:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
 
แม่ญิงชนเผ่า
 
     
เครื่องแต่งกายแม่ญิงชนเผ่า

เครื่องแต่งกายของหญิงอาข่า

          หญิงอาข่าในประเทศไทยมีลักษณะการแต่งกาย ที่แตกต่างกันออกไปเป็น 3 ลักษณะ อย่างไรก็ดี ลักษณะร่วมที่โดดเด่น ชัดเจนในการแต่งกายของหญิงอาข่าทั้ง 3 กลุ่มย่อยก็คือ ลักษณะการสวมหมวก ที่ประดับด้วยเหรียญเงิน ขนไก่ ขนชะนีย้อมสีเปลือก หอยเบี้ย สวมเสื้อสีดำแขนยาว ผ่าหน้าตัวปล่อย ตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงาม ทับเสื้อตัวในซึ่งมีลักษณะเหมือนผ้าคาดอก สวม กระโปรงสีดำ ตัวสั้น จับจีบเล็กๆ ด้านหลัง



          การแต่งกายของผู้หญิงอาข่าเป็นข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงความแตกต่าง ระหว่างแต่ละกลุ่มย่อย โดยการสังเกตจากลักษณะหมวก ของผู้หญิง ลวดลายการตกแต่งเสื้อผ้า แต่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็ยากที่จะสังเกตเห็นลักษณะที่แตกต่างกันเหล่านี้ ลักษณะหมวกของหญิงอาข่า ที่ใช้เป็นข้อสังเกตลักษณะย่อยของชาวอาข่า 3 แบบ คือ

          แบบที่หนึ่ง คือ แบบ “อู่โล้วอาข่า” หรือบางทีเรียกกันว่า “อาข่าหมวกแหลม”

          แบบที่สอง คือ แบบ “โลมีอาข่า” ซึ่งเป็นชื่อภูเขาใหญ่ในประเทศพม่า หรือบางทีเรียกกันว่า “อาข่าหมวกแบน”

          แบบที่สาม คือ แบบ “ลาบืออาข่า” หรือ “อาข่าจีน” หรือบางทีเรียกว่า “ผาหมีอาข่า” ตามชื่อหมู่บ้าน

การแต่งกายของหญิงชายโลมีอาข่า


          เสื้อผ้าของหญิงชายชาวอาข่าจะใช้วัตถุดิบเป็นผ้าฝ้าย ซึ่งในอดีตจะปลูกต้นฝ้ายเพื่อนำมาปั่นเป็นด้ายเอง เวลากรอฝ้าย หญิง อาข่าจะผูกกล่องฝ้ายไว้กับเอว เกี่ยวเข้าไว้กับตะขอซึ่งเกาะไว้กับ ต้นขา แล้วปั่นอย่างรวดเร็วออกมาเป็นด้ายฝ้ายหนาและเหนียว ทนทาน หญิงอาข่าจะได้เรียนรู้การปั่นด้ายตั้งแต่อายุหกถึงเจ็ดขวบ หากผู้เป็นแม่ปั่นฝ้ายเพียงคนเดียวก็จะไม่ทันใช้สำหรับทอผ้า ให้คนทั้งครอบครัว ในอดีตจึงพบเห็นหญิงอาข่าทุกวัยปั่นด้ายกันตลอดเวลาที่มือว่างจากงานอื่นๆ เช่น ระหว่างเดินไปไร่ขณะแบกฟืน หรือกลับจากไปตัก น้ำ และแม้ในเวลาที่นั่งผิงไฟในบ้านยามค่ำ แต่ในปัจจุบันหญิงอาข่ามักจะซื้อฝ้ายดิบจากคนไทย แล้วนำมาอัด เป็นก้อนใหญ่ๆ ยาวราว 20 ซม. บรรจุลงในปล้องกล่องไม้ไผ่ แล้วจึงนำมากรอเป็นเส้นด้ายต่อไป

