งานวิจัยเรื่อง แนวทางการจัดการทรัพยากรบริเวณลุ่มน้ำแม่แสะ-แม่เลา

(ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีการศึกษา)

ที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย
ในปัจจุบันปัญหาการทำลายสภาพธรรมชาติในบริเวณต้นน้ำลำธาร เป็นปัญหาที่สำคัญและร้ายแรงที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ทรัพยากรแหล่งน้ำเปนปัจจัยที่สำคัญที่สุดการสูญเสียสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่เคยมีมาในอดีต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายอันมีผลกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรกรรมภายในประเทศ และการเป็นผลเสียต่อทรัพย์สินของประชากร เช่น การเกิดอุทกภัย
จากปัญหาเหล่านี้ได้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์บริเวณต้นน้ำลำธารทั้งในส่วนของรัฐและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นน้ำลำธารบริเวณภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำลำธารสายสำคัญๆ ที่ไหลไปหล่อเลี้ยงบริเวณที่ราบลุ่มในภาคกลาง
ในส่วนของรัฐบาลได้มีโครงการต่างๆ ที่มุ่งดำเนินการในการอนุรักษ์บริเวณต้นน้ำลำธารเป็นจำนวนหลายโครงการ แต่ผลดำเนินงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายสิบปี ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลไม่ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์นอกเหนือไปจากการขาดการประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน ก็คือ การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับ “คน” ทั้งนี้เพราะปัจจัยตัวนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง การทำลายและการอนุรักษ์ทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ดังนั้น สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการศึกษา เพื่อหาแนวทางการพัฒนาและการจัดการทรัพยากร จึงเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “คน” ที่อยู่ในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
การศึกษาในครั้งนี้จะมีประเด็นการศึกษาถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติทุกประเภท ได้แก่ ป่าไม้ ดิน น้ำ แหล่งแร่ สัตว์ป่า ทั้งนี้เนื่องจากสภาพความเป็นจริงที่ว่า โดยสภาพปกติเมื่อไม่มีปัจจัยมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ธรรมชาติจะมีการปรับตัวเพื่อรักษา “ดุลย์ทางธรรมชาติ” อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาจึงต้องจำเป็นคำนึงถึงดุลย์ทางธรรมชาติเป็นประการสำคัญ นั่นหมายถึงว่า การพัฒนาจะไม่สามารถเน้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เช่น การพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร จะละเลยการพัฒนาสภาพป่าไม้ ดิน และแหล่งแร่ ไม่ได้เพราะสภาพแหล่งน้ำ จังยังคงดำรงอยู่ในสภาพที่ดีได้ก็ต่อเมื่อสภาพป่าไม้ ดิน และแหล่งแร่ ยังอยู่ในสภาพที่ดีเช่นกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การกำหนดแนวทางการพัฒนาต้นน้ำลำธาร จึงจำเป็นต้องให้ความสนใจต่อทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทที่มี

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1.  เพื่อทราบถึงการเปลี่นแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของบริเวณต้นน้ำลำธาร
2.  เพื่อทราบถึงลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจของประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณต้นน้ำลำธาร ตลอดจนความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการอนุรักษ์ทรัพยากรบริเวณต้นน้ำลำธาร
3.  เพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

ขอบเขตการศึกษา

การศึกษาในเรื่องนี้มีประเด็นการศึกษาเน้นในเรื่อง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทในเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรแหล่งน้ำ ทรัพยากรแร่ธาตุ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่มีอยู่ (ผลจากการศึกษาข้อมูลพบว่า ในพื้นที่ที่ททำการศึกษาไม่มีทรัพยากรแหล่งแร่ปรากฎอยู่จึงตัดประเด็นการศึกษาเรื่องนี้ออกไป)
สำหรับของเขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและเวลาในการศึกษา จึงจำเป็นต้องเลือกศึกษาในพื้นที่ต้นน้ำลำธารขนาดเล็ก การศึกษาครั้งนี้จึงได้เลือกศึกษาบริเวณลุ่มน้ำสาขาย่อยของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตอนต้นของแม่น้ำปิงและเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นพอสมควร ได้แก่ พื้นที่บริเวณลุ่มน้ำแม่แสะ-แม่เลา

