต้องรักษาด้วยยาวิเศษซึ่งมีสรรพคุณรักษาอาการป่วยได้ทุกอย่างไม่ว่าอาการจะหนักเพียงใดก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยาหมอชีวกโกมารภัจจ์ต้องเดินทางไปเอาด้วยตนเอง เนื่องจากพระพุทธสาวกอรหันต์รูปนั้นเดินทางเวียนไปเอายาถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้ยาตรงความต้องการ

 

พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ปรารภแก่พระอานนท์ว่า

ตถาคตได้รับอาราธนาจากพญามารเพื่อเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้วประการหนึ่ง และยังได้รับบิณฑบาตอาหารมื้อสุดท้ายที่ทำให้สำเร็จผลานิสงส์อันมากแก่ผู้ถวาย คือนายจุนนะ ผู้ถวายอาหารสุกรมัทวะนี้ อาหารสองมื้อที่ผลานิสงส์มากแก่ผู้ถวายบิณฑบาต พระพุทธเจ้า คืออาหารมื้อแรกที่ทำให้สำเร็จพระโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และอาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าฉันแล้วจะเสด็จเข้าสู่การดับขันธปรินิพพาน ดังนั้น ถ้าพระองค์รับโอสถจากพระฤาษีมาฉันก็จะหายจากอาการประชวร เป็นการไม่รักษาสัจจะแก่พญามาร และยังทำให้อาหารมื้อสุดท้ายที่ได้รับบิณฑบาต ไม่มีผลานิสงส์แก่ผู้ถวายเต็มที่ จึงจำเป็นจะต้องไปจากถ้ำแห่งนี้

พระพุทธองค์จึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า ขอให้เพดานถ้ำจงบังเกิดเป็นโพรงเพื่อจักพาพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากเสด็จเหาะหนีไปทางอากาศได้

ครั้นพระฤาษีนำโอสถวิเศษให้หมอชีวกโกมารภัจจ์มาถวายแก่พระพุทธเจ้า พระองค์และพระอานนท์ก็เสด็จเหาะขึ้นไปยังเมืองกุสินารายณ์

การที่พระพุทธองค์เสด็จเหาะหนีไป ทำให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนพากันโศกเศร้าร่ำไห้ คร่ำครวญอื้ออึง ส่วนที่เป็นพระอริยเจ้าก็สงบจิตสำรวมพิจารณาเหตุการณ์ด้วยธรรม และพากันแสวงหาที่บำเพ็ญธรรมต่อไป เมื่อพระสงฆ์เหล่านี้สำเร็จอรหันตผลแล้ว ก็พากันมายังบริเวณหน้าถ้ำแห่งนั้น แล้วดับขันธ์นิพพานพร้อมกันหมดสิ้น ทิ้งซากศพไว้บนพื้นดิน ส่งกลิ่นเน่าเหม็นตลบไปทั่วทั้งป่า

พระอินทร์จึงให้เทพบุตรผู้มเหศักดิ์ตนหนึ่งนำไฟทิพย์จากสวรรค์มาเผาผลาญซากศพพระอรหันต์เหล่านั้น ไฟทิพย์นี้มีความร้อน และเผาไหม้กว้างถึง ๘,๐๐๐ วา ไหม้ลงไปในแผ่นดินลึก ๑,๐๐๐ วา ความร้อนทำให้พระยานาคชื่ออุรุนาคราชนำบริวาร ๑,๐๐๐ ขึ้นมาจากพื้นดิน ปล่องที่พระยานาคนำบริวารชำแรกขึ้นมา คือ ตาน้ำผุดที่ได้ก่อให้เกิดหนองน้ำเล็กๆ ด้านหลังถ้ำนั้นเอง

พื้นดินบริเวณวัดถ้ำตับเตาและบริเวณใกล้เคียงจึงขุ่นขาวคล้ายขี้เถ้าปนอยู่ และจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์

ฝ่ายพระฤาษีอาจารย์ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อไม่อาจถวายโอสถวิเศษให้แก่พระพุทธเจ้าได้ ก็มีความเสียใจยิ่งนัก ยกมือกำถ้วยโอสถขึ้น กล่าวว่า อันโอสถวิเศษของตูนี้ จะไม่มีไว้สำหรับรักษาผู้ใดอีกต่อไป ไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้วจะรักษาไว้ว่าแล้วก็สาดโอสถวิเศษทิ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นที่บริเวณถ้ำตับเตาเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรหลายชนิด แต่เพราะอำนาจคำกล่าวของพระฤาษีทำให้สมุนไพรที่เกิดขึ้นบริเวณถ้ำตับเตามีคุณภาพในการรักษาโรคต่างๆ อ่อนมากเมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงอดีตของพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปที่พากันมาถวายบังคมเยี่ยมพระอาการประชวร ซึ่งต่อมาสำเร็จอรหันตผลและพากันมาดับขันธ์นิพพาน ณ ที่นี้พร้อมกันว่า

ในสมัยพุทธกาลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหากัสปะ พระพุทธองค์พระองค์นั้นได้นำพระสงฆ์สาวกมาเดินทางพักพระอริยาบถ ณ ถ้ำตับเตาแห่งนี้ และได้ท่องสวดบทพระธรรมเทศนาด้วยเสียงอันไพเราะกังวาล ทำให้ฝูงค้างคาวจำนวน ๕๐๐ ตัว ที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้นมีความเคลิบเคลิ้มจิตตกภวังค์หล่นลงมากระทบพื้นหินตาย แต่ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่เหล่าค้างคาวได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา ก็พากันบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทพบุตร ๕๐๐ องค์ มีชื่อเรียกว่า อังคุลีเทพบุตรครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จลงมาเกิดเป็นพระสิทธัตถะกุมาร และออกผนวช เทพบุตรทั้ง ๕๐๐ องค์ได้มาเกิด และบวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า และสำเร็จพระอรหันต์ครบถ้วน ๕๐๐ รูป

ปัจจุบัน วัดถ้ำตับเตาตั้งอยู่บ้านหมู่ที่ ๑๓ บ้านถ้ำตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า ตับเตาว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ - เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น ตับเตา (ที่มา : http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=151)

วัดพระเจ้าพรหมมหาราช (วัดป่าไม้แดง) เป็นวัดประจำอำเภอไชยปราการ มีศิลปะการก่อสร้างที่เก่าแก่สวยงามเป็นศิลปกรรมแบบล้านนา เป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์ของพระเจ้าพรหมมหาราชผู้สร้างนครไชยปราการ มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมและสักการะอนุสาวรีย์ของพระเจ้าพรหมมหาราชอยู่ เป็นประจำ ตั้งอยู่ ณ วัดพระเจ้าพรหมมหาราช บ้านป่าแดง หมู่ที่ 9 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่  (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

 

ป่าพันปี สระมรกต ตั้งอยู่บ้านปางมะขามป้อม หมู่ 14 ต.ศรีดงเย็น ติดถนนโชตนาที่เป็นเส้นทางหลักเชียงใหม่-ไชยปราการ เป็นป่าดึกดำบรรพ์ มีอายุกว่าฟันปีที่อำเภอไชยปราการ อยู่เชิงเขาถ้ำงาม ต้นไม้ กิ่งไม้ รากไม้นานาชนิดเกี่ยวพันกันอย่างสวยงามตามธรรมชาติ ลักษณะคล้าย           ป่าพรุ ในการเดินทางไปหาน้ำรูต้องผ่านป่าเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร มีน้ำนองเต็มพื้นที่ตลอดทั้งปี ด้านในจะเป็นสระน้ำขนาดย่อมที่มีน้ำสีเขียวอมฟ้าดั่งแก้วมรกต (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)  น้ำรู มีประวัติ    สืบเนื่องมาจากถ้ำตับเตาในสมัยพระเอกาทศรถมีการสู้รบกัน ระหว่างไทยกับพม่าและได้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ ทำให้ร้อนถึงพญานาคราชจึงออกมาพ่นน้ำดับไฟ จึงเป็นที่มาของน้ำรูในปัจจุบัน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

 

 ถ้ำผีแมน ถ้ำผีแมนไชยปราการตั้งอยู่ที่บ้านผาแดงถ้ำง๊อบ หมู่ 6 ต.หนองบัว ตำนานเชื่อว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาก่อน สังเกตได้จากค้นพบอารยธรรมโบราณของมนุษย์ที่เคยตั้งรกรากอยู่ในแถบนี้  คือ ภาชนะเครื่องใช้ที่มีอยู่ในถ้ำ และที่สำคัญคือใช้เป็นที่ฝังศพมนุษย์โบราณ ที่มีอายุประมาณ 1,000-2,000 ปี เชื่อกันว่าวิญญาณนั้นจะได้ไปเกิดในตระกูลของผู้ดีหรือเทพเจ้า จึงนำศพใส่โลงไม้ที่ทำจากไม้สักแล้วนำไปตั้งไว้บนหน้าผาสูง (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