          เมื่อได้เส้นด้ายแล้วก็จะนำไปทอโดยใช้กี่กระตุกแบบยืนทอ จนกระทั่งกลายเป็นผืนผ้า เนื้อแน่น หน้ากว้างประมาณ 17-20 ซม. แล้วจึงนำไปย้อมด้วยครามจนกว่าจะได้ผ้าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ การย้อมนี้จะใช้เวลานานราวหนึ่งเดือน เพราะจะต้องย้อมไป ย้อมมาหลายครั้ง หลังจากนั้นจึงนำไปเย็บด้วยมือเป็นเสื้อ กระโปรง กางเกง หมวก แล้วปักเป็นลวดลายต่างๆ พร้อมทั้งตกแต่งร่วม กับเครื่องประดับอื่นๆ อีก เช่น เมล็ดเดือยรูปแบบต่างๆ เม็ดเงิน (หรือเม็ดอลูมิเนียม) หรือ เครื่องเงินรูปร่างต่างๆ ลูกปัดหิน ขนนก หรือขนไก่ย้อมสี เปลือกหอยฯลฯ

          เครื่องแต่งกายของหญิงอาข่า จะประกอบด้วยหมวก เสื้อตัวสั้น ซึ่งใช้สวมคลุมทับกระโปรงสั้น ผ้าคาดเอว และผ้ารัดน่อง

หญิงอู่โล้วอาข่า


          เสื้อตัวสั้นประมาณสะโพก เย็บจากผ้าหน้ากว้าง 20 ซม. สองชิ้น นำมาต่อตะเข็บกลางหลัง ด้านหน้าเปิดอก เย็บข้างและต่อแขน ตรงไม่เว้า รอบคอซึ่งคว้านกลมติดคอ กุ๊นด้วยผ้าสี แต่ด้านหน้าปล่อยเป็นผ้าพื้นเรียบๆ ส่วนด้านหลังและแขนเสื้อปักปะด้วยผ้าชิ้น เล็กชิ้นน้อยหลากสี หญิงบางคนจะสวมเสื้อรองไว้ด้านในอีกตัวหนึ่ง เพื่อกันไม่ให้สีครามของเสื้อตกใส่ผิวเนื้อ

          กระโปรงของหญิงอาข่า จะเป็นกระโปรงตัวสั้นเหนือเข่าสวมไว้ที่ระดับสะโพก ด้านหน้ารัดเรียบ ด้านหลังจับจีบ เกล็ดถี่ลึก

          หญิงอาข่าจะสวมเสื้อบังทรงอยู่ด้านใน ลักษณะคล้ายกับผ้าพันอกของสาวไทยสมัยโบราณ ผูกหรือติดกระดุมไว้ด้านข้าง มีสายบ่าเส้นเดียวช่วยยึด เสื้อบังทรงนี้จะปักปะลวดลายตกแต่งหลายแบบ มีความยาวตั้งแต่คลุมลงมาใต้เอวถึงสั้นขึ้นไปอยู่ใต้อก หญิงอู่โล้ว และโลมีอาข่า มักจะสวมเสื้อบังทรงแบบสั้นเปลือยช่วงเอว แต่ก็ไม่แลดูโป๊ เพราะยังมีผ้าคาดเอวอยู่

          ผ้าคาดเอวของหญิงอาข่าค่อนข้างกว้างและหนา มีชายห้อยยาวลงมาจากกลางหน้าท้องถึงเข่า ปักตกแต่งด้วยกระดุม เหรียญ หอยเบี้ย และลูกปัดร้อยเป็นเส้นๆ เวลานั่งยองๆ ก็จะช่วยปกปิดได้มิดชิด

          นอกจากนี้หญิงอาข่ายังสวมผ้ารัดน่องขา ผ้ารัดน่องนั้นจะเป็นผ้าฝ้าย ทอย้อมสีครามเช่นเดียวกับเสื้อและกระโปรง ปักและปะ ตกแต่งด้วยลวดลายสีสันเช่นเดียวกับด้านหลังและแขนเสื้อ



