Home

แหล่งท่องเที่ยวอำเภอเมือง

Article Index
แหล่งท่องเที่ยวอำเภอเมือง
ตำบลแม่เหียะ
ตำบลช้างเผือก
ทุกหน้า

๑. วัดเชียงมั่น

 

     วัดเชียงมั่นหรือวัดเชียงหมั้นเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดแรกในเขตกำแพงเมือง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗๑ บ้านเชียงมั่น ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้ ๆ กับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ประวัติความเป็นมาของวัดเชียงมั่นที่ปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารโยนก มีดังนี้คือ หลังจากที่พญางำเมือง พญาร่วง และพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ สำเร็จในปี พ.ศ.๑๘๓๙ แล้ว ทั้งสามพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นตรงที่หอนอนบ้านเชียงมั่นซึ่งพญามังรายทรงสร้างเป็นที่ประทับชั่วคราว ในระหว่างที่ควบคุมการสร้างเมืองใหม่โดยให้ชื่อที่ประทับแห่งนั้นว่า "เวียงเล็ก" หรือ "เวียงเหล็ก" หมายถึง "ความมั่นคงแข็งแรง" ต่อมาเมื่อพญามังรายเสด็จแปรพระราชทานไปยังพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานแห่งใหม่ซึ่งเรียกว่า "เวียงแก้ว" (ปัจจุบันคือเรือนจำกลางเชียงใหม่) แล้ว ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็ก ถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกและพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า "วัด เชียงมั่น" อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง

ทั้งนี้ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่นพุทธศักราช ๑๘๓๙ ได้จารึกไว้ว่า "ศักราช ๖๕๘ ปีรวายสัน เดือนวิสาขาออก ๘ ค่ำ ขึ้น ๕ ไทยเมืองเปล้า ยามแตรรุ่งแล้ว สองลูก นาฑี ปลายสองบาทน้ำ ลัคคนาเสวยนวางค์ประหัส ในมีนยะราศี พญามังรายเจ้า พญางำเมือง พญาร่วง ทังสามคน ตั้งหอ นอนในที่ไชยภูมิ ราชมณเฑียร ขุดคือก่อตรีบูรทั้งสี่ด้านและก่อเจติยะทัดที่นอนบ้านเชียงมั่น ในขณะยาม เดียวนั้น ที่นั้นลวดสร้างเป็นวัด หื้อทานแก่แก้วทังสามใส่ชื่อว่าวัดเชียงหมั้น ต่อบัดนี้ ..." จึงนับได้ว่า วัดเชียงมั่นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ คือสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ จาก นั้นคาดว่าเจดีย์นี้ได้พังลงมาในสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ราชวงค์มังรายลำดับที่ ๑๐ (ครอง ราชย์ พ.ศ.๑๙๘๕ - ๒๐๓๑) พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยศิลาแลงในปี พ.ศ.๒๐๑๔

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๐๙๔ เชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดเชียงมั่นจึงถูกทอดทิ้งให้ เป็นวัดร้าง ครั้นถึง พ.ศ.๒๑๐๑ เจ้าฟ้ามังทรา (สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช)แห่งพม่า ทรงมีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนา โปรดให้พระยาแสนหลวงสร้างเจดีย์ วิหาร อุโบสถ หอไตร ธัมมเสนาสนะกำแพง และประตูโขงขึ้นที่วัดเชียงมั่น โดยมีพระมหาหินทาทิจจวังสะเป็นเจ้าอาวาสเมื่อถึงสมัยพระยากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๓๒๔ - ๒๓๕๘) ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเชียงมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่วัดนี้ได้ตกอยู่ในสภาพวัดร้างเมื่อครั้งที่ทำสงครามกอบกู้เอกราช คืนมาจากพม่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๑๙ ต่อมาในสมัยของเจ้าอินทวโรรส (พ.ศ.๒๔๔๐ - พ.ศ.๒๔๕๒) พระพุทธศาสนาแบบธรรมยุกนิกายได้เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านนา เจ้าอินทวโรสจึงได้นิมนต์พระธรรมยุตมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเชียงหมั้นเป็นครั้งแรก ภายหลังย้ายไปอยู่วัดหอธรรมและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ

นอกจากวัดเชียงมั่นจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นพระ อารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการ ทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่น ๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงหมั้นยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ วัดเชียงมั่นเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุ จำนวนมาก ซึ่งอาคารเสนาสนะและปูชนียวัตถุของวัดเขียงมั่น ประกอบไปด้วย

๑.  อุโบสถทรงล้านนา   ถือว่าเป็นพระอุโบสถที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาอีกแห่งหนึ่ง ที่ สำคัญคือ ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของศิลาจารึกวัดเชียงมั่นซึ่งมีข้อความกล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่โดย พญามังราย