วิธีการศึกษา

การดำเนินงานศึกษา ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1                 เป็นการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของพื้นที่
ส่วนที่ 2                 เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง
สภาพแวดล้อมของพื้นที่ และผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั้ง 2 ส่วน จะนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อทราบถึงแนวโน้นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และหาข้อสรุปถึงแนวทางการดำเนินการจัดการทรัพยากรบริเวณต้นน้ำ

การเก็บรวบรวมข้อมูล
ส่วนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาในส่วนนี้เป็นข้อมูลจากแผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศเป็นส่วนใหญ่ ในขึ้นตอนนี้จะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบสภาพทางกายภาพในอดีตกับปัจจุบัน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างและเนื่องจากการศึกษาในลักษณะนี้ไม่สามารถทำการศึกษาจากข้อมูลบันทึก หรือรายงานต่างๆ ได้อย่างละเอียดชัดเจน และการที่จะศึกษาโดยการสัมภาษณ์บุคคลก็ไม่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากระยะเวลาที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่มีความแตกต่างกัน การศึกษาในส่วนนี้ จึงทำโดยการแปรข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่แสดงสภาพภูมิประเทศ ลงบนแผนที่โป่งแสง ทั้งนี้โดยใช้ข้อมูล 3 ช่วง ปี คือ ข้อมูลปีปัจจุบัน (ล่าสุดเท่าที่จะหาได้) ข้อมูลย้อนหลังจากปีปัจจุบันไป 10 ปี และ 20 ปี ตามลำดับ ข้อมูลทั้ง 3 ชุด ที่ทำการแปรผลลงบนแผ่นที่โปร่งแสงแล้ว จะนำมาทำการวิเคราะห์ร่วมกันโดยการใช้วิธีการซ้อนภาพ (Overlay Technigue) เพื่อวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากนั้นจะใช้ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติการตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพ มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ส่วนที่ 2 ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้ดงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การศึกษาในส่วนนี้จะดำเนินการดังนี้ คือ
ก.  รวบรวมเอกสารต่างๆ ได้แก่ รายงานการวิจัย บทความ ตำราทางวิชาการและข้อมูลสถิติอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ทราบว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม จากนั้น จะนำปัจจัยต่างๆ ที่พบมาเป็นแนวทางในการกำหนดตัวแปรที่จะใช้ในการศึกษาเพื่อที่จะทราบว่าในพื้นที่ศึกษามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่ นอกจากนี้จะเป็นการศึกษาถึงนโยบายและแนวทางการพัฒนาทรัพยากรทั้งในระดับชาติ ระดับกระทรวง และระดับปฏิบัติการ
ข.  การสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล การสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.  สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่ปฉิบัติงนในพื้นที่ เป็นการสัมภาษณ์ถึงลักษณะงานที่ปฏิบัติ หน้าที่ที่รับผิดชอบ และปัญหาในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น
2.  สัมภาษณ์ประชากรที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ การสัมภาษณ์ประชากรที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ จะทำการสัมภาษณ์จากหัวหน้าครัวเรือนที่ตกเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 171 ครัวเรือน โดยครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 171 ครัวเรือนนี้ ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง โดยวิธี Systematic Rardom Sampling โดยใช้จำนวนครัวเรือนตัวอย่างร้อยละ 45 ของครัวเรือน ทั้งหมดในพื้นที่สำรวจ
ข้อมูลที่ทำการสัมภาษณ์จากประชากรตัวอย่างจะประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการตั้งถิ่นฐาน ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากรของครัวเรือน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหา และความต้องการของประชากร
ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ประชากร จะนำมาทำการแปรรหัสข้อมูลและประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะแสดงผลในรูปของตารางแจกแจงความถี่ และตารางความสัมพันธ์ของตัวแปร รวมทั้งการวิเคราะห์ค่าทางสถิติต่างๆ
การวิเคราะห์ข้อมูล

นิยามศัพท์
สภาพแวดล้อม     หมายถึง     สิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่ ได้แก่ ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  หมายถึง  ข้อเสนอหรือแนวทางหรือวิธีการในการดำเนินงานจัดการ
เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่าง
มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรแต่
ละประเภทน้อยที่สุด
พื้นที่ทำการศึกษา  หมายถึง  พื้นที่ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของหน่วยปรับปรุงต้นน้ำปิงตอนบน
หน่วยที่ 4 (แม่แตง) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำแม่เสาะ-แม่เลา
ลุ่มน้ำชั้นที่ 2  หมายถึง  ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดชั้นของ
ป่าต้นน้ำ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2528
การพังทลายของดิน (Soil erosion)  หมายถึง  การชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งมีตัวการที่สำคัญหลาย
ชนิดด้วยกัน คือ ลม น้ำ การเปลี่ยแปลงอุณหภูมิ และ
อิทธิพลของพืชและสัตว์ต่างๆ

