:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
 
 
     
สิทธิของแม่ญิงล้านนา


สิทธิสตรีล้านนาในอดีต

          ปัจจุบันนี้เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอว่า ผู้หญิงได้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม หรือให้มีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย จนมีวันสตรีสากลขึ้น เพื่อต่อรองเรียกร้องสิทธิต่างๆ ต่อไป แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้หญิงไทยก็ยังไม่มีสิทธิเท่าเทียมผู้ชายอยู่ดี โดยเฉพาะสตรี ที่อยู่ตามชนบท

          แต่ถ้าเรามามองอีกมุมหนึ่ง การเรียกร้องสิทธิของสตรีย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะการ ที่ผู้หญิงได้รับรู้ข่าวสารที่นำเข้ามา จากประเทศตะวันตกจากสื่อต่างๆ ก็ทำให้ประเพณีวัฒนธรรมของไทยเสียหายเป็นอย่างมาก เช่น การวางตัวไม่เหมาะสมของผู้หญิงในสังคม การปล่อยตัวให้ออกนอกกรอบของวัฒนธรรมประเพณี เช่น ผู้หญิงในปัจจุบันสามารถ มีสามีหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน โดยการตกลงพร้อมใจกับสามีคนแรก ดูเป็นการมั่วเรื่องเพศไป

          ในที่นี้จะพูดถึงสตรีของล้านนาในอดีต ซึ่งยังอยู่ในกรอบของประเพณี ยังเชื่อใน การสั่งสอนอบรมจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะมองว่าผู้หญิงเมื่อ 30-40 ปี ที่ ผ่านมาถูกผู้ชายเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีสิทธิเสรีภาพ ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของ ผู้ชาย แต่สมัยก่อนผู้หญิงก็ยอมรับและมีความพอใจกับสิทธิที่มีอยู่นั้น เราจึงรู้ได้ว่าผู้หญิงสมัยนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความอ่อนน้อม อ่อนโยน เป็นกุลสตรีที่น่าชื่นชม ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ คือ ผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็ยอมรับอีกอย่างว่ากฎข้อบังคับ สังคมที่ใช้กับผู้หญิงในสมัยนั้น ดูเป็นการเอาเปรียบผู้หญิงมากไป เพราะผู้ชายถือว่าตนเป็นเพศสูง ส่วนผู้หญิงเป็นเพศต่ำ

สิทธิหน้าที่ของผู้หญิงภายในครอบครัว

          ผู้ชายจะถือตัวเองว่าเป็นช้างเท้าหน้า ให้ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง การเป็นผู้นำครอบครัวไม่ว่าจะไปในทางดี หรือทางเสื่อม ผู้หญิงได้ฝากความหวังไว้กับผู้ชายฝ่ายเดียว ไม่มีสิทธิที่จะเป็นผู้นำได้ ในครอบครัวแต่ละครอบครัวผู้ชายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

          การแบ่งหน้าที่การงานในครอบครัว ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย งานในหน้าที่ของ ผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นงานนอกบ้านและ ถือว่าเป็นงานหนัก เช่น งานทำไร่ ทำนา ทำสวน หรืองานที่หาเงินมาจุนเจือครอบครัว งานในบ้านก็มี เช่น งานเลี้ยงวัวควาย งานดูแลซ่อมแซมบ้านเรือน งานล้อมรั้วบ้าน จัดหาฟืน

          งานของผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นงานในบ้าน แม้จะไม่ใช่งานหนักแต่ก็เป็นงาน ที่จุกจิกต้องรับผิดชอบงานในบ้านทุกอย่าง เป็นผู้เก็บทรัพย์สินที่ผู้ชายหามาได้ไว้ เป็นคนเลี้ยงดูบุตร จัดหาอาหารทุกมื้อ จัดหาและดูแลเครื่องนุ่งห่มเครื่องนอน จัดเรื่อง น้ำกินน้ำใช้ เตรียมอุปกรณ์สำหรับไว้ซ่อมแซมบ้านเรือน