๒.  ศาลาการเปรียญ

๓.  กุฏิสงฆ์จำนวน ๕ หลัง  

๔.   วิหาร  

๕.  ศาลาบำเพ็ญกุศล

๖.  หอไตร

 ๗.  เจดีย์เหลี่ยมผสมทรงกลมฐานช้างล้อม  สร้างสมัยพญามังราย เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ทรงสูง (ทรงปราสาท)ประกอบ ด้วยเรือนธาตุและซุ้มจรนำ ตรงฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อม ๑๖ เชือก คล้ายกับแนบฐานอยู่ ซุ้มจระนำ ของเจดีย์มีด้านละสามซุ้ม เหนือเรือนธาตุขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยมรองรับองค์ระฆังกลม สันนิษ ฐานว่าสร้างเลียนแบบเจดีย์ช้างล้อมของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่เมืองศรีสัชนาลัย และคงจะหมายถึง ช้างที่ค้ำชูพระพุทธศาสนา ที่ตั้งของเจดีย์แสดงให้เห็นถึงที่ตั้งของราชมณเทียรแห่งพญามังราย เพราะมีข้อ ความปรากฏในตำนานดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น เจดีย์องค์นี้ถือเป็นเจดีย์แบบแรก ๆ ของล้านนาและมีเค้า แบบเหมือนเจดีย์บางองค์ในพุกาม

 

๘.  พระพุทธเสตังคมณีหรือพระแก้วขาว   ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากผลึกหินสี ขาวขุ่น ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ นิ้ว สูง ๖ นิ้ว ศิลปทวาราวดี สร้างโดยชนชาติมอญ ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ - ๑๖๐๐ จามเทวีวงศ์ได้กล่าวถึงพระแก้วขาวว่าพระนางจามเทวีนำมาประดิษฐานที่เมืองหริภุญชัย เมื่อ พ.ศ.๑๒๐๔ ดังนั้น พระพุทธเสตังคมณีจึงเป็นเสมือนตัวแทนอันยาวนานของประวัติศาสตร์หริภุญชัย เลยทีเดียว ภายหลัง พญามังรายตีเมืองหริภุญชัยได้ในปี พ.ศ.๑๘๒๔ จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ในปี พ.ศ.๑๘๓๙ บางตำนานกล่าวว่ามีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ ๔ แห่ง คือ ที่พระโมลี พระนลาฎ พระโอษฐ์และพระอุระ สำหรับฐานพระพุทธรูปนั้นสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ นอกจากนี้ ในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมได้ระบุว่าในพิธีสืบชะตาเมือง ได้มีการอัญเชิญพระแก้วขาวแห่งวัดเชียงมั่นเข้าร่วมด้วย

๙.  พระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี หรือพระศิลา    ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินฉนวน ดำ ฝีมือช่างปาละของอินเดียและแกะสลักตามคติเดิมของอินเดียเชื่อว่าพระ เถระชาวสิงหล ๔ รูป ได้นำพระศิลาพร้อมด้วยพระบรมสารีธาตุริกธาตุของพระพุทธเจ้า มามอบให้พญา มังรายที่เวียงกุมกามเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๓ ภายหลังจึงได้รับการประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงหมั้น คู่กับพระพุทธ เสตังคมณี สำหรับพระบรมธาตุ ได้รับการบรรจุไว้ในพระเจดีย์ของวัดกานโถมองค์หนึ่งและอีกองค์หนึ่ง บรรจุไว้ในพระโมลีของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ทรงสร้างขึ้น พุทธลักษณะของพระศิลา คือ ประทับยืนเยื้อง พระองค์บนฐานบัวภายใต้ซุ้ม พระหัตถ์ขวาทอดลงเหนือหัวช้างซึ่งหมอบอยู่ พระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทาน อภัยหรือแสดงธรรม พระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย

๑๐.   พระพุทธรูปทองเหลืองปางอุ้มบาตร

๑๑. ศิลาจารึก  ซึ่งเป็นแผ่นหินทราย ขนาดกว้างประมาณ .๖๐ เมตร สูง ๑ เมตร จารึกเป็น ภาษาล้านนา (ฝักขาม) คืออักษรสุโขทัยแปลง กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่และการ สร้างวัดเชียงมั่น -ห้องสมุดซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัด

 

๒. วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

                ตั้งอยู่  ณ  ถนนสามล้าน  ตำบลพระสิงห์  อำเภอเมืองเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ 

                วัดระสิงห์วรมหาวิหาร  เป็นอารามที่พระเจ้าผายู  กษัตริย์เชียงใหม่ลำดับที่  ๖  แห่งราชวงค์มังราย   ครองราชย์  พ.ศ. ๑๘๘๘-๑๘๙๘  พระองค์ทรงสร้างวัดนี้เพื่อบรรจุอัฐิของพญาคำฟู  พระราชบิดา  ทรางสร้างเจดีย์ขึ้นทางทิศตะวันตกใกล้ประตูสวนดอก  เพื่อบรรจุพระอัฐิพญาคำฟู  และโปรดให้สร้างวัดขึ้น  ณ ที่นั่น  ในสมัยนั้นได้ชื่อว่า  วัดลีเชียงพระ  เพราะตั้งอยู่ใกล้ตลาด (ชาวเมืองเรียกตลาดที่ขณะนั้นอยู่ในบริเวณกลางเมืองว่า  “ กาดลี ”  เชียง คือ เวียง หรือ เมือง วัดที่ตั้งใกล้ตลาดเมือง  จึงเรียกว่า  ลีเชียงพระ  แปลงว่า  วัดตลาดเมือง 