ข้อจำกัดในการวิจัย
เนื่องจากพื้นที่ที่ทำการศึกษา อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่สูงไม่สะดวกในการคมนาคม ดังนั้น การสำรวจเก็บข้อมูลบางพื้นที่ จึงไม่อาจทำได้ เช่น ที่บ้านแม่แมม หมู่ 9 ทำให้ข้อมูลในส่วนของหมู่บ้านนี้ขาดไป และเนื่องจากหมู่บ้านนี้เป็นบริเวณที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ ข้อมูลในกลุ่มประชากร กลุ่มนี้จึงไม่สามารถทำการสำรวจได้ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มประชากรที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ที่ทำลายป่าไม้มากที่สุด

 

(บทสรุป)

สรุปผลการศึกษา
ข้อมูลจากการศึกษาในเรื่องของสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และลักษณะประชากร รวมถึงประวัติการตั้งถิ่นฐานของประชากรในพื้นที่ ชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมทางกายภาพของพื้นที่ประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แต่เดิม ได้เอื้ออำนวนต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทำให้มีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มาเป็นเวลาช้านานแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะยังคงมีการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่อไปอีกในระยะยาว และอาจจะมีการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีแรงดึงดูดภายในพื้นที่เพิ่มขึ้น (จากการที่สภาพทรัพยากรธรรมชาติยังสามารถอำนวนประโยชน์ได้อยู่ประกอบกับมีการพัฒนาสิ่งอำนวนความสะดวกภายในพื้นที่ เช่น ระบบถนน ไฟฟ้า น้ำสะอาด เพิ่มขึ้น)
เนื่องจากมีการตั้งถิ่นฐานมาเป็นเวลานาน และมีการย้ายถิ่นเข้า – ออก น้อย ประชากรในชุมชนจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น โดยมีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนหลักในการปกครองและการตัดสินปัญหาต่างๆ ของชาวบ้าน สภาพทางด้านเศรษฐกิจโดยทั่วไป มีการทำสวนเมี่ยงและการรับจ้างเก็บเมี่ยงเป็นอาชีพหลักที่สำคัญ ประชากรที่อยู่ในอาชีพอื่นมีน้อยมาก ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เป็นชุมชนที่พึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจในระดับที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ในอดีตมีการติดต่อกับชุมชนภายนอกไม่มากนัก (นอกจากคนที่เป็นคนกลางในการซื้อขายเมี่ยงและสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ) แต่ในปัจจุบันสภาพการคมนาคมที่สะดวกขึ้นจึงมีการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกมากขึ้น ขณะเดียงกันระบบเศรษฐกิจก็เริ่มเปลี่ยนจากชุมชนที่พึ่งตัวเอง มาเป็นชุมชนที่พึ่งพาเศรษฐกิจจากโลกภายนอก

ลักษณะประชากรโดยทั่วไป มีการศึกษาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ มีความคิดเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆ (โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม) น้อย ส่วนใหญ่ยังคาดหวังจะให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหา สำหรับปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนประสบอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การขาดน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาด การว่างงานบางฤดูกาล ขาดแคลนไม้ใช้สอย ขาดบริการทางด้านสาธารณูปโภค-สาธารณูปการ

