งานวิจัยเรื่อง ผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ศึกษากรณีจังหวัดแม่ฮ่องสอน

(บทคัดย่อ)

การท่องเที่ยว  เป็นกิจกรรมที่นำรายได้จำนวนมากมาสู่พื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว  และการที่กิจกรรมนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เช่น  สภาพภูมิประเทศที่งดงาม  ศิลปวัฒนธรรม  สถาปัตยกรรม  ฯ   ทำให้คนในชุมชนมักจะคิดว่า  กิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องลงทุน  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทรัพยากรการท่องเที่ยวถูกใช้ไปโดยขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การเสนอแนวทางในการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่ท่องเที่ยว  โดยเลือกศึกษาในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เนื่องจากเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วงเวลาไม่ถึง  10  ปี และมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าหลายประเภท
การสำรวจเก็บรวบรวมข้อมูล   ใช้วิธีการสำรวจข้อมูลจากแหล่งข้อมูล       ทั้งแหล่งทุติยภูมิและปฐมภูมิ  ได้แก่  การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร  รายงานสถิติ  แผนที่  การสัมภาษณ์บุคคลที่เป็น  Key  Informant     เพื่อวิเคราะห์ถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวและภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ ของชุมชน     นอกจากนี้   ยังทำการสัมภาษณ์ประชากรตัวอย่างเพื่อทราบถึงความคิดเห็นและทัศนะต่าง ๆ ต่อการท่องเที่ยว และผลกระทบที่เกิดขึ้น  โดยทำการสัมภาษณ์ประชากรในชุมชนที่มีการท่องเที่ยวและไม่มีการท่องเที่ยว
ผลการศึกษาได้พบว่า   ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนได้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ในช่วงเวลา  40 ปีที่ผ่านมา  แต่ในช่วง  10 ปีมานี้   การท่องเที่ยวได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชนอย่างรวดเร็ว  การพัฒนาด้านการคมนาคม  การบริการสาธารณูปโภค  และสาธารณูปการต่าง ๆ รวมทั้งการบริการทางสังคมอื่น ๆ ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น  เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม   กิจกรรมการท่องเที่ยวได้ส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนมากขึ้น  มีการใช้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยและพานิชยกรรมเพิ่มขึ้น  ประชากรในชุมชนที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเข้าไป  มีรายได้เพิ่มขึ้น  มีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพและการศึกษาสูงขึ้น  พร้อม ๆ กับค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น   ขณะที่ชุมชนที่ไม่มีการท่องเที่ยวเข้าไปยังขาดโอกาสดังกล่าวอยู่มาก 
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการท่องเที่ยว    นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพและเศรษฐกิจแล้ว  ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม  ประเพณีของชุมชนอีกด้วย  และการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้เป็นไปในทางลบมากกว่าทางบวก  ซึ่งก็เป็นผลกระทบกลับมาสู่การขยายตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวด้วย  เนื่องจากองค์ประกอบทางด้านสังคม วัฒนธรรม  เป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน    อย่างไรก็ตาม   ผลการวิเคราะห์ได้พบว่า  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น  มิได้เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว  หากแต่เป็นเพราะความอ่อนแอของวัฒนธรรมเองด้วย  เนื่องจากประชากรในท้องถิ่นขาดความรู้ ความเข้าใจ  ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรม ประเพณีของตนเอง  ทำให้ไม่สามารถต้านกระแสของวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามาได้
แม้ว่า  ประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีความตระหนักดีถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน  แต่ทุกคนก็ยังคงต้องการที่จะให้กิจกรรมการท่องเที่ยวดำเนินอยู่ต่อไป  แม้แต่ภาครัฐและธุรกิจเอกชนก็มีความเห็นที่สอดคล้องกันกับประชาชนทั่วไป และได้มีการกำหนดแนวทางและแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้หลายประการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว   ดังนั้น   เพื่อที่จะสามารถรักษาสมดุลย์ระหว่างอิทธิพลของกิจกรรมการท่องเที่ยว กับการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการและวิธีการหลายประการที่จะต้องดำเนินงาน   อาทิ
-  การกำหนดเขตพื้นที่ท่องเที่ยว  เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขยายกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีคุณค่าสูงทางด้านธรรมชาติ  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี และศิลปสถาปัตยกรรม   เพราะพื้นที่เหล่านี้เปราะบางต่อการถูกทำลาย
-  มีการเตรียมความพร้อมในด้านสิ่งบริการ และบุคคลากรที่จะให้บริการในแหล่งท่องเที่ยว  ก่อนที่จะมีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยือน   โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมทางด้านบุคคลากร  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจในกิจกรรมการท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยว  เพราะบุคคลากรการท่องเที่ยวจะเป็นผู้ที่สามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าของทรัพยากรในแหล่งท่องเที่ยวได้ดีที่สุด  รวมทั้งจะเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
-  ควรมีการพัฒนากิจกรรม   ที่สนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวให้แก่ประชากรในชุมชนที่ไม่มีการท่องเที่ยว  เช่น  การส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรม  การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร  ฯลฯ    ทั้งนี้เพื่อที่จะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ของกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง
-  ต้องมีการสังคยานาระหว่างผู้อาวุโส และนักวิชาการด้านวัฒนธรรมในท้องถิ่น เพื่อกำหนดรูปแบบวัฒนธรรม ประเพณีที่ถูกต้องตามแบบแผนเดิม  รวมทั้งมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจ  เกี่ยวกับแก่นแท้ของวัฒนธรรม ประเพณี แก่คนในท้องถิ่น  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น และทำให้การอนุรักษ์  รักษาวัฒนธรรม ประเพณี และการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นไปในแบบแผนที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
-  การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว  โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางประเพณีเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาโดยรอบคอบ และควรเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของประเพณี  เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น  มิใช่กิจกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยว  แต่ก่อให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งในความรู้สึกของประชาชนในท้องถิ่น