                ในพ.ศ. ๑๙๔๓  เจ้ามหาพรหม  ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากกำแพงเพชร  และนำไปถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา  พระเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระวิหารวัดลีเชียงพระ  ว่า  วัดพระสิงห์  เรื่อยมา

                การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์มหาวิหาร 

-    ในรัชสมัยพระเมืองแก้ว  (พ.ศ. ๒๐๓๘ –๒๐๖๘)  ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์และทรงสร้างกู่ลายขึ้น

-    ในรัชสมัย  พระเมกุฏิวิสุทธิวงค์  (พ.ศ. ๒๐๙๔ – ๒๑๐๑)  ได้อารธนาสมเด็จเจ้าศรีนันทะแห่งวัดพระสิงห์ไปต้อนรับพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์แห่งหงสาวดี

-    ในรัชสมัยที่เชียงใหม่และลานนาไทยเสียเอกราชตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า (พ.ศ.๒๑๐๑ – ๒๓๑๗) ได้ปรากฏหลักฐานเรื่องราวที่เกี่ยวกับวัดพระสิงห์  สันนิษฐษนว่าคงมีสภาพเป็นวัดร้าง

-    ในรัชสมัยพระเจ้ากาวิละ  ได้ทรางสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์ดังนี้

๑. อุโบสถ  ทรงสร้างขึ้นใหม่

๒. พระเจดีย์  ทรางสร้างขึ้นใหม่และบรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย

๓. สร้างพระพุทธรูป  เพื่อประดิษฐานในพระวิหารหลวง พ.ศ. ๒๓๖๓

๔. สร้างวิหารลายคำ  พ.ศ. ๒๓๖๙

-   ในรัชสมัยเจ้าธรรมลังกา  หรือช้างเผือก (พ.ศ. ๒๓๕๘ – ๒๓๖๔)  ทรงสร้างพระวิหารลายคำจนสำเร็จบริบูรณ์  โดยช่างชาวลานนาไทยและชาวกรุงเทพฯ  เขียนภาพจิตกรรมฝาผนัง  เรื่องสังข์ทองและสุวรรณหงส์

-    ในรัชสมัยเจ้าหลวงเศรษฐีหรือคำฟั่น (พ.ศ. ๒๓๖๔ –๒๓๖๗)  โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์กู่ลาย  โดยให้ช่างขุดแต่งกุใหม่  ในการนี้ได้พบโบราณวัตถุจำนวนมาก  เช่น  หีบทองคำ  ๑  ใบ  ซึ่งบรรจุพระพุทธรูปทองคำ  เงิน  ทองแดง  แก้วเขียว  แก้วมหานิล  รวม  ๗๔  องค์  และอัญมณีมีค่าอีก  ๘๕  เม็ด  เจ้าหลวงเศรษฐีโปรดให้บรรจุไว้ในกู่ตามเดิม

-    ในรัชสมัยพระเจ้าอินทวิไชยานนท์  (พ.ศ.๒๔๑๓ –๒๔๓๙)  โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์  ดังนี้

๑.     บูรณะวิหารลายคำ พ .ศ. ๒๔๒๙

๒.    โปรดให้สร้างมุขพระวิหารหลวง

-   ในรัชสมัยพระเจ้าอินทรวโรรสสุริยวงค์  (พ.ศ. ๒๔๔๐ –๒๔๕๒)  โปรดให้บรูณะปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวง

-    ในรัชสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. ๒๔๕๒ –๒๔๘๒)  พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕  เจ้าแก้วนวรัฐและครูบาเจ้าศรีวิชัย  ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์  ในการนี้พบว่าโบราณมีค่าจำนวนมาก เช่น  โกศ  ๓  ชั้น  ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระโกศบรรจุพระอัฐิพระเจ้าคำฟู  และยังพบแผ่นทาองคำจารึก  เรื่องราวต่าง ๆ  อีกหลายชิ้น  แต่โบราณวัตถุเหล่านี้ได้สูญหายไปในคราวสงครามเอเชียบูรพา  พ.ศ. ๒๔๘๔  นอกจากนี้ทรงสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมเกินความสามารถจะซ่อมแซมได้  ในพ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๖๘

-     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี  ได้เสด็จประพาสเชียงใหม่  และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงมนัสการ  และสมโภชพระพุทธสิหิงค์  พ.ศ. ๒๔๖๙  ในการนี้ทรงพระกรุณาโปดเกล้าฯ  รับเป็นองค์ประธานร่วมกับเจ้าแก้วนวรัฐ  ในการบูรณปฏิสังขรณ์หอไตรปิฏกและพระอุโบสถ  จนสำเร็จเรียบร้อย  พ.ศ. ๒๔๗๒  และได้มีการฉลองสมโภชเป็นการมโหฬาร

-     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็นพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ยุคพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  (พ.ศ. ๒๔๙๓ – ๒๕๑๖)  ได้มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ  จำนวนมาก 

