งานวิจัยเรื่อง การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(บทคัดย่อ)

                โครงการวิจัยเรื่อง ความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินงานศึกษาและติดตามสถานการณ์ปัญหาการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคเหนือ และศึกาถึงความเป็นไปได้ในการนำนโยบายการจัดการขยะของประเทศมาใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้กำหนดให้การจัดการขยะมูลฝอยชุมชน มีรูปแบบเป็นศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจรโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายๆ แห่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน ร่วมกันลงทุนและร่วมกันบริหารจัดการ
การดำเนินงานศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยสุ่มตัวอย่างเพื่อสำรวจความคิดผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกคอรงส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน มีจำนวนตัวอย่างที่ตอบแบบสำรวจรวม 622 ตัวอย่าง นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษารายกรณี ในกรณีการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมของเทศบาลตำบลเวียงฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินงานโครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้ามากที่สุดในประเทศไทย
ผลจากการศึกษาปัญหาการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพค่อนข้างจำกัดในการจัดการขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก เช่น เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล พบว่า ศักยภาพและความพร้อมในการให้บริการด้านการจัดการขยะอยู่ในระดับต่ำมาก จะเป็นต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านเทคโนโลยีการกำจัดขยะ สำหรับปัญหาสำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งประสบอยู่ คือ การขาดความร่วมมือจากประชาชนในการจัดการขยะ ทั้งด้านการลดปริมาณขยะที่ต้นทาง การจ่ายค่าธรรมเนียมขยะ
การศึกาทัศนะของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับนโยบายการจัดการขยะในรูปแบบเป็นศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร พบว่า ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่เห็นว่าแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้เกิดความประหยัดในทุกเรื่อง ทั้งด้านพื้นที่ทิ้งและกำจัดขยะ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านเทคโนโลยีการจัดการขยะ ด้านการบริหารจัดการ ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาขยะอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่คิดว่า องค์กรของตนมีความพร้อมในการเป็นแกนนำการดำเนินโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมและเห็นว่า นโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แต่จากการที่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานจัดการขยะในพื้นที่รับผิดชอบ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่เห็นว่าการดำเนเนโครงการเกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย ยังมีปัญหาอุปสรรคที่จะต้องแก้ไขหรือเตรียมการแก้ไขอีกมาก เช่น การหาพื้นที่ทิ้งและกำจัดขยะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับขยะจำนวนมากจากทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการ การกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง การจัดสรรผลประโยชน์จากการดำเนินงาน การหารูปแบบการบริหารจัดการโครงการที่เหมาะสม การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ การสร้างความร่วมมือจากประชาชนในการดำเนินโครงการ
การวิเคราะห์โดยใช้ SWOT Analysis พบว่า โอกาสที่จะดำเนินงานโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมตามนโยบายการจัดการขยะมีความเป็นไปได้ เนื่งจากสถานการณืปัญหาการจัดการขยะในปัจจุบัน เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องต้ดสินใจเลือกใช้การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ประกอบกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีด้านศักยภาพและความพร้อมอยู่พอสมควรในที่จะดำเนินการหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ และไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กที่มีศักยภาพและความพร้อมในการจัดการขยะต่ำ และต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก กรณีเช่นนี้ รัฐจำเป็นต้องมีระบบการสนับสนุนเพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กที่อยู่กระจัดกระจายกันในพื้นที่ห่างไกลสามารถจัดการขยะในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาขยะและโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะร่วมกัน ในรูปแบบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร ตามนโยบายการจัดการขยะของประเทศ เกิดประสิทธิผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะร่วมกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้

    • ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องร่วมกันสร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนในหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle หรือ PPP) เพื่อให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะตามปริมาณขยะที่ผลิต
    • การดำเนินงานโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมในระยะแรก สิ่งสำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งต้องทำความเข้าใจร่วมกันให้เกิดความชัดเจนและตรงกัน คือ หลักการวัตถุประสงค์ เป้าหมาย รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงานโครงการ
    • ในการดำเนินงานต้องเปิดโอกาสให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการมีส่วนร่วมพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการดำเนินโครงการทุกขั้นตอนและทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการ และการดำเนินงาน
    • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ต้องพัฒนาระบบการจัดการขยะในพื้นที่ของตนเองให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดการขยะของประเทศ โดยจัดการขยะในพื้นที่ตามหบักการและแนวทางการจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อให้การจัดการขยะเกิดประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายตามกรอบแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม  (พ.ศ.2545-2549)
    • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งควรมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่ เช่น ปริมาณขยะพื้นที่จัดเก็บขยะ บุคลากร เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการจัดการขยะ การขอรับการสนับสนุนงบประมาณ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมขยะ การพิจารณาสัดส่วนการลงทุนและการแบ่งผลประโยชน์ในโครงการการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม
    • เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะมีขั้นตอนในการทำงานหลายขั้นตอน จึงเป็นภาระหนักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะต้องรับผิดชอบทั้งการจัดหางบประมาณ บุคลากร การบำรุงรักษาและการบริหารจัดการ จึงควรส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะมากขึ้น โดยการให้สัมปทานการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระงานยังได้รับผลประโยชน์ในรูปรายได้และภาษี
    • รูปแบบการบริหารจัดการโครงการกำจัดขยะแบบศูนย์รวมที่มีความเหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ ระบบสหกรณ์ เพราะจะได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการให้คำปรึกษาในการบริหารจัดการและความช่วยเหลือต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเงิน
    • สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการขยะแบบศูนย์รวมร่วมกับองค์กรอื่น กิจกรรมสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะ คือ การลดปริมาณขยะที่ต้นทาง

     

(ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีการศึกษา)

1. ความสำคัญและที่มาของปัญหา
การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการของเสีย เช่น น้ำเสีย ขยะ ของเสียอันตรายฯ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทุกวัน เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีจะก่อให้เกิดปัญหาที่ทับทวีและส่งผลรุนแรงขึ้นทุกวัน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ปัญหาการจัดการของเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะ จึงเป็นปัญหาที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการทั้งด้านการแก้ไขและป้องกัน อย่างไรก็ดี การดำเนินงานแก้ไขและป้องกันปัญหาขยะมิใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่ายและในเวลาที่รวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะที่มีประสิทธิผล ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานทางวิชาการ ด้านเทคโนโลยีการกำจัดขยะ เทคโนโลยีการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ และหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน เช่น สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สำนักงานจังหวัด สำนักงบประมาณ ฯลฯ
การดำเนินงานแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีประชากรจำนวนไม่มาก เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล อาจดำเนินการได้ง่ายเพราะปริมาณขยะมีจำนวนไม่มากและสามารถหาพื้นที่กำจัดขยะได้ง่ายแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่หรือพื้นที่ที่เป็นแหล่งดึงดูดประชากร เช่น แหล่งท่องเที่ยว แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมฯ การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมักจะประสบปัญหาการดำเนินงานมาก และต้องดำเนินการแก้ปัญหาหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน อาทิเช่น การศึกษาหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการกำจัดขยะ การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ การทำความเข้าใจและการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในการแก้ปัญหาขยะ ฯลฯ ต้องใช้ผุ้เชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชามาร่วมกันศึกษาเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการกำจัดขยะ ศึกษาหาวิธีการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ความสามารถของท้องถิ่นในการลงทุนและการคืนทุนของระบบกำจัดขยะ เป็นต้น
ผลการศึกษาในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นเกือบทุกแห่งไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะสร้างระบบกำจัดขยะด้วยตนเอง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานจากรัฐหรือแหล่งทุนภายนอก รายงานการศึกษาส่วนใหญ่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่คล้ายคลึงกัน คือ รัฐควรสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาระบบกำจัดขยะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทำหน้าที่ให้บริการกำจัดขยะแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อประหยัดงบประมาณการลงทุนพัฒนาระบบกำจัดขยะของรัฐ ซึ่งรัฐลบาลในสมัยนายชน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้นำข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาดังกล่าวนี้ มากำหนดเป็นนโยบายและมาตรการเชิงปฏิบัติในการสนับสนุนงบประมาณด้านสร้างระบบกำจัดขยะแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกว่า “นโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม” ซึ่งกำหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงกันร่วมกันบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้ในแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2542-2549
ตั้งแต่มีการประกาศใช้นโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ปราฏกว่า จนถึงปี พ.ศ. 2544 ก็ยังไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดดำเนินการตามนโยบายนี้ได้ ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ นโยบายดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาสำคัญที่สุดในการแก้ไขและป้องกันปัญหาขยะ คือ การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ ซึ่งได้แก่ การหาพื้นที่กำจัดขยะ การจัดเก็บและรวบรวมขยะ การขนส่งขยะ การกำจัดขยะ และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนนอกจากนี้ ผลการศึกษาที่ผ่านมายังพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งบริหารจัดการระบบกำจัดขยะด้วยตนเองเพียงแห่งเดียว ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะของตนเองได้อย่างมีประสิทธิผล จึงต้องบริหารจัดการระบบกำจัดขยะร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งๆ ตามแนวนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ซึ่งก็อาจจะเกิดปัญหาการบริหารจัดการได้เช่นกัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงประสงค์จะทำการศึกาถึงปัญหาและอุปสงค์ต่างๆ ในการกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ตลอดจนศึกษาว่าจะมีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดได้หรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร แนวนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมควรดำเนินต่อไป หรือควรต้องมีการทบทวนใหม่

