<<< ปิดเมนู >>>
:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
 
 
     
มหาราชินีศรีสยาม : พระแม่เจ้าของชาวไทย

          วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย เพียง 49 วัน ณ บ้านเลขที่ 1808 ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร นับเป็นวันแห่ง ความปลื้มปีติอีกวันหนึ่งเมื่อธิดาแห่งราชสกุล “กิติยากร” พระองค์หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวของพลเอกพระเจ้า วรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และ ม.ล.บัว กิติยากร โดยได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ว่า “สิริกิติ์” มีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”

          แต่เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลได้แต่งตั้งให้พระบิดาของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ไปดำรงตำแหน่งเลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ม.ร.ว. สิริกิติ์ พร้อมด้วยพระเชษฐาและพระขนิษฐา คือ ม.ร.ว.อดุลยกิติ์ และม.ร.ว.บุษบา จึงต้องอยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ กับท้าววนิดาพิจาริณี บิดามารดาของม.ล.บัว จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2478 พระบิดาทรงลาออกจากราชการและเสด็จกลับประเทศไทย จึงได้ทรงอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว ณ วังเทเวศร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา


          พ.ศ. 2479 เมื่อ ม.ร.ว.สิริกิติ์ อายุได้ 5 ขวบ ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนราชินีล่าง พ.ศ.2480 ได้ย้ายไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงได้ลาออกเนื่องจากพระบิดาต้องย้ายไปดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำประเทศ ฝรั่งเศส ซึ่ง ณ ที่นี่นี้เองที่ทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ได้พบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และมีโอกาสเข้าเฝ้าบ่อยครั้งจนทรงคุ้นเคยต่อกัน กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุปัทวเหตุโดยรถยนต์พระที่นั่ง ชนกับรถยนต์บรรทุก ม.ร.ว.สิริกิติ์และครอบครัวได้มาเฝ้าเยี่ยมพระอาการอยู่เสมอ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เฝ้าถวายการรักษาพยาบาลด้วย ระหว่างนั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จพระราชชนนี – พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้รับสั่งกับ ม.ล.บัวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงต้องพระราชหฤทัย ม.ร.ว.สิริกิติ์ จึงขอให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ มาอยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ ในโรงเรียนประจำ Riante Rive ซึ่งมีชื่อเสียงในการสอนวิชาภาษา ศิลปะดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์ โดยจะทรงออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และเพื่อที่ทั้ง 2 พระองค์จะได้มีเวลาศึกษา อัธยาศัยซึ่งกันและกันให้มากขึ้น

          จนกระทั่งวันที่ 12 สิงหาคม 2492 อันเป็นวันครบรอบวันเกิด 16 ปี ของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำ ราชสำนักเซนต์เจมส์ ได้จัดงานฉลองให้ธิดา ณ สถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยโดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อน และพระราชทานแหวนเพชรรูปหัวใจ (เป็นพระธำมรงค์วงที่สมเด็จ พระราชบิดา คือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนี) ให้กับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ พร้อมทั้งมีกระแสพระราชดำรัสว่า “สิ่งนี้เป็นของมีค่ายิ่ง และเป็นของที่ระลึกด้วย” จากนั้นในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2492 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ อย่างเป็นการส่วนพระองค์ที่กรุงโลซานน์

          พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จนิวัติประเทศไทย เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ม.ร.ว.สิริกิติ์ได้ตามเสด็จกลับมาด้วย และได้เข้าสู่พระราชพิธีราชาภิเษก เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ณ วังสระปทุม และในวันนั้นเองที่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินี” แห่งประเทศไทย


          นับแต่นั้นมาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงเริ่มขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นพระราชกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การเป็น “สมเด็จแม่” ของพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ คือ
          1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี
          2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณสยามมกุฏราชกุมาร
          3.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
          4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี

          โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงเอาพระทัยใส่ในการเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยพระองค์เอง ดังที่เคยทรงมีพระราชเสาวนีย์กับนักข่าวหนังสือพิมพ์สตาร์-บุลเลตินแห่งฮอนโนลูลู ถึงพระราชกิจต่างๆ ในฐานะที่ทรงเป็น พระราชินีว่า ทรงพอพระทัยในราชกิจต่างๆ แต่ทว่า “ฉันรักที่จะเป็นแม่มากที่สุด”


          ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงออกผนวชระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้มีพระบรม ราชโองการแจ้งให้รัฐบาลทราบว่า ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง “ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์” ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว จึงทรงพระกรุณาสถาปนาพระอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” นับเป็นสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์ที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของบรมราชจักรีวงศ์ และเป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกในระบอบประชาธิปไตย

          ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระบรมราชินี” จนถึง “พระบรมราชินีนาถ” ได้ทรงปฏิบัติภารกิจนานัปการ ครอบคลุมไปในสาขาต่างๆ มากมาย อาทิ

          ด้านศิลปวัฒนธรรม ได้ทรงมีพระราชปณิธานว่า “ทุกข์สุขของราษฎร คือ ทุกข์สุขของพระองค์เอง” จึงทรงมี พระมหากรุณาธิคุณพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ด้านพื้นฐานของราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงานหัตถกรรมในครัวเรือน เพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัว ตามพระราชดำริที่ว่า “คนไทยแต่ละภาคต่างก็มีฝีมือและความสามารถ พร้อมจะพัฒนาชาติให้รุ่งเรือง” โดยมีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น โครงการฝึกอบรมประดิษฐ์สิ่งของที่ทำจากป่านศรนารายณ์ ที่จังหวัดเพชรบุรี โครงการดอกไม้ประดิษฐ์ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการสนับสนุนการทอผ้าไหมมัดหมี่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการ ทอผ้าฝ้าย หัตถกรรมการจักสานย่านลิเภา การสานกระจูดในภาคใต้ การฟื้นฟูการทอผ้าไหม ผ้ายก ผ้าตีนจกในภาคเหนือ และรวมไปถึงผ้าปักของชาวไทยภูเขา เป็นต้น อีกทั้งยังทรงหาตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ไว้รองรับงานหัตถกรรมเหล่านี้อีกด้วย


          กระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2519 พระองค์ท่านจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ขึ้น โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายาก ทรงคิดชื่อนี้ถวาย และในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2523 “ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” จึงก่อกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการอบรมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพให้กับผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

          จากการที่ทรงทุ่มเทพระวรกายให้กับงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน จนเป็นที่ประจักษ์ โดยทั่วไป ทำให้นานาประเทศต่างร่วมกัน ยกย่องพระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มากมาย เช่น

          พ.ศ.2522 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรส ซึ่งเป็นเหรียญที่จัดทำขึ้น เพื่อยกย่องสตรีผู้อุทิศชีวิตและงานเพื่อช่วยยกระดับและสถานภาพ ของสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในชนบท พร้อมทั้งผลิตและจำหน่ายเหรียญดังกล่าวไปทั่วโลก โดยนำกำไรไปใช้ในโครงการพัฒนาชนบทของประเทศที่กำลังพัฒนา

          พ.ศ.2528 สมาคมเอเชียได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เพื่อเทิดพระเกียรติ ในฐานะที่ทรงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านไทย และทรงยกฐานะความเป็นอยู่ของสตรี และพ.ศ.2534 กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กแห่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

          พ.ศ.2545 สมาคมส่งเสริมวิชาการด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ประกาศนียบัตรเหรียญทองพร้อมโล่เกียรติยศ เพื่อประกาศเกียรติคุณในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการพัฒนา ศิลปหัตถกรรมไทยเข้าสู่ระดับนานาชาติ


          ด้านเกษตรกรรม ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพ ทางด้านเกษตรกรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทำโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริขึ้นหลายแห่ง เช่น ที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านหนองหมาดเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เป็นต้น นอกจากนี้ยังทรง ส่งเสริมให้ปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น ผักผลไม้ตามฤดูกาล การทำสวนส้ม ที่จังหวัดลำปาง การทำสวนกาแฟ โดยกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น


          ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ได้ทรงคัดเลือกราษฎรจากหมู่บ้านต่างๆ มาฝึกอบรมด้านสาธารณสุขเบื้องต้น จากโรงพยาบาลในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างห้องสมุดอเนกประสงค์ “ศาลารวมใจ” ขึ้น โดยจัดอีกส่วนหนึ่งให้เป็นห้องปฐมพยาบาล และให้ชาวบ้านที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วกลับมาทำหน้าที่ผู้ดูแล


          ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พระองค์ท่านได้ตระหนักถึงปัญหาทางด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย จึงทรงริเริ่มงาน “สร้างป่าคืนให้แผ่นดิน” ณ ผืนดินส่วนพระองค์ สวนหาดทรายใหญ่ บ้านเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนกว่า 78 ไร่ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้พื้นที่นี้เป็นตัวอย่างในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำ ดิน และสัตว์ป่า และด้วยทรงตระหนักว่าการที่จะรักษาป่าไม้ให้คงอยู่ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องปลูกจิตสำนึกในการสร้างความรัก ความหวงแหนในต้นไม้ทุกต้นให้กับประชาชน ดังนั้น “โครงการป่ารักน้ำ” จึงกำเนิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมบริเวณ ต้นน้ำลำธารและทรงเน้นว่า “ให้ป่าอยู่กับคนได้ คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่มีการทำลาย”


         องค์การสวนพฤกษศาสตร์ เป็นหนึ่งในหลายๆ หน่วยงานที่รับสนองพระราชดำริในการดำเนินงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของไทย เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล อนุรักษ์ และขยายพรรณพืช ทั้งพันธุ์ไม้ไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์เครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับพืช ในปี พ.ศ.2538 ได้จัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์ ที่สมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกของประเทศไทยขึ้น ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ Queen Sirikit Botanic Garden”

          ส่วนปัญหาเรื่องของสัตว์ป่านั้น พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้ง “โครงการสวนสัตว์ธรรมชาติภูเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยดำเนินการพัฒนาป่าภูเขียวเพื่อเป็นการดึงดูดสัตว์ป่า ให้เข้ามาอยู่อาศัย ให้จัดสถานที่เลี้ยงสัตว์ป่าชั่วคราวแล้วปล่อยเข้าป่าไป จากนั้นโครงการอนุรักษ์สัตว์ต่างๆ จึงได้ถือกำเนิดตามขึ้นมา เช่น โครงการอนุรักษ์ เต่าทะเล ที่เกาะมัน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ โครงการศูนย์เพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่ช่องกล่ำบน จังหวัดสระแก้ว และที่โคกไม้เรือ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น


          ด้านการศึกษา ทรงมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาให้แก่ประชาชน โดยพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจนโรงเรียนใน ถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนสอนเด็กปัญญาอ่อน เรียนช้าและพิการซ้ำซ้อน เป็นต้น สถาบัน องค์กร มหาวิทยาลัย หน่วยงานต่างๆ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยทัฟฟ แห่งรัฐแมสซาชูเซ็ทท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวาย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ ลี้ภัย สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เป็นต้น


          ด้านการต่างประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจในการต้อนรับประมุขของนานาประเทศที่มาเยือนประเทศไทย และเสด็จไปผูก สัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

          ด้านความมั่นคงของประเทศ พระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและปลอบขวัญทหารตามชายแดน ถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ ทำให้ทหารมีขวัญและกำลังใจในการต่อสู้เพื่อ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา


          ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นเหลือ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2547 นี้ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไทยทุกหมู่เหล่าต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” เป็นล้นพ้น ขอพระองค์จงทรงพระเกษมสำราญ และทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน

(ภาพพระราชทาน จากปฏิทินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) พ.ศ.2547)

 

   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com