อาทิเช่น

๑.       ซ่อมพระวิหารลายคำ  พ.ศ.  ๒๔๙๖

๒.    สร้างอาคารเรียนต่าง ๆ ของโรงเรียนธรรมราชศึกษา พ.ศ. ๒๔๙๖ –๒๕๐๘

๓.     สร้างศาลาสมเด็จกิตติโสภณ พ.ศ. ๒๕๐๖

๔.     สร้างศาลาสหัท-หงส์  มหาคุณ  พ.ศ. ๒๕๑๓

ยุคพระราชสิทธิจารย์  ( พ.ศ. ๒๕๑๗ ถึงปัจจุบัน)  ได้มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุจำนวนมาก  อาทิเช่น  บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหาร  โดยเปลี่ยน กระเบื้อง  ช่อฟ้า  ใบระกา  หางหงส์  และส่วนอื่น ๆ อีก

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก  ชนิด วรมหาวิหาร  ในวันอาทิตย์ที่  ๓๐  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๘๓  แล้ว  จึงได้สร้อยนามเพิ่มว่า  วัดพระสิงห์วรมหาวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทสิหิงค์  ถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่  เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์  ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปออกแห่รอบเมือง

วัตถุสถานที่สำคัญยิ่งในวันพระสิงห์วรมหาวิหาร 

๑.        พระอุโบสถ  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีมุขโถงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง  แกะไม้ปิดทองเป็นรูปพญานาค  ๒  ตัว  เศียรนาคแผ่นไปเป็นฐานสามเหลี่ยม  ภายในพระอุโบสถแบ่งเป็น  ๒  ตอน  ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมร่วม 

๒.  หอไตร  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ตั้งอยู่บนฐานศิลาขาวสูง  หลังคาลดชั้น  ๒        ชั้น  ๒  ตับ  ตัวอาคารแบ่งเป็น  ๒  ส่วน  ส่วนล่างเป็นปูน  ระหว่างช่องหน้าต่างมีลายปูนเป็น  เทวดายืน  ด้านบนและด้านล่างมีลายปูนปั้นเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ส่วนบนเป็นไม้  มีลายสลักไม้  ลายเขียน  และปิดกระจก 

๓.      พระพุทธสิหิงค์  หรือ  พระสิงห์  เป็นศิลปะสกุลช่างเชียงแสนประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ  เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองล้านนา  

๔.      วิหารลายคำ  เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีมุขโถงทางด้านหน้า  หลังคาลดชั้น  ๓  ชั้น  ด้านหลังลดชั้น  ๒  ชั้น  ซุ้มประตูแกะสลักไม้ปิดทอง  ภายในประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์  ฝาผนังด้านในมีภาพเขียนอยู่โดยรอบ  ด้านเหนือเป็นเรื่องสังข์ทอง  ด้านใต้เป็นเรื่องสุวรรณหงส์ 

๕.     พระมหาเจดีย์  เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา  ฐานช้างล้อม  ฐานสี่เหลี่ยมสร้างเมื่อ พ.ศ.  ๑๘๘๘ 

๖.       วิหารหลวง  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  หลังคาช้อนลดชั้น  ๓  ด้านหน้ามีประตู  ๓  ช่อง มีลายปูนปั้นรูปนาคราชแผ่พังพาน  ประดับที่เชิงบันได  ศิลปะทรงไทยล้านนาสมัยครูบาศรีวิชัย 

๗.     พระพุทธไสยาสน์  อยู่วิหารพระนอน  ก่ออิฐถือปูน  ปิดทอง 

๘.     พระพุทธรูปทองทิพย์  พญาติโลกราชทรงสร้างเมื่อ  พ.ศ. ๒๐๒๐  หล่อด้วยทองแดงเจือทองคำ  ลักษณะพระสิงห์รุ่นแรก 

 

๓. วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

ตั้งอยู่  ถนนพระปกเกล้า ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

              วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร    สร้างในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา (พศ.๑๙๕๔)           กษัตริย์องค์ที่   ๔    แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงปรารถนาจะสร้างสถูปเจดีย์องค์ใหญ่ ขึ้นกลางเมือง   เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พญากือนา พระราชบิดา และสร้างวัดถวายเป็นที่พำนักสงฆ์ ทรงขนานนามว่า  “ราชกุฏคาร”     แต่สถูปนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ต่อมาพญาสามฝั่งแกน (พศ. ๑๙๕๔-๑๙๘๕) โปรดให้สร้างต่อจนสำเร็จสูง ๒ วา

            เมื่อถึงสมัยพญาติโลกราช (พศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๐)   โปรดให้สร้างเสริมพระเจดีย์ขึ้นใหม่เมื่อ    พ.ศ. ๒๐๒๒แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๔   ได้ขยายฐานออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรรัส   กว้างด้านละ  ๒๘ วา         สูง๔๗ วา  ส่วนบนตกแต่งตามแบบโลหะปราสาท ประดับด้วยซุ้มจรนำ ๔ด้าน   แล้วโปรดให้สร้างพระวิหารกุฏิสงฆ์ แล้วทรงตั้งชื่อวัดว่า  “โชติการามวิหาร   

          ในรัชสมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘-๒๐๘๑)      โปรดบูรณะพระอาราม และพระวิหาร และทรงสร้างพระพุทธรูป ยืน สูง ๑๘ ศอก เรียกว่า พระอัฏฐารสเป็นพระประธานประจำวิหาร

           ในรัชสมัยพระมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘        เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนักและมีพายุฝนฟ้าคะนอง ตลอด ๓ วัน ทำให้ยอดพระเจดีย์พังลงมาจนถึงคอระฆัง ส่วนบนที่เหลืออยู่เพียงซีกเดียว