2. วัตถุประสงค์

  1. ศึกษาปัญหาการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  2. ศึกษาทัศนะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม
  3. ศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  4. เสนอแนวทางการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

  1. ทราบถึงปัญหาการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  2. ทราบถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารจัดการขยะแบบศูนย์รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  3. ทราบถึงปัจจัยหรือกลไกลที่จะทำให้การบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมเกิดประสิทธิผล
  4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีแนวทางการดำเนินงานบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม
  5. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนหรือทบทวนนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม

4.  ระเบียบวิธีวิจัย

  • รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เป็นการศึกษาเพื่อทบทวนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบทบาท ภาระกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจัดการขยะ
  • ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการจัดการขยะและแรบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล) โดยการสอบถามและการจัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันระหว่างคณะนักวิจัยและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • สุ่มตัวอย่างผู้บริหารเทศบาล ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (เฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลระดับ 1 ถึง 4 ) และเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้างานที่เกี่ยวข้องกับการบรหารจัดการขยะ เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการรวบรวมและกำจัดขยะร่วมกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยทำการสุ่มตัวอย่างผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคเหนือ จำนวน 14 จังหวัด ได้จำนวนตัวอย่างรวม 1,522 ตัวอย่าง สำหรับพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์ ส่วนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอื่นๆ ใช้วิธีให้กรอรแบบสอบถามโดยการจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ซึ่งผลการเก็บรวมรวมข้อมูลจากการสำรวจทั้งสองวิธีได้จำนวนแบบสอบถามทั้งสิ้น 622 ตัวอย่าง
  • ศึกษากรณีตัวอย่างการดำเนินการโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม โดยทำการศึกษาจากกรณีของเทศบาลตำบลเวียงฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มดำเนินการตามนโยบายการบริหารจัดการระบะกำจัดขยะแบบศูนย์รวม การศึกษาใช้วิธีการสัมภาษณ์ สังเกตการประชุม และการจัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อทราบถึงปัญหา อุปสรรค และปัจจัยของความสำเร็จในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว
  • การประมวลผล ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสำรวจโดยใช้แบบสำรวจ ได้นำมาประมวลผลด้วยโปรแกม  SPSS PC++
  • ข้อมูลจากการสัมาษณ์ การสำรวจความคิดเป็นและข้อมูลจากเอกสาร ได้นำมาประมวลและวิเคาราะห์ร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค ศักยภาพ และความเป็นไปได้ในการดำเนิการตามนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายบริหารจัดระบบการกำจัดขยะแบบศูนย์รวม

 

(บทสรุป)

  • ที่มาของนโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม  การจัดการของเสีย

เป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการ แต่ผลการศึกษาในพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่ง พบว่า เกือบทุกแห่งไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะให้การบริการด้านการกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจึงเป็นสาเหตุของปัญหามลพิษ ประเด็นปัญหาการจัดการของเสียที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือ ปัญหาการจัดการขยะ เนื่องจากเป็นของเสียที่เกิดขึ้นทุกวันและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามระดับการพัฒนาของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะดำเนินงานให้บริการด้านกำจัดขยะได้
การศึกษาเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ได้ให้ข้อเสนอแนะ
ที่คล้ายคลึงกัน คือ รัฐควรสนันสนุนงบประมาณการพัฒนาระบบกำจัดขยะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทำหน้าที่ให้บริการกำจัดขยะแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อประหยัดงบประมาณการลงทุนพัฒนาระบบกำจัดขยะของรัฐ รัฐลบาลสมัยนายชน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการเชิงปฏิบัติในการสนับสนุนงบประมาณด้านสร้างระบบกำจัดขยะแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกว่า “นโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม” ซึ่งกำหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงกันร่วมกันบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้ในแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2542-2549
ตั้งแต่มีการประกาศใช้นโยบายการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม หลายจังหวัดได้มีความพยายามที่จะดำเนินงานโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ซึ่งรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ด้วย แต่ปราฏกว่า จนถึงปี พ.ศ. 2545 ก็ยังไม่มีจังหวัดประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามนโยบายนี้

  • นโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนและการบริหารจัดการขยะแบบศูนย์รวม

แนวทางและมาตรการดำเนินงานในกลยุทธ์ที่ 2 ของยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษ ตามกรอบแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2545-2549) ได้กำหนดวัตถุประสงค์และรูปแบบการดำเนินงานแก้ไขปัญหาขยะ ดังนี้

    • วัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อให้การจัดการขยะมูลฝอยสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและสนองต่อเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และ 9 จึงได้มีการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทยขึ้น (กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม , 2542) โดยกำหนดรูปแบบการกำจัดขยะมูลฝอยให้เป็นการบริหารจัดการแบบศูนย์กำจัดขยะที่สามารถรองรับปริมาณขยะมูลฝอยจากชุมชนหลายๆ แห่งรวมกัน เพื่อลดปัญหาการบริหารจัดการขยะมูลฝอยแต่ละชุมชน และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงาน ดังนี้
      • ให้มีอัตราการผลิตขยะมูลฝอยไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่คน ต่อวัน ภายในปื พ.ศ. 2544
      • มีอัตราการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ.2544 และร้อยละ 15 ในปี พ.ศ. 2549
      • ให้มีปริมาณขยะมูลฝอยตกค้างในเขตเทศบาลไม่เกินร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2544 และร้อยละ 15 ในปี พ.ศ. 2549
      • ให้ทุกจังหวัดมีแผนงานการจัดการขยะมูลฝอยในรูปแบบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยส่วนกลางที่ท้องถิ่นต่างๆ สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยจัดให้มีศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 (หรือ 38 จังหวัด) ของจำนวนจังหวัดทั้งหมดในปี พ.ศ. 2549
    • มาตรการหลักในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย ได้กำหนดมาตรการหลักในการดำเนินงานดังนี้
      • ให้มีการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยใช้ร่วมกันหลายชุมชน
      • ส่งเสริมการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนทั้งการกำจัดขยะ และการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์
      • สนับสนุนให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการจัดการขยะมูลฝอย หรือการติดตามตรวจสอบ
      • ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผุ้จ่าย
      • ปรับปรุงกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม
      • ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแก่เยาวชน โดยให้การศึกษาและรณรงค์ให้ความรู้ รวมทั้งให้ประชาชนและ ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
      • ฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน
      • สนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีระบบ

 

    • รูปแบบการดำเนินงานตามนโยบายการบริหารจัดการขยะแบบศูนย์รวม คือ จัดให้มีระบบจัดการขยะมูลฝอยแบบศูนย์รวมซึ่งหลายชุมชนใช้ศูนย์กำจัดร่วมกัน โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการและบริหารจัดการ และมีหน่วยงานราชการส่วนกลางสนับสนุนให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและงบประมาณ โดยเน้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
      • ให้โครงการศูนย์จัดการขยะมูลฝอยชุมชนแต่ละศูนย์ สามารถรองรับการจัดการขยะมูลฝอยได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในช่วงปี โดยองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล) มีข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดปริมาณขยะมูลฝอยขั้นต่ำที่จะส่งเข้ากำจัด และกำหนดอัตราการจ่ายค่ากำจัด
      • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงในการจัดการขยะมูลฝอย เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และเป็นผู้ดำเนินงานศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย
      • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ตั้งสถานีขนถ่าย สถานที่กำจัด ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ และมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบ ตลอดอายุของโครงการ
      • การเลือกที่ตั้งโครงการ ให้พิจารณาใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินของรัฐ เป็นลำดับแรก และนำมูลค่าเข้ามาคิดเป็นต้นทุนในการดำเนินโครงการตลอดอายุของโครงการด้วย
      • ให้มีการประมาณวงเงินงบประมาณรวมตลอดอายุโครงการ และประมาณการขยายไว้ล่วงหน้า และให้ระบุแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมด้วยทุนโครงการ
      • การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการ ต้องมีแผนงานและร่วมรับผิดชอบในระบบเก็บขน และระบบการเก็บเงินค่าธรรมเนียมบริการจัดการขยะมูลฝอย
      • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้รับเป็นเจ้าของโครงการควรจัดหาเอาชนหรือองค์กรเอกชน เป็นผู้ร่วมทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม
      • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการกันกำหนดข้อสัญญา ระเบียบปฏิบัติและค่าธรรมเนียมกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการจ้ดเก็บจากผู้รับบริการ และให้แต่ละท้องถิ่นนำส่งให้ท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของโครงการเพื่อเป็นค่ากำจัดตามข้อตกลงร่วมกัน
      • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการ ปรับปรุงการจัดเก็บค่าบริการเก็บขนขยะมูลฝอยให้มีประสิทธิภาพ และพอเพียงต่อการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน
      • ให้หน่วยงานส่วนกลางและชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ร่วมเป็นคณะทำงานในการติดตาม กำกับ ดูแล ตรวจสอบ ประเมินผล
  • สถานการณ์ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนในภาคเหนือ พื้นที่ภาคเหนือตอนบนมี

ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนในปี 2544 ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันปี 2543 คือ ประมาณ 1,360 ตัน ต่อวัน โดยในปี 2544 มีอัตราการผลิตมูลฝอยอยู่ระหว่าง 0.5-0.8 คนต่อกิโลกรัม ต่อวัน (ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายการลดอัตราการผลิตขยะตามกรอบแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2545-2549) ที่กำหนดว่า จะต้องลดอัตราการผลิตขยะลงให้เหลือร้อยละ5 ในปี 2540 เป็นร้อยละ 10 ในปี 2544 (ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตามกรอบแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จะเห็นได้ว่า โดยภาพรวมของพื้นที่ภาคเหนือ สถานการณ์ปัญหาการจัดการขยะอยู่ในระดับที่ยังไม่เป็นปัญหามากนัก แต่เมื่อพิจารณาพื้นที่จะพบว่า จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูนเป็นพื้นที่ที่สถานการณ์ปัญหาการจัดการขยะอยู่ในระดับวิกฤต โดยปัญหาการจัดการขยะของจังหวัดลำพูนจะเป็นประเด็นปัญหาขยะพิษหรือขยะอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนจังหวัดเชียงใหม่เป็นปัญหาจัดการขยะมูลฝอยชุมชนในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรต้องพิจารณาก็คือ ในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณด้านการจัดการขยะจำเป็นหรือไม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องจัดทำเป็นโครงการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวมเท่านั้น เพราะมีองค์กรปกครองส่สนท้องถิ่นจำนวนมากที่อยู่ห่างไกลความเจริญ (เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลที่อยู่บนพื้นที่สูง) และไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง ในกรณีเช่นนี้ต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้องค์กรบริหารส่วนตำบลขนาดเล็กที่อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ห่างไกลสามารถจัดการขยะในพื้นที่ด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

 

(ข้อเสนอแนะ)

  1. ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องร่วามกันสร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนในหลักการ”ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle หรือ PPP) เพื่อให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดขยะว่าจะต้องเป็นผู้รับภาระในการจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดการขยะ
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ต้องพัฒนาระบบการจัดการขยะในพื้นที่ของตันเองให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดการขยะของประเทศ
  3. เนื่องจากการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะแบบศูนย์รวม เป็นระบบการบริหารที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งและหลายระดับต้องร่วมกันจัดการ ดังนั้น ในระยะแรกของการดำเนินงานโครงการ ทุกองค์กรที่เข้าร่วมต้องทำความเข้าใจร่วมกันให้เกิดความชัดเจนและตรงกันเกี่ยวกับนโยบายการดำเนินงาน ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ
  4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นแกนนำ ต้องเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการมีส่วนร่วมพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการดำเนินงานทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ในการดำเนินโครงการ
  5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งที่ร่วมโครงการต้องพัฒนาระบบการจัดการขยะในพื้นที่ตัวเองให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารการจัดการขยะของโครงการ
  6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งควรมีการรวบรวมข้อมูลจัดการขยะในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการจัดการขยะ การขอรับการสนับสนุนงบประมาณ
  7. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งควรมีการวางแผนและการวางระบบควบคุมงาน เพื่อที่จะสามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  8. เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะมีขั้นตอนในการทำงานหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่เก็บรวบรวมขยะ การขนส่งไปยังจุดพักขยะ แปรสภาพ และการกำจัดหรือทำลาย ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จึงเป็นภาระหนักยิ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องรับผิดชอบทั้งการจัดหางบระมาณ บุคลากร การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการ จึงพบว่า รูปแบบและวิธีการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะบางขึ้นตอน
  9. สำหรับรูปแบบการบริหารจัดการโครงการกำจัดขยะแบบศูนย์รวม ที่มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมกันดำเนินงานนั้น รูปแบบการบริหารการจัดการที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ ระบบสหกรณ์ เพราะการจัดตั้งเป็นสหกรณ์จะได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการให้คำปรึกษาในการบริหารจัดการและความช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  10. รูปแบบการลงทุนและการบริหารการจัดการขยะ เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพิจารณาและตัดสินใจ มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ทุกองค์กรต้องพิจารณา อาทิ ฐานะทางการเงินของท้องถิ่น กฏหมาย ระเบียบ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของท้องถิ่นในการร่วมลงทุนและร่วมบริหารจัดการ