วัตรปฏิบัติของผู้หญิงในครอบครัว

          วัตรปฏิบัติของผู้หญิงในครัวเรือน เริ่มตั้งแต่เช้ามืด คือการลุกจากที่นอน ผู้หญิงจะค่อยๆ ลุก ค่อยๆ เดิน ไม่ให้เกิดเสียงดัง ที่จะเป็นการรบกวนความสุขในการนอนของสามี ยิ่งถ้าพื้นปูด้วยฟากยิ่งต้องระวัง จุดเริ่มงานของภรรยาอยู่ในครัว คือ การจุดไฟ นึ่งข้าวต้มแกง เมื่อข้าวสุกแล้วก็จะจัดหาอาหารเช้า เมื่อสามีและลูกตื่นขึ้นมา ถึงเวลาอาหาร ผู้หญิงก็จะแต่งดาขันโตกข้าวยกมาให้สามี การเริ่มกินอาหารนั้นต้องให้ฝ่ายสามีเป็นผู้ลงมือกินก่อน ผู้หญิงถึงจะกินได้ ถ้าผู้หญิงลงมือกินก่อนถือว่าไม่เคารพผู้ชายที่เป็นหัวหน้า เมื่อกินเสร็จผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ต้องยกไปล้างไปเก็บให้เรียบร้อย และสิ่งที่ห้ามผู้หญิงทำในครัวเรือนถือว่าตกต้องขึดเป็นอุบาทว์ไม่ดี เช่น การหวีผมในครัว การหอบฟืนขึ้นเรือนเมื่อถึงครัวห้ามโยน ตัดฟืนกับแม่ชีไฟ ตำครกแรงๆ หรือตำเสียงดังเกินไป ถ้าผู้หญิงใดทำครกแตกในระหว่างที่ตำน้ำพริก จะมีโทษหนัก ต้องไปบวชเป็นชีถึงจะพ้นโทษ แต่ไม่กล่าวถึงโทษของผู้ชาย ที่ทำครกแตก



          เมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน ภรรยาจะต้องเป็นผู้ซักเสื้อผ้า นำเครื่องนุ่งเครื่องนอนออกตากแดด เลี้ยงดูลูก ตักน้ำกิน น้ำบริโภค เมื่อใกล้เวลาอาหารกลางวัน ก็ต้องจัดหาอาหารกลางวันนำไปส่งให้แก่สามีที่อยู่ในไร่ในนาซึ่งอยู่ห่างจากบ้าน ในช่วงบ่าย ภรรยาก็มีงานอื่น เช่น การไพคา คือ การนำใบคามาทำให้เป็นตับเพื่อเตรียมไว้ซ่อมหลังคาเรือน เก็บผ้าที่ตากไว้ ปะชุนผ้าและ เครื่องนอนที่ขาดชำรุด ถึงแม้ว่าอยากจะนอนพักผ่อนตอนกลางวันก็ไม่กล้านอน เพราะชาวบ้านจะพากันนินทาว่าเป็นผู้หญิง ขี้เกียจ เรียกกันว่า "แม่หัวก่ายข่ม" เพราะคนล้านนาไม่นิยมนอนหลับในเวลากลางวัน และจัดเตรียมอาหารเย็น ในเวลาเย็นก็อาบน้ำให้ลูก จัดการเรื่องแสงสว่าง เมื่อสามีมาถึงอาบน้ำอาบท่าแล้ว ภรรยาจะยกกับข้าวมากินร่วมกัน

          การใช้จ่ายภายในบ้านเป็นหน้าที่ของภรรยา สามีจะเป็นฝ่ายหา ภรรยาเป็นฝ่ายเก็บ เรียกกันว่า "ผัวริเมียรอม" ถ้าการจัดหา อาหารไม่ถูกปากสามีก็จะบ่น ถ้าจัดอาหารดีเกินไปเงินทองก็จะหมดเร็ว ก็จะถูกสามีด่าว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