            ใน พ.ศ. ๒๓๓๗ เมื่อพระเจ้ากาวิละ กลับมาตั้งนครเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้วทรงย้ายเสาอินทขิลหลักเมืองจากบริเวณเดิม ลลในเขตศาลากลางหลังเดิมไปไว้ในบริเวณวัดเจดีย์หลวง ทุกปีจะมีพิธีบูชาเสาอินทขิล เรียกว่า  “งานอินทขิล”  หรืองานใส่ขันดอก เป็นประจำ

                วัตถุสถานที่สำคัญยิ่งในวัดเจดีย์หลวง ได้แก่

๑.        พระธาตุเจดีย์หลวง เป็นเจดีย์เก่าแก่อายุกว่า ๖๐๐ ปี     สูงใหญ่ที่สุดในอาณาจักรล้านนาไทยและประเทศไทย สร้างครั้งแรก   เมื่อพ.ศ. ๑๙๓๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ในปีพ.ศ. ๒๐๒๒-๒๐๒๔ สมัยพระเจ้าติโลกราช   ได้ทำการสร้างเสริมพระเจดีย์ใหม่  ให้มีส่วนสูง ๔๐ วา     ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๒๘ วา  ส่วนบนเจดีย์มีซุ้มจรนำทั้ง ๔ ด้าน  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่ปางสมาธิสร้างด้วยปูนปั้น ปัจจุบันคงมีเฉพาะด้านทิศเหนือ ส่วนซุ้มจรนำทางทิศตะวันออก ทำเป็นแท่นฐานชุกชี     เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเป็นเวลา ๗๙ ปี มาแล้ว    ลักษณะเจดีย์มีรูปแบบที่ผสมผสานศิลปะล้านนากับพุทธศิลปสถาปัตยกรรมโลหะปราสาท

๒.         พระวิหารหลวง            เป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาประยุกต์            สร้างครั้งแรกโดยพระนางติโลกะจุดา (ฑา)       พระราชมารดาของพระเจ้าสามฝั่งแกนเมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๔      พร้อมทั้งได้หล่อพระอัฎฐารสพุทธปฎิมาประธาน และพระอัครสาวกโมคคัลลาน์ สารีบุตร  มาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร ในรัชสมัยต่อมาได้มีการรื้อพระวิหารดังนี้

-         พ.ศ. ๒๐๑๗ รัชสมัยพระเจ้าติโลกราชให้รื้อวิหารหลังเก่าสร้างหลังใหม่ขนาดกว้าง ๙ วา ยาว ๑๙ วา

-          พ.ศ. ๒๐๕๘ รัชสมัยพระเมืองแก้ว รื้อวิหารหลังเก่าสร้างขึ้นใหม่ในที่เก่า

-         รัชสมัยพระเมกุฎิสิทธิวงศ์ ไฟไหม้พระวิหารเสียหาย จึงต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ทับที่เดิม

-         พ.ศ. ๒๔๒๓    พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗   ได้ริ้อพระวิหารหลังเก่า  สร้างพระวิหารหลวงขึ้นใหม่ในที่  แสดงให้เห็นว่าพระวิหารหลวงในยุคนั้น สร้างด้วยไม้ ทั้งเสาฝาเครื่องบน  เครื่องประดับจึงรื้อและสร้างได้บ่อย ๆ

ส่วนพระวิหารหลังปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ และพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงองค์แรก ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าออก และสร้างพระวิหารหลังใหม่ใหญ่กว่าเก่าในที่เดิม กว้าง ๑๙.๗๐ เมตร ยาว ๕๐.๘๐ เมตร

๓.  พระอัฏฐารส        พระพุทธปฏิมาประธานในพระวิหารหลวง       เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด ปางห้ามญาติ สูงถึง ๑๘  ศอก     นอกจากนั้นยังได้หล่อพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนมาก  ประดิษฐานรายล้อมพระอัฏฐารสอยู่ด้านหน้าและผินพระพักตร์สู่ทิศต่าง ๆ

๔. พระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์   เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่กับพระเจดีย์      แต่ไม่ปรากฎว่าใครสร้าง   สร้างเมื่อใด   สร้างด้วยการก่ออิฐฉาบปูนปิดทองหันพระเศียรสู่ทิศใต้ หันพระพักตร์เข้าหาองค์พระเจดีย์ สูง ๑.๙๓ เมตร ยาว ๘.๗๐ เมตร

๕. วิหารเสาอินทขิล   อินทขิล  หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่                     วิหารอินทขิลเป็นอาคารจตุรมุข รูปลักษณ์คล้ายมณฑป  หลังคาสองชั้น  ชั้นล่างมี ๔ มุข  ชั้นบนมี ๒ มุข   เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มุงด้วยไม้เกล็ด  หน้าบันมุขชั้นล่างทั้ง ๔ มุข  และหน้าบันมุขชั้นบนทั้ง ๒ มุข มีลายเขียนสี และเหนือหน้าบันมี ช่อฟ้าใบระกา ปิดกระจกสีศิลปกรรมล้านนาสวยงาม เสาอินทขิลตั้งอยู่กึ่งกลางวิหารอินทขิลเป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี สูง ๑.๓๕ เมตร วัดรอบเสาได้ ๕.๖๗ เมตร แท่นฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเหนือเสาอินทขิลสูง ๙๗ เซนติเมตร วัดรอบได้ ๓.๔ เมตร เพื่อแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที คารวะสักการะรำลึกถึงบูรพชนทุก ๆ ปี จึงมีการจัดงานฉลองสมโภชเสาอินทขิลเป็นเวลา ๗ วัน ด้วยการบูชาด้วยข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำอบน้ำหอม