ในเรื่องการใขช้ทรัพยากรธรรมชาติ พบว่า ประชากรมีการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมากโดยเฉพาะจากป่าไม้และแหล่งน้ำ วิธีการในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแต่ละประเภทยังเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะทรัพยากรดินและป่าไม้ ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปอย่างไม่มีประสิทธภาพ อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่าประชาชนได้เริ่มมีความตระหนักในปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้น จึงมีความพยายามที่จะรวมกลุ่มกันเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ และเริ่มมีการใช้เทคนิคในการอนุรักษ์ดินและน้ำในการเพราะปลูกพืช
ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่อยู่ในระดับที่น่าวิตก แม้ว่า จะมีการใช้ที่ดินในเขตป่าต้นน้ำลำธารไปเป็นไร่เลื่อนลอย และทิ้งเป็นไร่ร้าง เป็นจำนวนมาก หรือ แม้แต่จะมีการทำการ เพาะปลูกพืชไร่โดยไม่ใช้วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงการใข้พื้นที่ลาดเอียงเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทั้งนี้เพราะ ชนิดของพืชที่เพาะปลูกกันเป็นส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้น คือ ชา ซึ่งเป็นการเปลูกที่ก่อให้เกิดการสูญเสียหน้าดินไม่มากนัก และระบบการเพาะปลูกพืชที่ก่อให้เกิดการสูญเสียหน้าดินมาก และอาจเป็นปัญหาต่อการพังทลายหน้าดิน เช่น การทำนา การเพาะปลูกพืชไร่ มีไม่มากนัก นอกจากนี้ ในเขตพื้นที่ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ ทำการปลูกไม้ทำแทนพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายอีกด้วย