          ในตอนกลางคืน ภรรยาจะกินข้าวแล้วเข้านอนเลยไม่ได้ อาจจะทำงานจักสานเพื่อ เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว ส่วนสามี นั้นแม้จะนอนแต่หัวค่ำก็ไม่มีใครว่าได้ ตามธรรมเนียมแล้วภรรยาจะนอนก่อนผัวก็ไม่สมควร เมื่อเข้านอนต้องกราบเท้าสามี เพื่อ เป็นการขอขมา หรือบางท้องถิ่นที่เคร่งครัดต้องใช้มวยผมเช็ดเท้าสามีด้วย การนอนจะนอนให้หัวสูงกว่า หรืออยู่ในระดับเดียวกับ ผู้ชายก็ไม่ได้ ต้องนอนให้ต่ำลง วัตรปฏิบัติเหล่านี้ผู้หญิงผู้เป็นแม่ก็จะอมรมสั่งสอนลูกที่เป็นผู้หญิงให้ปฏิบัติสืบต่อกันไป



สิทธิสตรีในสังคมนอกบ้าน

          ในวัดมีสถานที่ที่ห้ามสตรีเข้าไป คือ ในเขตสีมาของอุโบสถ เว้นไว้แต่ว่าผู้หญิงคนนั้นเคยมีลูกผู้ชายที่ได้บวช เป็นพระภิกษุ มาแล้ว 7 คน จึงจะได้สิทธิพิเศษเข้าไปในโบสถ์ได้

          ในรั้ว หรือบริเวณองค์เจดีย์ เมื่อมีเงาของเจดีย์ทอดผ่านทางที่จะเดิน ก็ห้ามผู้หญิงเดินเหยียบเงาของเจดีย์ จะต้องเดินไป ทางอื่น สถานที่ดังกล่าวนี้ ทางวัดจะมีป้ายห้ามผู้หญิงเข้าติดไว้ที่ทางเข้าอุโบสถ และบริเวณเจดีย์ ปัจจุบันก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่

          นอกจากนั้นยังห้ามผู้หญิงล่วงล้ำ เข้าไปในเขตที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น บ่อน้ำยา บ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ ในเขตที่ตั้งของรอยพระพุทธบาท และยังห้ามจับพระพุทธรูป จับบาตรพระ จับคัมภีร์ใบลาน พับสา จับเครื่องรางของขลังทุกชนิด เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของสูง ไม่สมควรที่ผู้หญิงจะจับต้อง



          งานทำบุญในวัดเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ที่ต้องเอาใจใส่ในการส่งข้าวปลาอาหารให้พระ วันพระก็ต้องไปทำบุญตักบาตร แต่ก็มี หลายอย่างที่ผู้หญิงทำก่อนหรือทำเองไม่ได้ ตามปกติของคนในล้านนาเมื่อมีงานเทศกาล และไปรวมกันทำบุญที่วัด เมื่อเข้าไป ในวิหารสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การนำเอาดอกไม้ธูปเทียนไปใส่ขันแก้วทั้ง 3 แม้ผู้หญิงจะไปถึงก่อน จะกี่คนก็ตามก็ยังใส่ขันดอกไม่ได้ ถ้าใส่ก่อนถือว่าผิดธรรมเนียมประเพณี ต้องรอให้ผู้ชายคนใด คนหนึ่งไปถึงและใส่ขันดอกเสียก่อน ผู้หญิงจึงจะใส่ตามได้

          การนั่งในวิหาร ข้างหน้าจะเป็นที่นั่งผู้ชาย ผู้หญิงจะนั่งไม่ได้ คือ จะขึ้นไปนั่งสูงกว่า ผู้ชายไม่ได้ เข้าไปใกล้พระพุทธรูปก็ไม่ได้ ประเคนของแก่พระก็ไม่ได้ เพราะถือว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำ ยิ่งถ้าในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนจะห้ามเข้าไปในวัดเด็ดขาด เพราะถ้า ไปแปดเปื้อนในวัด ถือเป็นบาปหนัก

          ไม่ว่าผู้หญิงจะออกงานสังคมใดๆ ก็ตาม ผู้หญิงจะต้องนั่งข้างหลังและนั่งในที่ต่ำกว่า ผู้ชายเสมอ จะนั่งข้างหน้าหรือนั่งเสมอกับ ผู้ชายไม่ได้ ถ้ามีผู้หญิงที่ฝืนกฎของสังคมนั่งข้างหน้าหรือนั่งสูงกว่าผู้ชาย ชาวบ้านทั้งหลายจะพากันจ้องมองด้วยสายตาที่เหยียดหยาม และซุบซิบนินทากันว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้ประเพณี หรือข้ามล่วงประเพณี เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ และจะถามถึง พ่อแม่ของนางว่าเป็นใคร ในที่สุดจะมีคนที่คุ้นเคยเข้าไปสะกิดให้นางออกมานั่งในที่สมควร

          การทำบุญแต่ละอย่างแต่ละครั้ง ผู้หญิงไม่มีโอกาสทำได้อย่างสมบูรณ์เหมือนกับผู้ชาย ยกตัวอย่างการสร้างคัมภีร์ หรือสร้าง พระพุทธรูป ถวายวัด หญิงใดประสงค์จะสร้างก็ไปจ้างผู้เขียนผู้จารคัมภีร์เขียนให้ หรือจ้างช่างแกะสลักองค์พระพุทธรูป ในตอนท้าย ของคัมภีร์ หรือที่ฐานพระพุทธรูป จะใส่ชื่อผู้สร้างไว้ หญิงผู้เป็นเจ้าของจะไม่สามารถจับต้องคัมภีร์ หรือองค์พระพุทธรูปนั้นได้ เพราะถือ ว่าคัมภีร์ หรือพระพุทธรูปเป็นของสูง ผู้หญิงเป็นเพศต่ำไม่สมควรไปจับต้อง เมื่อถึงวันถวายคัมภีร์ ผู้หญิงจะแต่งดาเครื่องไทยทาน 1 ชุด ไปที่วัด ผู้ชายจะนำคัมภีร์วางไว้ที่ชุดไทยทาน เมื่อจะยกประเคนพระสงฆ์เพื่อรับพร หญิงผู้เป็นเจ้าของก็ไม่มีโอกาส ได้ประเคน ของ ต้องให้ผู้ชายประเคนแทน จึงเป็นที่น่าเห็นใจผู้หญิงไม่น้อย



การสำรวมของผู้หญิง

          เกิดเป็นหญิงนั้นถือว่าการสำรวมกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง จะนั่งนอนยืนเดิน ต้องสำรวมตลอดเวลา การเดินก็ต้องเดินช้าๆ เดินเร็วเรียกว่าเดินแบบม้าย่ำไฟ อยู่ในที่ ชุมชนจะวิ่งก็ไม่ได้ คนก็จะมองกันว่าผิดลักษณะผู้หญิง และมองว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี เวลาเดินผ่านผู้ชายที่นั่งอยู่ ก็ต้องน้อมตัวลง กระเหมียดผ้าถุงให้ชิดกับตัวไม่ให้ชายผ้าถุง ปลิวไปใกล้ผู้ชาย ถือว่าบาป การนั่งก็ต้องนั่ง พับเพียบ แม้แต่เวลาที่นั่งกินข้าว คือ เวลานั่งเดินยืน จะต้องให้ขาทั้ง 2 ชิดกันไว้เสมอ จะนั่งถ่างขาไม่ได้จะถูกตำหนิ ถ้าจำเป็นต้อง นอนในเวลากลางวันในบ้านของผู้อื่น ก็ต้องนอนคว่ำไม่นอนหงาย สรุปว่าเป็นผู้หญิงถ้าหนีบขาทั้ง 2 ไว้เสมอเป็นการดีที่สุด

          ถ้าผู้หญิงใดนั่งคาบันไดก็ดี ยืนคาประตูเรือนก็ดี ชาวบ้านจะมองว่า เป็นลักษณะ ผู้หญิงที่ใจไม่ซื่อตรง มักนอกใจสามีไปมีชู้กับ ชายอื่น ผู้หญิงใดที่ถ่มน้ำลายให้เกิดเสียงก็ดี ขากเสลดเสียงดังก็ดี ชาวบ้านจะถือว่าผู้หญิงนั้นเป็นคนแข็งกระด้าง มีใจเป็นนักเลง มีใจมักง่าย มีหลายอย่างที่ผู้หญิงทำอย่างผู้ชายไม่ได้ ซึ่งยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ในผู้หญิงชนบท ที่อยู่ห่างออกไป หรือผู้หญิงที่เคารพ เชื่อฟังคำอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือผู้หญิงที่มีอายุมากแล้ว

การเคารพเพศ

          เพศชายหรือเพศผู้ ถือว่าเป็นเพศที่สูงที่ประเสริฐ แม้แต่สัตว์ เช่น วัว ควาย สุนัข แมว ผู้เป็นผู้หญิงก็ต้องให้ความนับถือใน เพศ จะไม่ใช้เท้าถีบ เตะ เขี่ย หรือเหยียบ สัตว์เพศผู้เหล่านั้น ผู้หญิงใดทำถือว่าเป็นบาปเป็นกรรมติดตัวไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า

          การเลือกสัตว์ที่จะนำมาเลี้ยง ส่วนมากคนสมัยก่อน จะเลือกเอาเฉพาะสัตว์ตัวผู้ อย่างลูกสุนัข คนที่ขอไปเลี้ยงจะเลือกเอาแต่ตัวผู้ ตัวเมียไม่มีใครต้องการ จนเจ้าของต้องนำตัวเมียไปปล่อยในวัดให้พระเลี้ยง

ความปรารถนา

          เมื่อผู้หญิงรู้ว่าสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงถูกเบียดเบียน ผู้ชายได้สิทธิทุกอย่าง บวชเป็นพระภิกษุ สามเณรก็ได้ ดื่มสุราฮาเฮ ก็ไม่มีใครว่า มีภรรยากี่คนก็ได้ ก็เกิดความน้อยใจ ดังนั้นเมื่อไปทำบุญผู้หญิงจึงมักตั้งคำปรารถนาไว้ว่า ด้วยอานิสงส์การทาน ในครั้งนี้ ในชาติต่อไปขอได้เกิดเป็นผู้ชาย เชื่อกันว่าผู้หญิงที่อธิษฐานเกิดเป็นผู้ชาย ถึง 7 ชาติ จึงจะได้สมหวัง ตรงข้ามกับผู้ชาย ที่อธิษฐานเกิดเป็นผู้หญิง เพียง 1 ชาติ ก็ได้สมความปรารถนา



การยอมรับ

          ผู้หญิงทั่วไปรู้เหมือนกันว่าสิทธิต่างๆ ถูกลิดรอน ต้องอยู่ใต้หรืออยู่ต่ำกว่าผู้ชายเสมอ แต่ก็ไม่รู้จะไปร้องเรียกเอาความเป็น ธรรมจากไหน จึงต้องยอมรับความจริงทั้งกายและใจ จะฝ่าฝืนไม่ได้เพราะเป็นกฎของสังคม การยอมรับด้านจิตใจ ก็อาศัยคำสอน คำเทศน์จากพระภิกษุ และผู้เฒ่าผู้แก่คอยอบรมสั่งสอนอยู่เสมอว่า เป็นเพราะว่ามีบุญน้อยจึงได้เกิดมาเป็นเพศหญิง ให้สร้างกุศล ให้มากๆ และตั้งความปรารถนาขอเกิดเป็นผู้ชาย ในชาติต่อไป ก็คงจะสมหวังในชาติใดชาติหนึ่ง



   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com