๖. บ่อเปิง    บ่อน้ำใหญ่และลึก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔.๓๒ เมตร ลึก ๑๐.๒๙ เมคร คำว่า เปิง แปลว่า คู่ควร เหมาะสม    หมายถึงเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่สมกับที่ขุดขึ้นเพื่อนำน้ำมาใช้ในการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์หลวง ที่เป็นพระเจดีย์สูงใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงใหม่

๗.  พระมหากัจจายน์   ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็ก ก่อด้วย อิฐ ฉาบ ปูน ทาสีทองสูง ๓.๗๐ เมตร หน้าตักกว้าง ๓.๒๘ เมตร ปัจจุบันพระมหากัจจายน์มี ๒ องค์ องค์ใหม่อยู่ด้านหน้าวัดติดกับวัดพันเตา สร้างเมื่อ ๒๐ กว่าปีมานี้

๘. ต้นยางใหญ่ / กุมกัณฑ์       ในวัดเจดีย์หลวง      มีต้นยางใหญ่ ๓ ต้น อายุ ๒๐๐ ปี      ปลูกสมัยพระเจ้ากาวิละ ส่วนกุมกัณฑ์ที่สร้างไว้เพื่อให้คอยรักษาเสาอืนทขิลมีอยู่ ๒ ตน ๒   ศาล

๙. หอธรรม    เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๗ พระเจ้าติโลกราชได้สร้างพระวิหารหลวงเสียใหม่ พร้อมทั้งให้สร้างหอธรรม  (หอพระไตรปิฏก)         เมื่อจะสร้างกุฏิสมเด็จจึงรื้ออาคารหอธรรมออกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ แล้วหอธรรมใหม่ขึ้นแทน

๑๐.   กุฎิแก้วนวรัฐ (กุฏิหลังแรกของวัด)  เป็นถาวรวัตถุ สร้างขึ้นด้วยไม้สักทั้งหลัง เจ้าแก้วนวรัฐสร้างถวายวัดเจดีย์หลวง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑


๔. วัดสวนดอก

 ตั้งอยู่ ณ ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดสวนดอก หรือ วักบุปผารราม สร้างขึ้นสมัยพญากือนา กษัตริย์ราชวงค์มังราย  ลำดับที่ ๗ ( ครองราชย์ ระหว่าง   พ.ศ. ๑๘๙๙ – ๑๙๒๙ )       พระองค์ทรงอุทิศที่บริเวณสวนดอกไม้   ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองเพื่อสร้างวัด   เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๔    โดยมีพระประสงค์จะสนับสนุน    พระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี จากศิลาจารึก หลักที่ ๖๒ ศิลาจารึกวัดเชียงยืน จศ. ๗๓๒ (พ.ศ. ๑๙๑๓) ได้กล่าวไว้ว่า  “วัดสวนดอก”  สร้างในปี พ.ศ. ๑๙๑๔   หลักจากที่พญากือนา ทรงส่งสมณทูต  ได้แก่ หมื่นเงินกองปะขาวยอด และปะขาวสาย   ขอพระราชทานพระบรมราชนุญาตพระเจ้าลิไทยจากสุโขทัย    อาราธนาพระสุมนเถระมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาฝ่ายอรัญวาสีในอาณาจักรล้านนา         หลังจากที่พระสุมนเถระพำนักที่วัดพระยืน   ลำพูน  ในปี  พ.ศ. ๑๙๑๒   อีกหนึ่งปีต่อมา    พญากือนาทรงสร้างวัดสวนดอกไม้ในเมืองเชียงใหม่ขึ้น     เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถระ      และทรงแต่งตั้งพระสุมนเถระ     เป็นพระสังฆราชในพระมหาสุมนสุวรรณรัตนมี     นอกจากนี้ยังทรงโปรดให้สร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระมหาสุมนเถระนำมาจากสุโขทัย สมัยพญาเมืองแก้ว (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๓๙ - ๒๐๖๙)  ทรงโปรดให้รื้อเรือนหลวงของพระองค์มาสร้างมหาวิหาร    ในประชุมล้านนาไทย  เล่ม   ๒ กล่าวว่า พระองค์ทรงโปรดให้สร้างปราสาทท่ามกลางมหาวิหาร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปฏิมากร สร้างหอมณเฑียรธรรม       

                พ.ศ. ๒๐๔๗ พญาเมืองแก้ว ทรงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปใหญ่ ประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดบุปผาราม สวนดอกไม้ เป็นอารามหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ของกษัตริย์ราชวงค์มังราย    