การพิจารณาว่า รูปแบบการลงทุนและบริหารจัดการขยะมูลฝอยควรจะดำเนินการโดยเอกชนหรือรัฐบาลนั้น อาจพิจารณาเปรียบเทียบจากข้อดี ข้อเสีย ในการจัดการขยะมูลฝอย ดังนี้
ข้อดี(ภาคเอกชน)

  1. ลดภาระของรัฐ ทั้งด้านงบประมาณการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการจ้างบุคลากร
  2. บริษัทเอกชนสามารถจัดหาบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน และจัดหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพด้านการจัดการขยะ มาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าหน่วยงานภาครัฐ
  3. การแข่งขันอย่างเสรีในธุรกิจด้านการกำจัดขยะ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ราคาเป็นธรรม
  4. การจัดหาที่ดินเพื่อการกำจัดขยะโดยภาคเอกชน ทำให้ง่ายกว่าและรวดเร็ว และราคาอาจจะต่ำกว่าหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการ
  5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงทางด้านการเงิน การลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ
  6. มีความคล่องตัวในการดำเนินงานและการบริหารจัดการ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
  7. ประชาชนจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะตามปริมาณการผลิตขยะของตนตามหลักากร “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ต้องจ่ายค่าบริการสูงขึ้นกว่าปัจจุบันเพราะไม่มีการอุดหนุนจากรัฐบาลหรือมีการอุดหนุนเพียงเล็กน้อย

ข้อเสีย(ภาคเอกชน)

  1. การลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขะมีจำนวนสูงมาก
  2. รัฐไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมอัตราค่าบริการได้
  3. การลงทุน การบริหารจัดการ และการดำเนินงาน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์มากกว่าการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น
  4. อาจเกิดการผูกขาดการให้บริการ เนื่องจากค่าลงทุนที่สูงจะทำให้เอกชนที่สามารถดำเนินธุรกิจนี้มีน้อยราย
  5. รัฐยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ มาตรการ หรือระบบควบคุม ตรวจสอบและประเมินผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการให้บริการระบบกำจัดขยะโดยภาคเอกชน

ข้อดี(ภาครัฐ)

  1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถหาเงินลงทุนจากแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ย หรือไม่เสียดอกเบี้ยได้ ซึ่งองค์กรสามารถจัดการบริการจัดการขยะได้ในราคาถูก
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรด้านการบริการจัดเก็บและขนส่งขยะแล้วเป็นส่วนใหญ่

ข้อเสีย(ภาครัฐ)

  1. ขาดเครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีศักยภาพในการใช้งานด้านการจัดเก็บขยะและขนถ่าย ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการกำจัดขยะ
  2. ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการจัดารขยะมูลฝอยแบบครบวงจร
  3. ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจในการจ่ายค่าธรรมเนียมขยะ
  4. ไม่มีระบบการติดตาม ควบคุม ตรวจสอบ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะ ทำให้การจัดเก็บไม่ทั่วถึง
  5. การบริหารงานค่อนข้างช้า ขาดความคล่องตัว เนื่องจากมีระบบงานที่ซ้ำซ้อน
    • กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมทุนกับภาคเอกชน รูปแบบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพคือ การให้สัมปทานหรือให้สิทธิประโยชน์ในการจัดเก็บขยะซึ่งทำให้องค์กรลดภาระในการบริหารจัดการระบบกำจัดขยะ ทั้งยังได้รับรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนจากการดำเนินงานตามที่เรียกเก็บจากภาคเอกชน
    • สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการขยะแบบศูนย์รวมร่วมกับองค์กรอื่น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม ที่สำคัญต้องเร่งดำเนินการ คือ การลดปริมาณขยะที่ต้นทาง