          เด็กหญิงจะแต่งกายคล้ายกับหญิงสาว แต่ไม่ใช้ผ้าแถบและผ้าคาดเอว หมวกที่สวมก็เป็นเพียงหมวกแบบกลมหุ้มผ้าสลับสีต่างๆ ติดขนสัตว์สีขาวสีแดง มีสร้อยลูกปัดเหรียญเงินเล็กน้อย รัดแนบศีรษะ บางคนมีดอกจันแผ่นกลมๆ ที่หน้าอก แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเครื่องประดับตกแต่งให้มากขึ้นตามอายุ นุ่งกระโปรงสั้นและเสื้อตัวสั้น

เด็กหญิงอู่โล้วอาข่า


ตำนานเกี่ยวกับการแต่งกายของหญิงอาข่า

          มีเรื่องเกี่ยวกับการแต่งกายของหญิงอาข่าที่เล่าสืบต่อกันมาว่า กาลครั้งหนึ่ง หัวหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นชายชราชอบมีภรรยา สาว เมื่อภรรยาเก่าซึ่งเป็นคู่ทุกข์คู่ยากอำลาโลกไปแล้ว ก็ได้รวบรวมเงินจำนวนมากนำบรรทุกหลังม้า ไปสู่ขอลูกสาววัยรุ่นจากหมู่บ้าน ใกล้เคียง หญิงวัยรุ่นที่ตกมาเป็นภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านนี้เป็นหญิงที่สวยงามมาก แต่ชายชราผู้เป็นหัวหน้าไม่สามารถมีความสุข กับภรรยาสาวได้มากนัก นางจึงมักจะไปคบค้ากับชายหนุ่มลูกบ้านอยู่เสมอ ชายชราผู้เป็นสามีจึงกักตัวนางไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน

          วันหนึ่งมีพ่อค้าหนุ่มรูปงามนำเสื้อผ้าสิ่งของ เครื่องประดับ ลูกปัด ห่วงคอ กำไลข้อมือ บรรทุกหลังม้าเดินทางมาจากหัวเมืองไกล เมื่อมาถึงหมู่บ้านนี้เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว จึงแวะขออาศัยนอนในบ้านของชายชราผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ครั้งแรกชายชราปฏิเสธไม่ให้ พักด้วย แต่เมื่อพ่อค้าหนุ่มนำเอาผ้าสีดำ 1 ผืน ผ้าสีแดง 1 พับ และเครื่องประดับกายอื่นๆ พร้อมสุราข้าวโพดอย่างดี มอบให้แก่ชาย ชราผู้เป็นเจ้าของบ้าน เมื่อชายชราเห็นสุราและสิ่งของเลยลืมนึกถึงภรรยาของตน และคิดว่าชายหนุ่มนี้มาขอพักแรมเพียงแค่ 1 คืน คงจะไม่เป็นไร

          ฝ่ายภรรยาสาวได้แอบมองลอดรูฝาไม้ไผ่ออกมาข้างนอก เห็นว่าพ่อค้าหนุ่มเป็นคนรูปงามจึงรู้สึกรักใคร่ขึ้นมา เมื่อสามีชรา เผลอออกไปดูม้าข้างนอกบ้าน นางจึงโผล่หน้าออกไปให้พ่อค้าหนุ่มเห็น ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่า ภรรยาเจ้าของบ้านสวยงามมาก ก็หลงรัก ทันทีโดยคิดว่าเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้าน พอจะเข้าไปพูดคุยด้วยชายชราก็กลับเข้ามาในบ้านเสียก่อน เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร พ่อค้าได้เอาสุราและอาหารอย่างดีออกมาเลี้ยงชายชราเจ้าของบ้าน ชายชราทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและดื่มสุรา จนกระทั่งเมา ไม่ได้สติสลบไป