                วัดบุปผาราม  สวนดอกไม้      เป็นวัดร้างในช่วงมีศึกสงครามพม่า เช่นเดียวกับวัดอื่น ๆ  ในเชียงใหม่     จนกระทั่ง  พ.ศ. ๒๔๒๙     พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้โปรดให้ย้ายกู่เจ้านายในราชสกุล    ณ   เชียงใหม่       จากบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัด  (ปัจจุบัน)    ไปไว้ที่วัดบุปผาราม  (สวนดอก) ตั้งแต่นั้นมา เจ้านายตระกูล  ณ เชียงใหม่  ก็ได้ทำนุบำรุงวัดนี้สืบมา

                ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานพร้อมด้วยศรัทธาของประชาชน ทั้งหลายได้ทำการปฏิสังขรณ์พระวิหารใหญ่อีกครั้งหนึ่ง  

                วัตถุสถานที่สำคัญยิ่งในวัดสวนดอก 

                ๑.    เจดีย์ประธาน    สร้างอยู่บนฐานทักษิณสี่เหลี่ยมสูง มีซุ้มประตูทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน แสดงลักษณะของเจดีย์ทรงกลมที่ปรากฏให้เห็นในกรุงพุกาม

                ๒.    เจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าตระกูล ณ เชียงใหม่ 

                ๓.    พระเก้าตื้อ    พระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะหนักเก้าโกฎิตำลึง เรียกว่า    “พระเจ้าเก้าตื้อ”เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน พญาเมืองแก้วโปรดให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๔๗ เพื่อเป็นพระประธานในวิหารวัดพระสิงห์         เมื่อหล่อเสร็จไม่สามารถนำเข้าเมืองได้    จึงได้โปรดให้สร้างพระอุโปสถประดิษฐานไว้ใกล้พระอารามบุปผาราม

              ๔.    วิหารหลวง     ลักษณ์เป็นวิหารโถง  ไม่มีฝาผนัง  รูปทรงที่เห็นในปัจจุบันเป็นรูปทรงที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ ในสมัยครูบาศรีวิชัย

 

๕. ชุมชนย่านวัดเกต   (Wat Gate)

                ในปี พ.ศ.๑๙๗๑  พญาสามฝั่งแกนได้สร้างวัดเกตและเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่ทางฝั่งนะวันออกของแม่น้ำปิง  มีชาวบ้านอาศัยอยู่รอบ ๆ วัด และมีทุ่งนากว้างใหญ่คั่นอยู่ระหว่างหมู่บ้านอื่น

                ในยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรื่องของการค้าขายทางเรือ ขึ้นล่องระหว่างเชียงใหม่กับหัวเมืองทางใต้จนถึงกรุงเทพฯ  “ท่าน้ำ     วัดเกต”  จึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจของการขนส่งทางน้ำที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๓๑๗-๒๔๖๔)

                ยุคนี้เองเริ่มมีคนต่างถิ่นต่างเชื้อชาติและศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านวัดเกต  ได้แก่ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ชาวอเมริกันเข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งสำนักงานทำไม้ในภาคเหนือ  ชาวมุสลิมจากปากีสถาน-อินเดียและจีนยูนนาน   และชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย

                ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔  เมื่อทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ และได้เข้ามามีบทบาทด้านการขนส่งแทนการขนส่งทางน้ำ การค้าขายทางเรือจึงลดบทบาทลงและหายไป  ยุคของ “ท่าน้ำวัดเกต” ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่จึงสิ้นสุดลง

                มาบัดนี้ ย่านวัดเกตเป็นดุจเพชรเม็ดเอกที่ส่องประกายสุกใสที่ยังคงปรากฏร่องรอย ทางประวัติศาสตร์ในรูปวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่าย ย่านนี้จึงเป็นย่านการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว

                ดังนั้น ณ วันนี้ที่ชุมชนย่านวัดเกตจึงมีทั้งของเก่าและของใหม่ มีทั้งย่านที่อยู่อาศัย และย่านท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรม   ในช่วงกลางวัน มีร้านค้า ร้านอาหารแหล่งบันเทิงในยามราตรี  ที่เป็นเอกลักษณ์มีความงดงามในแบบของย่านวัดเกต  ซึ่งรอคอยที่จะบอกเล่าเรื่องราวและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่าน

 

ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 

                ย่านวัดเกต  มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อันเป็นย่านที่มีถึง ๔ ศาสนา ๔ วัฒนธรรม ดังนี้

๑. หอประวัติศาสตร์โบสถ์คริสตจักรที่ ๑  จัดแสดงภาพและคำบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของการเข้ามา    ประกาศคริสต์ศาสนาของมิชชันนารีชาวอเมริกันในล้านนา 

๒. เจดีย์วัดเกตน้อย  เป็นเจดีย์โบราณของวัดร้าง   อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑

๓. พิพิธภัณฑ์วัดเกต     เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งโดยชาวบ้าน  ตั้งอยู่ในวัดเกต ปรับปรุงมาจากโฮงตุ๊เจ้าหลวง (กุฎิเจ้าอาวาส)  เดิมที่เป็นอาคารไม้ผสมปูนหลังใหญ่  จัดแสดงรูปภาพเชียงใหม่ในอดีต  เครื่องใช้ไม้สอย ของเก่าของวัดเกตและที่ได้จากการบริจาค