ถ้ำง๊อบ บ้านถ้ำง๊อบ ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ต.หนองบัว ในอดีตเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพ 3 กองพล 93 ในอดีตที่ผ่านมาพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้าควบคุมประเทศจีน เคยเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ 3 ก๊กมินตั๋ง (KMT) ทำให้พรรคก๊กมินตั๋งที่มีประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค เป็นหัวหน้าพรรค ได้ลี้ภัยเข้าไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน ทำให้กองพล 93 ที่นำโดยนายพลหลี่เหวินฮ้วน ได้อพยพจีนคณะชาติพร้อมด้วยราษฎรลงมาทางใต้ของประเทศพม่า ต่อมาได้ย้ายมาอยู่บริเวณบ้านถ้ำ    ง๊อบ เนื่องจากทำเลดีกว่าที่เดิม ปัจจุบันยังคงเหลือหลักฐานสิ่งปลูกสร้างไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและท่องเที่ยว คือ บ้านพักของนายพลหลี่เหวินฮ้วน เรือนนอนของนายทหารและพลทหาร คุกใต้ดิน และคุกบนดิน โรงครัว โรงพยาบาล (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

คำว่าซาวในภาษาล้านนาแปลว่ายี่สิบ ตั้งอยู่ที่บ้านถ้ำตับเต่า หมู่ที่ 13 ตำบล             ศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ นับจำนวนได้ประมาณ 20 แห่ง หรือ 20 รู เป็นธารน้ำไหลพุ่งออกจากช่องหินใต้ดิน เกิดเป็นแอ่งน้ำทั้งขนาดเล็กและใหญ่ สายน้ำลำธารใสสะอาด บริเวณใกล้เคียงเป็นป่าชื้นที่รักษาความชุ่มชื้นได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวไชยปราการจนถึงปัจจุบัน (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

หมู่บ้านหัตถกรรม เครื่องปั้นดินเผา บ้านสันทราย หมู่ที่ 12 ตำบลศรีดงเย็น เป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่มีความสวยงามประณีตและมีชื่อเสียงของอำเภอไชยปราการ สินค้าหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านสันทรายมีการออกแบบและรูปทรงที่สวยงาม สามารถส่งออกเป็นสินค้าโอท็อป และสินค้าส่งออกต่างประเทศมานาน โดยที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตได้ทุกวัน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

 

อุทยานแห่งชาติดอยผาแดง เป็นแนวเทือกเขาติดต่อจากดอยเชียงดาวและดอยผาแดง ผืนป่าเดียวกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวและอุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 702,085 ไร่ มีความสูงจากระดับทะเลตั้งแต่ 400-1,800 เมตร จุดสูงสุดเรียกว่าดอยปุกผักกา มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี

 

เป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังโครงการหลวงดอยอ่างขาง และอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มบก ในอดีตเป็นบริเวณที่รัฐบาลไต้หวันสร้างเป็นแหล่งส่งเสริมอาชีพการปลูกไม้ผลเมืองหนาว ปลูกชาอู่หลง ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว  ปัจจุบันอำเภอไชยปราการและสถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขางจึงพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไม้เมืองหนาว และแหล่งปลูกดอกทิวลิปและพืชผักปลอดสารพิษ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านเส้นทางได้แวะถ่ายภาพและรับประทานผักสดปลอดสารพิษ  (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

 

 

หน่วยจัดการต้นน้ำ 3 แห่ง   ได้แก่

  • หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยสูน (ภูแสนดาว)

ตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองบัว สถานที่ตั้งอยู่สูงจากตัวอำเภอไชยปราการ เป็นจุดชมทิวทัศน์ที่ใช้ชื่อว่า “ภูแสนดาว” อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 เมตร มีเรือนรับรอง ลานกางเต๊นท์ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

  • หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ทะลบ

ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่ทะลบ เขื่อนแม่น้ำทะลบหลวง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ แห่งเดียวของอำเภอไชยปราการ มีการบริการล่องเรือ ร้านอาหารเมนูปลา เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมกีฬาตกปลา  (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

  • หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำฝาง

ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีดงเย็น ซึ่งหน่วยจัดการต้นน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่ในการป้องกันรักษาป่า ปลูกป่าทดแทน จัดระบบการใช้น้ำบนที่สูง ส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

(ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา 

ประวัติความเป็นมา :

ด้วยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2532 กำหนดให้ปี 2532-2535 เป็นปีแห่งการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และต่อมารัฐบาลมีนโยบายที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 475/2532 ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2532 ให้เจ้าหน้าที่มาดำเนินการสำรวจเบื้องต้น โดยได้ไปดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 22 เมษายน - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 ต่อมากรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 1627/2532 ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ให้เจ้าหน้าที่มาสำรวจเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 จึงได้อนุมัติการดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มาตามลำดับขั้นตอนทั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2537 วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2537 เห็นสมควรให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และให้เป็นไปตามมติดังกล่าว จึงได้ให้ส่วนวิศวกรรมดำเนินการจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง และป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย ในท้องที่ ตำบลแม่คะ ตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง ตำบลแม่ทะลบ ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลป่าแดด ตำบลศรีถ้อย ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สลวย จังหวัดเชียงราย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ( อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ) และกรมป่าไม้ได้มีหนังสือ ที่ กษ.0712.3/842 ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ว่าได้ดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินฯ และเห็นควรนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในระหว่างการเตรียมประกาศ ขั้นตอนการดำเนินการได้ผ่านคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนนำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา

(ที่มา : http://www.hamanan.com/tour/chiengmai/utayandoiwiengpha.html)

 

ข้อมูลทั่วไป :

(ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 

อาณาเขตติดต่อกับ

ทิศเหนือ จด แนวถนนทางหลวงหมายเลข 109 (ฝาง - แม่สรวย) ตำบลแม่คะ อำเภอแม่ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ทิศใต้ จด แนวเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ทิศตะวันออก จด แนวเขตหมู่บ้าน ตำบล ท่าก๊อ ตำบล ศรีถ้อย ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ทิศตะวันตก จด แนวเขตหมู่บ้าน ตำบล ศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

 

 

 

 

การเดินทาง :

ระยะทางจากจังหวัด เชียงใหม่ ถึงอำเภอไชยปราการ ประมาณ 128 กิโลเมตร และ ระยะทางจากอำเภอไชยปราการ ถึงสำนักงานอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา 12 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นถนนลาดยาง ประมาณ 128 กิโลเมตร และถนนลูกรัง 12 กิโลเมตร

 

 

สถานที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก :

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่ประจำในการติดต่อสอบถาม ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

มีเส้นทางเดินไพรศึกษาธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และมีสถานที่กางเต้นท์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวท่านที่ต้องการค้างแรมใกล้ชิดกับธรรมชาติอีกด้วย

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์อุทยานแห่งชาติภาดเหนือ สำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทร. (053)818348 โทรสาร. (053) 818348 หรือติดต่อสอบถามได้ที่งานบริการบ้านพักฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กรุงเทพฯ โทร. 5797223 , 5614292-4 ต่อ 724 , 725

ลักษณะภูมิประเทศ :

ภูมิประเทศ มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน วางตัวในแนวเหนือใต้ เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำฝาง มียอดดอยเวียงผาสูงสุดในพื้นที่ มีความสูง 1,834 เมตรจากระดับน้ำทะเล ต่ำสุด 400 เมตร และสูงสุด 1,834 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดสูงมากกว่า 35%

มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ได้แก่ น้ำแม่ฝาง ห้วยทราย น้ำแม่ฝางหลวง น้ำห้วยไคร้ น้ำแม่ยางมิ้น และน้ำแม่ต๋ำ

 

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า :

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีนกอยู่กว่า 20 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ที่เป็นลักษณะเด่นของอุทยาน คือ เวียงผา หมี เก้ง ส่วนสัตว์ที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ไก่ป่า และหมูป่า (ที่มา : http://www.tourthai.com/province/chiang_mai/t_weangpa.php)

 

จุดเด่นที่น่าสนใจ :

อุทยานแห่งชาติ ดอยเวียงผา มีสถานที่ท่องเที่ยวและจุดเด่นที่น่าสนใจหลายที่ด้วยกัน อาทิ

  • น้ำตกห้วยทรายขาว เป็นน้ำตกขนาดเล็ก เกิดจากลำห้วยทรายขาว มี 3 ชั้น หน้าร้อนน้ำจะแห้ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 300 เมตร
  • น้ำตกดอยเวียงผา เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 18 เมตร เกิดจากลำห้วยแม่ทะลบ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 8 กิโลเมตร
  • น้ำตกแม่ฝางหลวง เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ วผ. 1 ( หัวฝาย ) ประมาณ 10 กิโลเมตร
  • จุดชมวิวดอยเวียงผา ชมความงามของธรรมชาติ ทิวเขา ในยามเช้าและยามเย็น ในฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นและมีหมอกในตอนเช้า เป็นความงามที่น่าสัมผัส อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผาที่ วผ.1 ( หัวฝาย ) ประมาณ 30 กิโลเมตร

เส้นทางส่วนใหญ่ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างพัฒนาพื้นที่ น้ำตกที่เดินทางเข้าถึงสะดวกที่สุดคือ น้ำตกห้วยทรายขาว ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีแอ่งน้ำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้แต่ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะน้อยมาก จะมีน้ำเยอะช่วงเดือนพฤษภาคมแต่น้ำจะขุ่น น้ำจะใสช่วงหลังฝน ชั้นบนของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและมีทรายอยู่เนื่องจากน้ำพัดเอาทราย มาจากการกัดกร่อนของหินทราย ชั้นบน อากาศบริเวณน้ำตกชื้นจนทำให้มีมอสจับอยู่  นอกจากนี้ยังมีประเพณีสงกรานต์ และ ประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวเขาที่สวย แปลก และน่าแวะเที่ยวชมอีกด้วย (ที่มา : http://www.lannafood.com/travel_city11.php)

 

 

 

ฐานข้อมูล
สถิติ
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 513422