          พ่อค้าหนุ่มได้โอกาสก็เข้าหาภรรยาสาวเจ้าของบ้าน ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นลูกสาวทันที ฝ่ายหญิงสาวก็มีความพอใจชายหนุ่ม อยู่แล้วส่วนหนึ่ง จึงเพียงแต่หลีกเลี่ยงพอเป็นพิธี ภายหลังชายหนุ่มและหญิงสาวรู้ตัวว่า ตนได้ล่วงจารีตประเพณีไปแล้ว ชายหนุ่ม จึงชวนหญิงสาวหนีไปอาศัย ตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาสูง ห่างไกลออกไปจากหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้สามีของนางติดตามไปพบ ชายหนุ่มนั้น ได้โกนศีรษะไว้ผมจุกหย่อมหนึ่งอย่างหางม้า เอาผ้าสีดำโพกศีรษะ สวมเสื้อกางเกงสีดำ ส่วนหญิงสาวที่ลักพามาอยู่ด้วยก็ให้สวม กระโปรงจีบสั้นเหนือเข่า ตัดเย็บเสื้อผ้าสีดำขลิบผ้าสีขาวสีแดงตรงขอบริมชายเสื้อ ทำหมวกทรงสูง แขวนสร้อยลูกปัด ตกแต่ง ด้วยขนสัตว์ ขนนก เหรียญเงิน ลูกมะกล่ำ ฯลฯ พูดภาษาที่แปลกไปจากเดิมในเวลาที่ต้องพบปะกับชาวบ้านคนอื่น ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน จนเกิดบุตรหลานมากมาย ตั้งเป็นหมู่บ้านใหญ่ และนับเป็นต้นตระกูลของคนอาข่ามาตราบจนทุกวันนี้



เครื่องประดับศีรษะของหญิงอาข่า

          หญิงอาข่าจะไว้ผมยาว หวีแสกกลางป้ายลงมาปกใบหูทั้ง 2 ข้าง นำไปรวมกันตรงต้นคอหลัง แล้วตวัดปลายผมม้วนขึ้นไปเป็น ก้อนกลมๆ เล็กๆ เป็นจุกบนศีรษะ แล้วสวมหมวกทับไว้

          หมวกของหญิงอู่โล้วอาข่า จะมีสามชั้น ชั้นล่างกว้างกลม ชั้นบนเล็กแหลมสูงขึ้นไป ชั้นล่างทำด้วยเยื่อในไม้ซาง และหุ้มด้วย ผ้าสีดำทั้งด้านนอกและด้านใน เห็นเยื่อในไม้ไผ่สีขาว หมวกชั้นล่างประดับด้วยกระดุมเปลือกหอย เบี้ย กระดุมเงิน ลูกเดือย ลูกปัด เย็บติดกันแนบสนิทกับหมวกเป็นแถวเป็นชั้นตลอด หมวกชั้นที่ 2 ถัดจากหมวกชั้นล่างขึ้นไปแต่เล็กแคบเข้า ประดับต่างกัน ไปเล็กน้อย เพียงเพิ่มโลหะเงินแขวนห้อยลงมา มีขนสัตว์ย้อมสีต่างๆ สลับกันสวยงาม หมวกชั้นบน ยอดหมวกทำเป็นวงกลม ภายใน กลวงโดยรอบ นอกจากประดับด้วยโลหะเงิน ลูกเดือย ลูกปัด เปลือกหอย เย็บติดกับผ้าหุ้มหมวกเป็นชั้นๆ ขึ้นไปแล้ว ยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากหมวกชั้นล่างและชั้นกลางนี้อีก คือ สร้อยลูกเดือยสีขาว ขนไก่ เส้นด้ายย้อมสีต่างๆ เหรียญเงิน ฯลฯ ที่คอสวมห่วงคอเงิน 2-3 อัน ซึ่งค่อนข้างใหญ่ บางคนทัดดอกไม้ที่หู สวมกำไลแขนทำด้วยโลหะเงิน ใต้หมวกลงมามีผ้าสีดำขอบสีเหลืองสีแดง มีสร้อยประดับ ร้อยเป็นพวงลงมาหลายสิบสาย จนถึงใต้ไหล่และบ่าทั้งสองข้าง



   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com