๔. วัดเกตการาม    สร้างขึ้นมานานนับ ๕๗๕ ปี  มีโบราณสถานที่ทรงคุณค่า  คือ พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี  ซึ่งจำลองมาจากพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่ของผู้ที่เกิดปีจอ         การไปไหว้พระธาตุเป็นค่านิยมที่สำคัญของชาวล้านนา ทุกคนต้องไปสักการบูชาพระธาตุประจำปีเกิดซึ่งเป็นที่พึ่งของตน   เพื่อความเป็นสิริมงคล มีอายุยืนและมีอานิสงส์มาก  ชาวล้านนาบางคนยังนิยมปล่อยโคมลอยขึ้นไปสักการะพระธาตุประจำปีเกิดของตนบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกด้วย

                ร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีตที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันว่าถนนสายนี้คือศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของย่านวัดเกต  คืออาคารบ้านเรือนที่งดงามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าตลอดสองฟากถนน   อาคารบางหลังยังคงใช้เป็นที่อยู่อาศัย  บางหลังปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้า  ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ผับ  นอกจากนี้ยังมีขนมของว่างดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงของวัดเกต เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู และขนมตาล เป็นต้น

 

 ๖. หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

                หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่  เป็นอาคารที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมอันงดงามสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่  ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘) แต่เดิมเคยใช้เป็นศาลาว่าการจังหวัดเชียงใหม่

                เมื่อจังหวัดเชียงใหม่ได้สร้างศูนย์ราชการจังหวัดที่ถนนโชตนา  จึงทยอยย้ายส่วนราชการจากศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ได้สร้างศูนย์กลางจังหวัดเชียงใหม่เดิมไปอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ  ดังกล่าวจนครบทุกหน่วยงานเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙  จากนั้นอาคารศาลากลางหลังเดิมจึงถูกทิ้งร้างไว้จนถึงปี  พ.ศ. ๒๕๔๐

                เทศบาลนครเชียงใหม่ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นเมืองประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่  ดังนั้นจึงร่วมกับนักวิชาการ  องค์กรภาคเอกชนและประชาชนชาวเชียงใหม่จัดตั้งหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้น  เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์

                การดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ.  ๒๕๓๓ – ๒๕๓๔  เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ขอใช้อาคารศาลากลางหลังเดิม  เพื่อปรับปรุงเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่  ทั้งได้รวบรวมแนวคิดเพื่อจัดทำโครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดเชียงใหม่  กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย  จัดทำเป็นโครงการภายใต้แผนงานเงินกู้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว  OECF  ระยะที่  ๒  ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ  ๙๕  ล้านบาท

                โครงการปรับปรุงอาคารศาลากลางหลังเดิม เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่นี้  บริษัทมรดกโลก          จำกัด  เป็นผู้ออกแบบปรับปรุงแล้วเสร็จเมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๓๙  จากนั้นเทศบาลนครเชียงใหม่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๓๙  และเริ่มดำเนินงานก่อสร้างได้ตั้งแต่วันที่  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๔๐  การปรับปรุงก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๔๓  และเริ่มดำเนินการก่อสร้างงานนิทรรศการจนแล้วเสร็จเมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๔๕    โดย  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินเปิด  หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่  เมื่อวันที่  ๕  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๕

                หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เกิดขึ้นเพื่อให้คนในท้องถิ่นได้รับรู้คุณค่าประวัติศาสตร์ รู้รากเหง้าของตนเองและบ้านเมือง รู้จักวิถีชีวิต ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของตนเอง อันจะสร้างความภาคภูมิใจและจิตำนึกในการรักษาวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป นอกจากนี้ยังป็นศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเมืองเก่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้เรียนรู้และเข้าใจนครเชียงใหม่ ตลอดจนผู้คนในท้องถิ่นอันเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

                ภายในหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ได้จัดแบ่งพื้นที่อาคารด้านหน้าเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรรวม ๑๕ ห้อง จัดแบ่งตามเนื้อหาสาระนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสร้างบ้านแปงเมือง ล่วงเลยผ่านวันเวลารุ่งเรื่องและถดถอย นำเสนอด้วยแบบจำลอง ผสานสื่ออันทันสมัย

                อาคารด้านหลังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมนิทรรศการหมุนเวียน ห้องจำหน่ายของที่ระลึก ห้องนิทรรศการ และห้องสารสนเทศ

                วันเวลาเปิดทำการ: ๐๘.๓๐-๑๗.๐๐ น. วันอังคาร ถึง วันอาทิตย์ ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ปิดทำการวันจันทร์)

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: ผู้ใหญ่ไทย ๒๐ บาท  เด็กไทย ๑๐ บาท  ผู้ใหญ่ต่างชาติ ๙๐ บาท เด็กต่างชาติ ๔๐ บาท ทัวร์ต่างชาติ ๖๐ บาท

                หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ถ. พระปกเกล้า  ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงให่ม่ ๕๐๒๐๐

โทร.๐๕๓-๒๑๗๗๙๓, ๒๑๙-๘๓๓ โทรสาร.๐๕๓-๒๑๙๘๓๓

                www.cmocity.com และ Facebook: หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

 



ฐานข้อมูล
สถิติ
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 690819