 

(ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีการศึกษา)

1.  ความเป็นมาของปัญหา

จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นจังหวัดที่อยู่ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือสุดของประเทศไทย   มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเมียนพม่าทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของจังหวัด    สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสลับซับซ้อน  และเป็นจังหวัดที่มี่ภูเขามากที่สุดในประเทศไทย  ดังนั้น  จึงมีพื้นที่ราบที่สามารถใช้เพื่อการอยู่อาศัยและทำการเกษตรน้อยมาก จังหวัดนี้จึงเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดในภาคเหนือ  ทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีประชากรชาวไทยภูเขาอยู่อาศัยในอัตราส่วนที่สูงที่สุดอีกด้วย คือ  มีประชากรชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงเกือบร้อยละ  50  ของประชากรทั้งจังหวัด   ประชากรชาวไทยภูเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีหลายเผ่า  ได้แก่  กระเหรี่ยง  ม้ง  มูเซอร์   อีก้อ  และลั๊วะ   ประชากรที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาว "ไต" หรือ "ไทยใหญ่"   ซึ่งจากลักษณะทางประชากรที่พบนี้  ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม  ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือหรือแม้แต่ในอนุภาคลานนา
โดยเหตุที่สภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงและมีภูเขาสลับซับซ้อน  การคมนาคมเข้าสู่พื้นที่ทำได้โดยลำบาก   ก่อนปีพ.ศ. 2536    เส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนกับพื้นที่จังหวัดอื่น ๆในภาคเหนือ  เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนจึงจะกระจายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้   ดังนั้น   สินค้าและการบริการต่างๆ  จึงต้องพึ่งพาจังหวัดเชียงใหม่เกือบทั้งหมด    ส่วนการคมนาคมทางอากาศทำได้ไม่สะดวกนักและบางฤดูไม่สามารถใช้การได้เลย    ทั้งนี้เนื่องจาก สภาพภูมิประเทศบริเวณที่ตั้งชุมชนเป็นหุบเขา   การถ่ายเทอากาศไม่ดีเท่าที่ควร  ทำให้หมอกที่เกิดขึ้นตามสภาพธรรมชาติในบางฤดู และควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่าหรือจากการเผาป่าของชาวบ้าน ไม่สามารถระบายออกสู่อากาศเบื้องบนได้สะดวก  ทำให้บริเวณพื้นที่ชุมชนโดยทั่วไปและบริเวณสนามบิน ( ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชุมชน )  มีหมอกและควันปกคลุมอยู่เกือบตลอดปี    จนทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่าเป็น "เมืองสามหมอก"  คือ  มีหมอกและควันปกคลุมเมืองอยู่ทั้ง   3  ฤดู  จากปัญหาการคมนาคมที่เกิดขึ้น    ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีสภาพเป็นเสมือน "เมืองปิด" มาเป็นเวลานาน   เป็นผลให้จังหวัดนี้ยังคงรักษาสภาพทางกายภาพ เศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรม ไว้ได้ใกล้เคียงกับที่เคยเป็นในอดีต เมื่อ 40-50 ปีก่อน  โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมน้อยมาก  
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างมาก  ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6  ซึ่งได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของการพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่และการขยายการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น     ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินในเขตเมืองต่าง ๆ ในภาคเหนืออย่างรวดเร็ว  รวมถึงการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ  อีกด้วย  ผลกระทบในทำนองเดียวกันนี้  ก็ได้ส่งผลถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วยเช่นกัน  การพัฒนาระบบการคมนาคมและการสื่อสาร  ทำให้ประชาชนชาวแม่ฮ่องสอน  มีโอกาสรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาที่เกิดขึ้นภายหลังแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 5   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แผนพัฒนาการท่องเที่ยว   เป็นแผนหลักแผนหนึ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคมของประชาชน   ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้   ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเกิดขึ้น  เช่น การเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน   การสร้างเส้นทางคมนาคมสายหลักสายใหม่   การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสายเดิม  รวมทั้งการพัฒนาระบบการสื่อสารและโทรคมนาคม  ทำให้ประชาชนสามารถติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้น   ทำให้โอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น สภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เคยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่  ได้กลายมาเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยว   เมื่อผนวกกับการที่มีความหลากหลาย ในลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียม  ประเพณี   และสถาปัตยกรรมของชนเผ่าต่างๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ  รวมทั้งการเป็นเมืองชายแดนที่มีจุดผ่อนปรนหลายแห่ง     ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่สนใจทั้งของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน      
การใช้นโยบายและแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นแผนหลักในการพัฒนาพื้นที่และขยายการลงทุนทางเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรม  ได้ประสบผลสำเร็จมาแล้วหลายเมืองในภาคเหนือ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเชียงใหม่  ขณะเดียวกันผลการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผ่านมาในหลายจังหวัดก็กำลังถูกประเมินว่า   ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้รับนั้น  คุ้มกันหรือไม่กับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป   อาทิ  สภาพทางธรรมชาติที่ถูกทำลาย   ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น กรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการใช้นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแกนนำในการพัฒนามานานกว่า 30 ปีแล้ว  เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีดังกล่าว  การศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง  เช่น  พัทยา  ภูเก็ต หรือแม้แต่ในจังหวัดเชียงใหม่เอง ก็ได้พบว่า    การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่นในหลายแง่มุม   อาทิ  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของครอบครัว      การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้แรงงาน  ในแง่ของ ลักษณะกายภาพก็ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของการใช้ที่ดินอย่างมากมายและรวดเร็ว  นอกจากนี้  ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมอีกหลายประการ  เช่น   ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก    ปัญหาโสเภณี  ปัญหาอาชญากรรม   และที่เป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่งในปัจจุบัน   ก็คือ   ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์   ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้  ทำให้นักวิชาการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมาพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง   เพื่อหาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสม 
จากกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยว แม้ว่าจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  มีการขยายตัวของธุรกิจและการบริการรวมทั้งการจ้างงาน  ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   มีรายได้เพิ่มขึ้น   แต่ผลกระทบทางด้านอื่นที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ก็มีอยู่มิใช่น้อย  การกำหนดแผนการดำเนินงานในเรื่องนี้ให้เหมาะสม   ก็มิใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่าย  เพราะพื้นที่แต่ละแห่งย่อมมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะอันเป็นสิ่งเฉพาะตัวทางด้านสังคม  วัฒนธรรม  การศึกษาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้มีความสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่  และลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งที่ควรจะต้องรีบดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง

2.  เหตุผลในการเลือกพื้นที่ศึกษา

โดยเหตุที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นเมืองที่ถูกปิดมาช้านาน  และเมื่อมีการเปิดเผยตัวเองสู่สาธารณะ  ก็เป็นห้วงเวลาที่พื้นที่เมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ  ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นธรรมชาติเดิมไปอย่างมากขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังคงมีความงดงาม  ของทรัพยากรธรรมชาติสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นแบบท้องถิ่นแท้ๆ อยู่อย่างสมบูรณ์   ผู้ที่ต้องการแสวงหาและตักตวงผลประโยชน์จากความงดงามเหล่านี้  เพิ่งจะเริ่มขยับขยายตัวเองเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน   การเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพ  เศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอน  จึงยังมีไม่มากนัก  นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวทางธุรกิจและอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ  ยังไม่มีความสมบูรณ์แบบ   ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมของประชากรและชุมชน เมืองแม่ฮ่องสอน  ยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ เมื่อเทียบกับชุมชนอื่นในภาคเหนือ  และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ  ที่พบว่า  การที่ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวและเตรียมใจเพื่อรับกับการขยายตัวของธุรกิจและกิจกรรมการท่องเที่ยว  รวมทั้งการเผชิญหน้ากับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น   ต่างวัฒนธรรม และต่างเชื้อชาติ นั้น   ได้นำไปสู่การสูญเสียและล่มสลายของระบบสังคม   และคุณค่าทางวัฒนธรรมมาแล้ว     ดังนั้น  เพื่อไม่ให้บทเรียนที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเรียนรู้ที่ผ่านเลยไป   การนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์    และเพื่อที่จะช่วยให้ชุมชนแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นชุมชนที่ยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ทางสังคม  วัฒนธรรมเฉพาะตัว และมีความงดงามของธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์  สามารถที่จะดำรงอยู่   โดยที่ยังคงรักษาคุณค่าเหล่านี้ของตนเองไว้ได้ ในกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น   จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

3.  วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อศึกษาพัฒนาการการส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
2. เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว  ในด้านต่าง ๆ อาทิ
ด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และสิ่งแวดล้อม  
3. เพื่อเสนอแนวทางในการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับศักยภาพ
ของทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่

4.  ขอบเขตการวิจัย

กิจกรรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  มีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเมือง  กิ่งอำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย ส่วนอำเภออื่น ๆ ที่เหลือนั้น     กิจกรรมการท่องเที่ยวมีปริมาณ   และความหนาแน่นของกิจกรรมไม่มากนัก   ทำให้ไม่สามารถสะท้อนภาพของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนเพียงพอ   ดังนั้น ในการศึกษาครั้งนี้ จึงจำกัดขอบเขตพื้นที่ศึกษาไว้เฉพาะชุมชนที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่น   คือ  พื้นที่เขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน   และชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับถ้ำน้ำลอด  กิ่งอำเภอปางมะผ้า  ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปมาก     สำหรับอำเภอปาย   ซึ่งมีกิจกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นเช่นกัน    แต่เนื่องจากกิจกรรมการท่องเที่ยวหลักในอำเภอปาย  คือ  การท่องเที่ยวแบบทัวร์ป่า  ได้มีการศึกษาผลกระทบของกิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทนี้โดยเฉพาะแล้ว  ในการศึกษาครั้งนี้จึงไม่ได้เลือกศึกษาในกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว  

5.  ข้อจำกัดในการวิจัย

                การศึกษาครั้งนี้  มีปัญหา  อุปสรรค  และข้อจำกัดบางประการเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์   ทั้งนี้เป็นผลมาจากสาเหตุ  2  ประการ  คือ   
1.  การสนับสนุนด้านงบประมาณไม่ได้เป็นไปตามที่ได้ตั้งไว้   โดยงบประมาณที่ได้รับน้อยกว่าที่ได้ตั้งไว้  ประมาณร้อยละ 40    
2.  ในด้านการจัดเก็บข้อมูล  ปรากฏว่า  ข้อมูลเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องการและจำเป็น ไม่ สามารถติดตามหาได้   เช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติต่าง ๆ  ข้อมูลแผนที่ ฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลใน อดีตหรือข้อมูลย้อนหลัง   ทั้งนี้เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  มีการเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยมาก  ทำให้การรวบรวมข้อมูลขาดความต่อเนื่องและไม่มีระบบที่แน่นอน   ผู้ที่ไม่ค่อยได้โยกย้ายมักจะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือเจ้าหน้าที่ธุรการ  ซึ่งไม่อาจให้ข้อมูลในเชิงลึกได้  โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย  และข้อมูลในเชิงการบริหาร   นอกจากนี้  ระบบการจัดเก็บและรวมรวมข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน มีรูปแบบและรายละเอียดของข้อมูลแตกต่างกัน  ทำให้ข้อมูลในเรื่องเดียวกันที่จัดเก็บโดยหน่วยงานต่างกัน  ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกันหรือเปรียบเทียบกันได้  รวมทั้งไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า  ข้อมูลจากแหล่งใดน่าจะเชื่อถือได้มากที่สุด  เพราะในหลายกรณี พบว่า  ข้อมูลของหน่วยงานเดียวกัน เนื้อหาและรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จัดเก็บในแต่ละช่วงเวลา ก็มีความแตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลเรื่องนั้น ๆ มาวิเคราะห์หาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาได้   เป็นผลให้การวิเคราะห์ผลกระทบ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ ทำได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

 

(บทสรุป)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การเสนอแนวทางในการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ผลจากการศึกษา  ซึ่งได้มาโดยการเก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์ประชากรตัวอย่าง   การสัมภาษณ์บุคคลที่เป็น Key Informant   และการวิเคราะห์จากแผนที่  ข้อมูลสถิติต่าง ๆ   ได้พบประเด็นที่น่าสนใจที่พอสรุปได้  ดังนี้
1)  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติ  ศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี  ประวัติศาสตร์ และวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนที่งดงามและบริสุทธิ์   ซึ่งนับเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในทางการท่องเที่ยว   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่พื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย   ทรัพยากรเหล่านี้ได้ถูกทำลายลงไปจนบางแห่งหมดคุณค่าในการท่องเที่ยวไปแล้ว
2)  สภาพภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ภูเขาสูง  ทำให้ยากต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการติดต่อสื่อสาร  ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็น  “เมืองปิด”  การพัฒนาที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างช้า ๆ    ทำให้ทรัพยากรทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย  วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาสู่ชุมชนถูกนำมาโดยลูกหลานชาวแม่ฮ่องสอนที่ไปเรียนหรือทำงานในที่อื่นๆ ทำให้การปรับใช้ในวัฒนธรรมเดิมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม  และไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต  ค่านิยม  ความเชื่อและประเพณีปฏิบัติตามแบบดั้งเดิม   ประชาชนยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  สันโดษ และรักอิสระ   สังคมโดยรวมยังคงมีความสงบ ร่มเย็น  อาชญากรรมมีน้อยมาก
3)  การพัฒนาที่มีส่วนทำให้ชุมชนแม่ฮ่องสอน    เปิดตัวสู่โลกภายนอกในระยะแรก     ( เมื่อ  20 ปีที่ผ่านมา )  คือ  การพัฒนาระบบการคมนาคม   แต่การพัฒนาที่ทำให้ชุมชนแม่ฮ่องสอนต้องตื่นจากชีวิตที่เรียบง่ายและเงียบสงบ  คือ  การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่เกิน  10  ปีที่ผ่านมานี้  เพราะภายหลังจากการพัฒนาระบบคมนาคม  ที่ช่วยให้การเดินทางมาเยี่ยมเยือนชุมชนแม่ฮ่องสอนทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น   เช่นเดียวกับที่ทำให้ชาวแม่ฮ่องสอนเดินทางไปติดต่อกับคนในชุมชนอื่น ๆ ได้สะดวกขึ้น   การพัฒนาบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามาสู่ชุมชนมากขึ้น  พร้อม ๆ กับการเปิดตัวของชุมชนแม่ฮ่องสอน  ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีความงดงาม  บริสุทธิ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ  สังคม  วัฒนธรรม  ประเพณี และประวัติศาสตร์   ความสนใจใคร่รู้และความตื่นเต้นกับการที่จะได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวที่งดงาม สังคมที่สงบ ร่มเย็น  เรียบง่าย และแตกต่างจากสังคมของชาวไทยทั่ว ๆ ไป  ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
4)  นักท่องเที่ยวจำนวนมากมายที่พากันมาเยี่ยมเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ทำให้ชุมชนชาวแม่ฮ่องสอน  พากันตื่นตระหนกพอสมควรในระยะแรก ๆ  เนื่องมาจากการไม่คาดคิดและการไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา  ทำให้การบริการต่างๆ ที่ควรจะมีเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวขาดแคลนเป็นอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นที่พัก  ร้านอาหาร  หรือบริการอื่น ๆ  นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในระยะแรกของการเปิดตัวเพื่อการท่องเที่ยว  จึงต้องขอพึ่งบริการจากบ้านเรือนของชาวแม่อ่องสอน  ทำให้ชาวแม่ฮ่องสอนที่เคยมีชีวิตที่เรียบง่าย  สงบ  และไม่เคยชินกับการรับแขกแปลกหน้า  ต้องเกิดการปรับตัวกันครั้งใหญ่
5)  การเกิดขึ้นของกิจกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้ชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับการพัฒนาทั้งระบบสาธารณูปโภค  และสาธารณูปการ ที่รวดเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม  พร้อม ๆ กันนั้นก็มีการขยายตัวของการค้า  การบริการ และการใช้ที่ดินที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีความสะดวกสบายมากขึ้น       กิจกรรมการท่องเที่ยวได้ทำให้ประชาชนในชุมชนที่มีการท่องเที่ยวเข้าไปมีรายได้มากขึ้น  มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น   มีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพและการศึกษาสูงขึ้น   พร้อม ๆ กับที่ค่าครองชีพของคนในชุมชนที่มีการท่องเที่ยวก็ได้ขยับเพิ่มสูงขึ้นด้วย
6)  ภายหลังจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปีพ.ศ.2530 กิจกรรมการท่องเที่ยวได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีทีท่าว่าจะยังคงขยายตัวต่อไปในอนาคต  เนื่องจากยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาเสนอเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว   ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชน  เริ่มเป็นที่สนใจของประชาชนชาวแม่ฮ่องสอนทั้งในกลุ่มผู้บริหารส่วนราชการ  ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว  หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป      ผลจากการศึกษาได้พบว่า  ประชาชนทุกกลุ่มมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า  ชุมชนแม่ฮ่องสอนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมาก  ทั้งในด้านดี  เช่น  การพัฒนาเส้นทางคมนาคมทั้งทางบก  ทางอากาศ     การพัฒนาระบบสื่อสารและการบริการอื่น ๆ  ไม่ว่าจะเป็น  ไฟฟ้า  ประปา  สถานศึกษา และแหล่งงาน   แต่สิ่งที่เป็นผลเสียตามมาก็มีไม่น้อย  เช่น  ปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  ปัญหายาเสพติด  และการแพร่ระบาดของโรคเอดส์   รวมทั้งปัญหาด้านของเสีย และมลภาวะในสิ่งแวดล้อม  และสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกัน  ก็คือ  การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม  วัฒนธรรม  ประเพณี    โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้เป็นไปในแนวทางที่ไม่เป็นผลดีต่อการรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นชุมชนชาวไทยใหญ่    ทั้งยังมีส่วนกระทบต่อทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญส่วนหนึ่งด้วย     เนื่องจากสิ่งดึงดูดใจประการหนึ่ง   ที่นักท่องเที่ยวคาดหวังว่าจะได้พบในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  คือ  ลักษณะสังคม  วัฒนธรรม  และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยใหญ่ที่แตกต่างจากชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ
7) ผลจากการวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  วัฒนธรรม  ประเพณีของชาวไทยใหญ่  ได้พบว่า   กระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่เป็นมาในช่วงเวลา  30 ปีที่ผ่านมาได้ลดความเข้มแข็งลงมาก   ชาวไทยใหญ่รุ่นปัจจุบันมีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หรือแก่นของวัฒนธรรม  ประเพณี  น้อยมาก  การปฏิบัติกิจกรรมตามวัฒนธรรม ประเพณี  เป็นการปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่    ซึ่งมีผลทำให้เกิดความคลี่คลายในรูปแบบและวิธีปฏิบัติไปจากเดิม  และการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้น   เมื่อมีคนจากต่างถิ่น  ต่างวัฒนธรรม  เข้ามาอยู่ในชุมชนมากขึ้น  เพราะคนเหล่านี้ส่วนมากจะเป็นผู้บริหารหน่วยราชการ  นักธุรกิจ  และเจ้าของสถานประกอบการขนาดใหญ่   ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลค่อนข้างสูงในการเป็นผู้นำการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมตามประเพณี  นอกจากนี้    ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอีกด้วย
8)  แม้ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยว  จะมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจของประชากรในชุมชนที่มีการท่องเที่ยว   แต่ภาพรวมของการผลิตระดับจังหวัดจะเห็นได้ว่า  โครงสร้างการผลิตของจังหวัดยังคงขึ้นอยู่กับการผลิตทางการเกษตร  ซึ่งเป็นการผลิตของประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดและการผลิตในส่วนนี้มีความอ่อนไหวมาก  เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของจังหวัดทำให้การผลิตทางการเกษตรต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก  มูลค่าการผลิตทางการเกษตรจึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ    ขณะที่มูลค่าการผลิตด้านการบริการ  ซึ่งเป็นมูลค่าการผลิตที่ค่อนข้างสูง  แต่ก็มีการกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางชุมชนและเฉพาะประชากรบางกลุ่ม  ( ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยและส่วนหนึ่งเป็นประชากรจากต่างถิ่น )
ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของกิจกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ กิจการที่พักแรมและร้านอาหาร   พบว่า  ส่วนใหญ่กิจการเหล่านี้เป็นกิจการของนักธุรกิจจากต่างถิ่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กิจการขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก ๆ   นักธุรกิจในท้องถิ่นส่วนใหญ่จะประกอบกิจการขนาดเล็ก   เนื่องจากยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอในการดำเนินกิจการ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทุนในการประกอบการ    ผลประโยชน์ที่ประชาชนในท้องถิ่นได้รับ  ได้แก่   ค่าตอบแทนในการบริการ  ซึ่งเป็นรายได้จำนวนน้อย
การกระจายรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวไปสู่ประชากรในชุมชนที่ไม่มีการท่องเที่ยว  ซึ่งทำได้โดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรมหรือสินค้าที่ระลึก  พบว่า  ยังมีน้อยมาก   การผลิตสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ( เช่น  กุ๊บไต๋ )  เท่าที่มีอยู่ในพื้นที่   นอกจากจะมีปริมาณการผลิตที่ค่อนข้างต่ำจนไม่เพียงพอต่อการจำหน่ายแล้ว  ประเภทสินค้าที่มีน้อยชนิดทำให้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีโอกาสในการเลือกซื้อสินค้า   ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ  การขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์   ทำให้สินค้าบางประเภทที่ผลิตออกมามีรูปแบบคล้าย ๆ กับท้องถิ่นอื่น ๆ   ขาดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท้องถิ่น  ทำให้นักท่องเที่ยวไม่นิยมเลือกซื้อ  เช่น  สินค้าประเภทผ้าทอ  เครื่องจักสาน  ฯ  เป็นต้น
9)  ในทัศนะของประชากร  ( ทุกกลุ่ม )  เห็นว่า   การท่องเที่ยวก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย   เพราะผลดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็น  จับต้องได้   เช่น  ระบบการบริการต่าง ๆ ที่ดีขึ้น    รายได้ที่สูงขึ้น  ความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้น   ขณะที่ผลเสียที่เกิดขึ้นนั้น  ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นนามธรรม  ที่คนทั่วไปไม่สามารถประเมินค่าได้  เช่น  ระบบความคิด  ความเชื่อ  ค่านิยม  ความเสื่อมสลายของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน  แม้จะมีผลเสียที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมอยู่บ้าง เช่น ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งท่องเที่ยวปัญหาสิ่งแวดล้อม   ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น   ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปเห็นว่า  เป็นสิ่งที่กฏหมายหรือองค์กรที่มีอยู่ในชุมชนสามารถจัดการได้
10)  การส่งเสริมการท่องเที่ยว  ได้ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมากขึ้น  การดำเนินงานร่วมกันทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในภาคเหนือ   ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราว  10  ปี  จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่มีชื่ออยู่ในรายการท่องเที่ยวของบริษัทใดเลย      และผลจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวยังทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนามากขึ้น  เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ระดับจังหวัดที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคบริการ ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเลือกใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมนำการพัฒนาจังหวัดในอนาคต   ทั้งนี้โดยมีแนวทางการพัฒนาด้านต่าง ๆ มากมายเพื่อจะสนับสนุนและรองรับการขยายตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต   ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ  ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญแก่นักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก   กล่าวคือ  เป้าหมายของการพัฒนาต่าง ๆ จะอยู่ที่ความสะดวกสบายและความพอใจของนักท่องเที่ยวมากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรหรือการพัฒนาศักยภาพของประชากรที่จะสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยว

 

(ข้อเสนอแนะ)

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพ  เศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อม  ล้วนมีผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเที่ยวไม่ทางตรงก็ทางอ้อม   การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เป็นผลกระทบโดยตรง  เช่น  ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม  และบางอย่างก็เป็นผลกระทบที่ต่อเนื่อง หรือเป็นผลกระทบโดยอ้อม  เช่น  วิถีชีวติที่เปลี่ยนไป  
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้  แม้ว่าจะเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชากรเป็นส่วนใหญ่  แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นต่อสังคม และชุมชนก็มีอยู่    โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและวัฒนธรรมประเพณี  ซึ่งเป็นผลกระทบที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการท่องเที่ยวโดยตรงในฐานะที่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างหนึ่ง
เนื่องจากกิจกรรมการท่องเที่ยว    เพิ่งเริ่มขึ้นเพียงระยะเวลาไม่ถึง  10  ปีที่ผ่านมา  ดังนั้น  ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงยังเป็นภาพสะท้อนที่ไม่ชัดเจนนัก  แต่ก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนท่องเที่ยวแห่งอื่น ๆ ในประเทศ  กำลังจะเกิดขึ้นในชุมชนแม่ฮ่องสอนเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  จึงจำเป็นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและประชาชนชาวแม่ฮ่องสอน  จะต้องร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจว่า  จะให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชุมชนอื่น ๆ นั้น  เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือไม่ อย่างไร  เพราะทั้งประชาชนและผู้บริหารต่างก็มีความเห็นที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า  จะยังคงให้กิจกรรมการท่องเที่ยวดำเนินอยู่ในชุมชนต่อไป    ดังนั้น   เพื่อที่จะรักษาสมดุลย์ระหว่างอิทธิพลของกิจกรรมการท่องเที่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อม   จึงจำเป็นต้องมีมาตรการและวิธีการที่จะต้องดำเนินการหลายประการ  ได้แก่
1)  การกำหนดเขตพื้นที่ท่องเที่ยว        เนื่องจากพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี  และศิลปสถาปัตยกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้  หากมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปโดยขาดการควบคุม   จะก่อให้เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจสร้างทดแทนได้   ดังนั้น  จึงควรมีการกำหนดเขตพื้นที่ท่องเที่ยวขึ้น  ไม่ใช่เปิดหมดทุกพื้นที่  ซึ่งจะทำให้ยากแก่การควบคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้น   ซึ่งในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  การกำหนดเขตพื้นที่  สามารถทำได้โดยการวางแผนการพัฒนาเส้นทางคมนาคม  และความสะดวกในการเข้าถึงที่เหมาะสม    พื้นที่ใดที่ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยว    เช่น  ยังไม่มีมาตรการในการควบคุม - ป้องกันปัญหาจากนักท่องเที่ยว    ก็ยังไม่ควรมีการนำการพัฒนาเข้าไป  ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ไว้ให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน    การจะเปิดพื้นที่ใดเป็นแหล่งท่องเที่ยวควรพิจารณาดูถึงศักยภาพของพื้นที่ด้วยว่า  มีความสามารถจะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากน้อยเพียงใด  แหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าสูงทางธรรมชาติ  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี  ไม่ควรมีการพัฒนาสิ่งบริการที่มากนัก  เพื่อเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว    การกำหนดเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอาจจะมีผลในทางเศรษฐกิจของประชาชนอยู่บ้างเพราะทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดโอกาสในการหารายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยว  แต่ในแง่ของการพัฒนาจะเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณการพัฒนาได้ทางหนึ่ง  เพราะจังหวัดไม่ต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมกัน ๆ กัน   แต่สามารถใช้งบประมาณเหล่านั้นในการพัฒนาพื้นที่ที่เปิดเป็นเขตท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่สมบูรณ์มากขึ้น   ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ  จะเป็นการช่วยรักษาแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้สามารถใช้การได้ยาวนานและยั่งยืน
2)  การเตรียมความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว      ก่อนที่จะมีการเปิดพื้นที่ได้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  ควรจะมีการเตรียมความพร้อมของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ ก่อน      การเตรียมความพร้อมในที่นี้หมายรวมทั้ง  การจัดเตรียมสิ่งบริการในพื้นที่ท่องเที่ยวและการเตรียมบุคคลากรสำหรับการบริการท่องเที่ยว    ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดเกี่ยวกับการที่ไม่สามารถคัดเลือกนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้  ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มีทุกประเภท และประเภทที่ไม่มีคุณภาพจะมีมากที่สุด   ซึ่งนักท่องเที่ยวประเภทนี้  เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดปัญหาต่อแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด   โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี  ( ในกรณีของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเห็นได้ชัดที่ถ้ำน้ำลอด  กิ่งอำเภอปางมะผ้า   ซึ่งภายในถ้ำมีขยะถูกทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก  หินงอก - หินย้อย  ถูกหัก  และภาพเขียนสีโบราณถูกลูบคลำจนภาพเลอะเลือน )
ความพร้อมของสิ่งบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว  เช่น  ระบบการคมนาคม  ที่พักแรม  ร้านอาหาร และข้อมูลการท่องเที่ยว  เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการที่จะไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว    นอกจากนี้   การมีบุคคลากรการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ  เช่น  ผู้นำทาง  มัคคุเทศน์   เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก  และผู้ให้บริการการท่องเที่ยวอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจในการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น  และการมีบุคคลากรการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ  ยังสามารถช่วยลดปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยวได้อีกด้วย  เพราะบุคคลากรการท่องเที่ยวจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด  เป็นผู้ที่สามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าของทรัพยากรในแหล่งท่องเที่ยวได้ดีที่สุด  รวมทั้งจะเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด   ดังนั้น  การพัฒนาความพร้อมในด้านบุคคลากรการท่องเที่ยว  จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะเปิดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว   ทั้งนี้เพราะแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจเพียงไม่กี่แห่ง  สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนได้มากกว่าและยั่งยืนกว่า  แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก  แต่ไม่มีความน่าประทับใจใด ๆ เลย
3)  กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น     ควรจะช่วยกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนในวงกว้าง  ในปัจจุบันรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว   ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องในระยะยาวให้ชุมชนที่มีการท่องเที่ยวกับชุมชนที่ไม่มีการท่องเที่ยว มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น   ดังนั้น   จึงควรมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยการพัฒนาการผลิตสินค้าเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนที่ไม่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวด้วย   เช่น  การส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรม  การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรในท้องถิ่น  หรือฯลฯ    ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวที่มากขึ้น เพราะประชากรในทุกชุมชนสามารถได้รับผลประโยชน์จากกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยทั่วถึง  อย่างไรก็ตาม   การดำเนินงานในส่วนนี้ภาครัฐและนักธุรกิจเอกชน  จะต้องเข้ามาให้การสนับสนุนค่อนข้างมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการออกแบบผลิตภัณฑ์   การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต  รวมทั้งการตลาดด้วย
4)  ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญ   คือ  เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชิวิตแบบดั้งเดิมของคนในชุมชน    ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีความเสื่อมคลายลงมาก   เนื่องมาจากกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่ขาดตอน   จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน    กิจกรรมที่จำเป็นต้องรีบดำเนินการ  คือ  การสังคยานาระหว่างผู้อาวุโสและนักวิชาการด้านวัฒนธรรมในท้องถิ่น   เพื่อกำหนดรูปแบบวัฒนธรรม  ประเพณี  ที่ถูกต้องตามแบบแผนเดิม    รวมทั้งต้องมีการสนับสนุน  ส่งเสริม  ให้มีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน   ทั้งนี้โดยการปรับกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป   ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรม ประเพณี หรือขนบธรรมเนียมปฏิบัติของบรรพบุรุษ   ซึ่งจะเป็นการทำให้เกิดความเข้มแข็งในวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น และทำให้การอนุรักษ์  รักษาวัฒนธรรม ประเพณี เป็นไปอย่างถูกต้องตามแบบแผน     นอกจากนี้   การที่คนในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม  ยังจะเป็นผลทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเกิดกระบวนการตัดสินใจก่อนเลือกรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ อีกด้วย    กล่าวคือ  จะเลือกรับเฉพาะวัฒนธรรมที่เข้ากับวัฒนธรรมเดิมได้  หรือปรับใช้กับวัฒนธรรมเดิมได้อย่างเหมาะสม   ซึ่งจะช่วยให้การอนุรักษ์ และพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมมีความสอดคล้องกับสภาพสังคม วัฒนธรรมเดิม      ทั้งยังเป็นการรักษาคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกทางหนึ่งด้วย
5)  สภาพภูมิประเทศของจังหวัดแม่ฮ่องสอน    เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ    ขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาด้วย   ทั้งนี้เพราะสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงเป็นส่วนใหญ่   และมีพื้นที่ราบแคบ ๆ เป็นบริเวณเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป   ทำให้พื้นที่ที่จะรองรับการขยายตัวของชุมชนมีน้อย   ดังนั้น   การส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดในเรื่องนี้ด้วย  เพราะกิจกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน   เป็นกิจกรรมที่เน้นหนักในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ    การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวนอกจากจะทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติถูกรบกวน หรือถูกทำลายแล้ว   การเพิ่มขึ้นของสิ่งบริการต่าง ๆ เช่น  ที่พักแรม  สถานที่ตากอากาศ  สถานบริการต่าง ๆ  ย่อมมีผลทำให้ต้องมีการขยายขนาดการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น  และเป็นผลทำให้ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องถูกแบ่งแยกมาใช้ในกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น    ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาโดยรวม  เพราะจะทำให้เกิดสภาพการณ์ใน  2  นัย  คือ  การบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน  และการยื้อแย่งที่ทำกินระหว่างชาวบ้านกับนายทุน  เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังไม่มีเอกสารสิทธิ์    ดังนั้น    จึงควรมีการกำหนดแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมว่า  พื้นที่ใดจะใช้ส่งเสริมเพื่อกิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทใด  เพื่อมิให้เกิดการรบกวนกับสภาพธรรมชาติของพื้นที่  และเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนในท้องถิ่นที่ครอบครองพื้นที่ทำกินอยู่เดิม
6)  กิจกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีอยู่ในปัจจุบัน   จะมีกิจกรรมหลัก  2  อย่าง คือ   การท่องเที่ยวชมสภาพธรรมชาติ  และกิจกรรมการท่องเที่ยวงานประเพณี  สำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวธรรมชาตินั้น  จะถูกจำกัดโดยเงื่อนไขของสภาพธรรมชาติ  ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมประเภทนี้ได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ในรอบปี    ขณะที่กิจกรรมทางประเพณีที่ได้รับการส่งเสริมจะมีเพียง  1 - 2  กิจกรรมเท่านั้น   ที่สำคัญ คือ  ประเพณีปอยส่างลอง   ซึ่งจะมีปีละ  1  ครั้งในช่วงฤดูร้อน  ( ซึ่งเป็นฤดูที่การคมนาคมทางอากาศ  มีปัญหามากที่สุด )   กิจกรรมอื่น ๆ ที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้อยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยว    เนื่องจากรูปแบบการจัดกิจกรรมยังไม่น่าสนใจในเชิงการท่องเที่ยวเท่าที่ควร     อย่างไรก็ตาม    การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเพื่อชมกิจกรรมทางประเพณีนี้  เป็นสิ่งที่มีความเปราะบางมาก  เพราะในหลายพื้นที่   คุณค่าของกิจกรรมทางประเพณีได้สูญหายไป    เมื่อถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว    แต่เป็นความขัดแย้งในความรู้สึกของประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของประเพณี   ดังนั้น  การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว  จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือ สนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นด้วยว่า  กิจกรรมทางประเพณีใด  ที่ควรนำมาเสนอให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม  และรูปแบบการนำเสนอนั้นจะมีรูปแบบอย่างไรที่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในความรู้สึกของเจ้าของประเพณี   เพราะกิจกรรมในลักษณะนี้ควรจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น     มากกว่าที่จะเป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว
การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว  เพื่อให้การท่องเที่ยวของจังหวัดมีอย่างต่อเนื่องตลอดปี  จึงควรจะเริ่มต้นที่การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ  เอกชน และประชาชนในท้องถิ่น  ในการระดมความคิดเห็นเพื่อการคัดเลือก  ค้นหา และกำหนดรูปแบบของกิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับสภาพสังคม  วัฒนธรรมของชุมชน