แนวทางการจัดการทรัพยากร

ทรัพยากรธรรมชาติที่มีในพื้นที่และถูกกระทบจากการใช้ประโยชน์ของประชาชนมี 3 ประเภท ที่สำคัญ คือ ดิน น้ำ และป่าไม้ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ถึงวิธีการใช้ประโยชน์ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแต่ละประเภทของประชาชน ประกอบกับนโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่ พอจะสรุปถึงแนวทางการจัดการทรัพยากรในบริเวณได้ ดังนี้
1.  ทรัพยากรดินและน้ำ ปัจจัยทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรดินมากที่สุด ได้แก่ การตั้งถิ่นฐาน การตัดถนน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่จะควบคุมการขยายตัวของการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำที่ 1A
ในแง่ของการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก จากสมรรกนะดิน ระดับความลาดชัน ระดับความสูง นับว่ามีความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในด้านการปลูกพืชสวน และไม้ยืนต้นซึ่งจากสภาพการณ์การเพาะปลูก ประชากรส่วนใหญ่ก็ใช้ประโยชน์ได้เหมาะสมอยูแล้ว แต่เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งอาจเป็นผลเสียในระยะยาวได้เพราะในขณะนี้ประชากรบางส่วน เริ่มมีการเปลี่ยนพืชจากชาไปเป็นพืชสวนชนิดอื่นๆ เช่น ลิ้นจี่ กาแฟ หรือแม้แต่เปลี่ยนจากชาพันธุ์พื้นเมือง เป็นชาพันธุ์ดีจากใต้หวัน ดังนั้น จึงควรจะได้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมแก่สภาพดิน และควรจะได้มีการเผยแพร่ความรู้ทางด้านเทคนิคและวิธีการส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมแก่สภาพดิน และควรจะได้มีการเผยแพร่ความรู้ทางด้านเทคนิคและวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ ในการเพาะปลูก เช่น การใช้วัสถุคลุมดินในการปลูกพืชสวน หรือไม้ยืนต้น รวมถึงการทำรางระบายน้ำ ในพื้นที่เพาะปลูก
ส่วนทรัพยากรแหล่งน้ำ ในแง่ของคุณภาพและปริมาณในภาวะปัจจุบันยังไม่เป็นปัญหามากนัก อย่างไรก็ตามแนวโน้มในอนาคตที่ประชากรจะเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเพาะปลูกจากชาไปเป็นพืชสวน อัตราการใช้สารเคมีอาจจะมีสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลเสียต่อคุณภาพน้ำได้เพราะการระบายน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกเกือบทั้งหมดจะระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั้งสิ้น ประกอบกับการขาดความรู้ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ในระยะยาวอาจเป็นผลให้มีการสูญเสียดินและการพังทลายของดิน อันเป็นสาเหตุของการตกตะกอนในแหล่งน้ำ เพิ่มมากขึ้น และเป็นผลให้แหล่งน้ำธรรมชาติมีการตื้นเขิน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเผยแพร่ หรือรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนักในปัญหาที่จะเกิดขึ้น และส่งเสริมให้มีความรู้ในเรื่องของการอนุรักษ์แหล่งน้ำ
2.  ทรัพยากรป่าไม้ ในปัจจุบันทรัพยากรประเภทนั้ได้ถูกทำลายไปมาก แม้ว่าจะได้มีการปลูกทดแทนบ้างแล้วก้ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากประชาชนยังมีความต้องการใช้ไม้เพื่อทำประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ไม้สำหรับเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้น ในการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้ได้ก่อน ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าจึงลดลงหรือหมดไป
วิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ อาจทำโดยใช้ระบบวนเกษตร(Agro-forestry) เข้ามาช่วย หรืออาจทำโดยการผ่อนผันให้มีการปลูกป่าพืชสำหรับชุมชนขึ้นในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านนอกจากนี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำคือการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ เพราะในสภาพการณ์ปัจจุบัน ประชาชนในท้องถิ่นได้มีความตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้แล้ว หากแต่ยังขาดวิธีการหรือแนวทางในการอนุรักษ์ป่า รัฐจึงควรถือโอกาสนี้ในการส่งเสริมความรู้ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าไม้และเร่งดำเนินงานเพื่อสร้างสำนึกในความสำคัญของป่าไม้ ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ด้วย เช่น อาจจัดพื้นที่ป่าไม้ให้ชุมชนรับผิดชอบดูแลการใช้ประโยชน์และการบำรุงรักษา เป็นต้น นอกจากนี้แล้วในส่วนของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งมีผลโดยตรงต่อการทำลายและการเสริมสร้างเนื้อที่ป่าไม้ เช่น การปลูกพืชไร่ ไม้ยืนต้น หรือพืชสวน รัฐควรจะต้องเข้าไปดำเนินงานในส่วนของการให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดของพืช วิธีการบำรุงรักษา ที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้
3.  ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรประเภทนี้ เป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรทุกประเภท ทั้งในแง่ของการทำลายและการเสริมสร้าง ผลจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ประชากรในท้องถิ่นเป็นผู้มีระดับความรู้ค่อนข้างต่ำ และขาดโอกาสในการได้รับความรู้ใหมๆ ในการประกอบอาชีพ สื่อความรู้ที่เข้าถึงประชาชนในท้องถิ่นมากที่สุด คือ กลุ่มเพื่อนบ้านหรือญาติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีระดับความรู้ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก การยกฐานะความรู้จึงเป็นอย่างเชื่องช้า นอกจากนี้ก็คือ วิทยุ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ระดับทัศนคติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรมธรรมชาติของประชาชนจะอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม พบว่า การที่ประชาชนในท้องถิ่นมีแกนกลางในการปกครอง (ทั้งทางกฏหมาย และการยอมรับจากสังคม) เป็นสิ่งเดียวกัน คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผลให้การรวมกลุ่มกันเพื่อทำประโยชน์เป็นไปได้ไม่ยากนัก กลุ่มที่มีอยู่ในปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มเห็นว่า มีกลุ่มเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น กลุ่มปลูกป่า
โดยเหตุที่ทรัพยากรประเภทนี้ มีส่วนที่กระทบต่อปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทโดยตรง จึงควรเร่งดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรประเภทนี้ก่อนเป็นอันดับแรก โดยการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่ ในแง่ของการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ และการพัฒนา ทั้งนี้โดยต้องเน้นให้เห็นถึงผลกระทบจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเกิดต่อประชาชนในท้องถิ่น เพื่อให้ประชากรเกิดความสำนึกและความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากร และจะเป็นผลให้การดำเนินในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้แล้วในแง่ของการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์หรือพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ควรต้องพิจารณาถึงปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นด้วย เพราะการดำเนินการใดๆ ที่สามารถแก้ปัญหาและสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ ย่อมจะได้รับความร่วมมือในจากประชาชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี โดยการดำเนินงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้อาจทำโดยผ่านแกนกลางที่สำคัญในท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์ หรือมีมาตรการในการดำเนินงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเด็ดขาด จึงจะสามารถสงวนและรักษาสภาพทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับแนวทางในการดำเนินงานเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นี้ ผลจากการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า จำเป็นจะต้องมีการประสานการทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายพัฒนาที่ดินและป่าไม้และควรจะได้มีการประสานงานกันตั้งแต่ระดับนโยบายลงมาจนถึงหน่วยปฏิบัติ การดำเนินงานจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ นอกจากนี้แล้วในแง่ของการกำหนดนโยบาย ควรมีนโยบายที่แน่นอนชัดเจน และควรมีการประสานแผนการทำงาน และแผนงานประมาณ ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง