งานวิจัยเรื่อง แนวทางการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย

(บทคัดย่อ)

น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ได้สร้างปัญหาให้แก่ชุมชนเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากประชากรในชุมชนต่างพากันระบายน้ำเสียลงแหล่งน้ำธรรมชาติหรือพื้นดิน ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดินเกิดความสกปรก สำหรับเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ่ที่ไม่มีระบบท่อระบายน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน ส่วนใหญ่ก็ระบายน้ำเสียที่รวบรวมได้ลงแห่งน้ำธรรมชาติไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ทำให้เกิดมลภาวะแก่แหล่งน้ำธรรมชาติและทำให้เกิดความสูญเสียต่อระบบนิเวศน์ ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจะมีประมาณร้อยละ 80-90 ของปริมาณน้ำที่แต่ละคนใช้ (ค่าเฉลี่ยการใช้น้ำในกิจกรรมประจำวันคือ 200 ลิตรต่อคนต่อวัน) เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำเสียก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจึงมีนโยบายในเทศบาลทุกแห่งจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนขึ้นเพื่อบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพดีขึ้น และสามารถระบายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
โดยหลักการทางวิชาการน้ำเสียเมื่อผ่านการบำบัดแล้ว จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นจนสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ แต่กิจกรรมการใช้ประโยชน์จะเป็นกิจกรรมใดนั้นจะต้องมีการศึกษาความเหมาะสมและมีการประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเสียก่อน สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนแล้วในหลายจังหวัดและมีโครงการทดลองนำน้ำเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนมาใช้ในการเกษตรกรรมแล้ว แต่ผลการศึกษาทดลองก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเนของความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก้ตาม ความเป็นไปได้ในการนำน้ำทิงจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ การยอมรับของประชาชนหรือผู้ใช้น้ำ
เพื่อที่จะทราบถึงความเป็นไปได้ในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ โครงการได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในพื้นที่ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่รองรับน้ำเสียและรอบรับน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียรวมทั้งพื้นที่ที่เป็นตลาดรองรับสินค้าเกษตรของชุมชนตำบลป่าแดด การดำเนินงานเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยการสัมภาษณ์ประชากรตัวอย่างในพื้นที่ตำบลป่าแดด จำนวน 253 ครัวเรือน และสัมภาษณ์ผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 60 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรและผู้บริโภคยอมรับผลผลิตทางการเกษตรประเภทพืชที่ผลิตโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค คือ ระดับการศึกษา และความรู้เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสีย
ผลการศึกษาของโครงการฯ ได้พบว่า แม้จะมีความเป็นไหได้ในด้านการยอมรับผลผลิตทางการเกษตของประชาชน แต่เนื่องจากขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเสี่ยงของเกษตรกรในการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ชุมชนในการทำการเกษตร ความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค และผลกรทบต่อดินและน้ำที่เกิดจากการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ดังนั้น หากจะนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ จะต้องมียุทธศาสตร์ในการดำเนินงานซึ่งโครงการฯ ได้เสนอแนะไว้ ดังนี้

    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม รวมถึงการออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้ง
    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อหาระบบพิชหรือแบบแผนการเพาะปลูกที่เหมาะสม สำหรับการผลิตโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดระบบชลประทานเพื่อนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพราะปลูก
    • วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม เพื่อเป็นข้อพิจารณาหรือข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกันการกำหนดนโยบายหรือแนวทางในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์
    • สร้างมาตรฐานในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก เช่น การจัดระบบส่งน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนไปยังพื้นที่เพาะปลูก การรับรองคุณภาพผลผลิต การจัดหาตลาดรองรับผลผลิตที่ผลิตโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนฯลฯ
    • สร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียชุมชนและการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย
    • ติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนในกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

     

(ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีการศึกษา)

ที่มาและความสำคัญของปัญหา
จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาภาคเหนือมาตั้งแต่อดีต การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาตามนโยบายการกระจายความเจริญมาสู่ภูมิภาคในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้เชียงใหม่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การพัฒนาทางด้านกายภาพอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองมีการขยายตัวออกไปทุกทิศทางเนื่องจากการเพิ่มประชากรและการพัฒนาสิ่งบริการต่างๆ การเพิ่มประชากรและการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหานานาประการเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วๆ ไป อาทิ ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาการจัดการขยะ ปัญหาน้ำเสียและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมการใช้น้ำของประชาชนในชุมชนเมืองเป็นปัญหาส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งต่อสภาพแวดล้อม ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แม้ว่าเมืองต่างๆ ที่ประสบปัญหาน้ำเสียชุมชนจะใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขอย่างลุล่วง ทั้งยังทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเมืองและชุมชนโดยรอบ รัฐบาลจึงต้องกำหนดเป็นนโยบายให้เทศบาลและสุขาภิบาลจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางขึ้น โดยระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางนี้ประกอบด้วยระบบรวบรวมน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือนในชุมชนและระบบบำบัดน้ำเสียซึ่งจะทำการบำบัดน้ำเสียจากชุมชนให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น สามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมขณะนี้มีเทศบาลและสุขภิบาล 39 แห่งจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่น เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองพัทยา และมีเมืองที่อยู่ระหว่างรอการก่อสร้างบำบัดน้ำเสียอีก 31 แห่ง ขณะที่หลายแห่งอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดหรือการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย
ในแต่ละวันน้ำที่เสียเกิดจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ของคนในชุมชนมีเป็นจำนวนมาก หากประมาณการว่าแต่ละคนใช้น้ำจำนวน 200 ลิตร ต่อวันในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการบริโภคด้วย น้ำจำนวน 200 ลิตรนี้ประมาณร้อยละ 90 หรือ 180 ลิตร จะกลายเป็นน้ำเสียที่ถูกปล่อยทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้น ชุมชนยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าใดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ปริมาณน้ำเสียจากชุมชนขนาดใหญ่ก็สามารถที่จะสร้างปัญหาให้แก่คนในชุมชนได้รวดเร็วกว่าชุมชนขนาดเล็ก และหากจะต้องสร้างระบบบำบัดน้ำเสียก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นที่รัฐบาลกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดทำระบบน้ำเสียให้ทุกชุมชนย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือ การลดปริมาณการเกิดน้ำเสียในชุมชน และการนำน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์
สำหรับเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาน้ำเสียชุมชนมาเป็นเวลานาน และแม้จะมีการจัดการระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนแล้วในบางพื้นที่ แต่ก็ยังไม่สมารถแก้ไขปัญหาน้ำเสียและปัญหาแหล่งน้ำธรรมชาติเน่าเสียได้ และแม้ว่าจะมีพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดเชียงใหม่จะประสบปัญหาการ ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งแต่ก็ยังไม่มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาโดยการนำน้ำเน่าเสียและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ และในประเทศไทยก็ยังหม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนำน้ำเสียชุมชนและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การน้ำเสียหรือน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่เป็นกุญแจของความสำเร็จ คือ ทัศนะและการยอมรับของประชาชนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากน้ำเสียจากน้ำเสียและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อมกับการยอมรับของผู้บริโภคต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

  1. เพื่อศึกษาถึงความรู้ ความเข้าใจ ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
  2. เพื่อทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับของประชาชนต่อผลผลติที่ผลิตโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
  3. เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การวิจัยนี้จะทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียในกิจกรรมเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดแนวทางในการดำเนินงานนำน้ำเสียและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งจะทำให้เกิดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมารตฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัด ความปลอดภัยในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดกลับไปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้จะเป็นส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ

ระเบียบวิจัย
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

การออกแบบงานวิจัย ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนที่เป็น

แนวคิดรายงานผลการศึกษา รายงานวิจัย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำมาประมวลผลและออกแบบการวิจัย โดยกำหนดรายละเอียดวิธีการศึกษา กำหนดเนื้อหาข้อมูล (ตัวแปรต่างงๆ ) ที่จะต้องทำการรวบรวม วิธีการเก็บข้อมูลรวมทั้งการออกแบบวิธีการประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล

การเลือกพื้นที่ศึกษาและการสุ่มตัวอย่าง พื้นที่ศึกษาหลักในการศึกษานี้ คือ ชุมชนด้าน

ใต้เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ที่มีการใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่าและลำน้ำสาขา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่รองรับน้ำเสียและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้แก่ ชุมชนในเขตตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเขตตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนการสำรวจข้อมูลผู้บริโภคดำเนินการสำรวจในพื้นที่ที่เกษตรกรในพื้นที่ศึกษานำผลผลิตไปจำหน่าย ได้แก่ บริเวณตลาดสันป่าสัก อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และตลอดหลายแห่งในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่

การสุ่มตัวอย่าง (ประชากรตัวอย่างที่ทำการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มตามพื้นที่ศึกษา คือ

ชุมชนด้านใต้ตัวเมืองเชียงใหม่ (หรือใต้เขตเทศบาลนครเชียงใหม่) และกลุ่มผู้บริโภคผลผลิต กลุ่มตัวอย่าง ประชากร แยกเป็นดังนี้
ชุมชนด้านใต้เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่าและลำน้ำ
สาขาจำนวน 11 หมู่บ้าน ทำการสุ่มตัวอย่างโดยวิธี Cluster Sampling โดยแยกเป็น กลุ่มหมู่บ้านตอนเหนือโรงบำบัดน้ำเสีย จำนวน 6 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากคลองแม่ข่าที่มีความสกปรกเน่าเสียเนื่องจากการรองรับน้ำเสียจากเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ และกลุ่มหมู่บ้านตอนใต้ของโรงบำบัดน้ำเสียจำนวน 5 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากคลองแม่ข่าที่มีน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสียเจือปนอยู่ทั้งนี้ก่อนการสุ่มตัวอย่างโครงการฯ ได้สำรวจข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ และพบว่า ครัวเรือนในชุมชนที่อยู่ตอนเหนือโรงบำบัดน้ำเสียจำนวน 2,738 ครัวเรือน มีการใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่าไม่มากนัก เนื่องจากสภาพความเน่าเสียของน้ำในคลองแม่ข่า ครัวเรือนที่มีการใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่ามีเฉพาะครัวเรือนที่อยู่ริมคลองแม่ข่า ซึ่งมีประมาร 280 ครัวเรือน ดังนั้น จึงสุ่มตัวอย่างจากครัวเรือนที่อยู่อาศัยริมคลองแม่ข่า ได้จำนวน 47 ครัวเรือน สำหรับชุมชนที่อยู่ตอนใต้ของโรงบำบัดน้ำเสีย มีทั้งหมด 1,329 ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่าและลำน้ำสาขา ในการสุ่มตัวอย่างจึงสุ่มตามขนาดชุมชน ได้ 200 ครัวเรือน
สำหรับกลุ่มผู้บริโภคผลผลิต ทำการสุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ซื้อผลิตผลจากตลาดสดที่เกษตรพื้นที่นำไปจำหน่าย โดยสุ่มตัวอย่างแบบ Accidential Sampling ได้ประชากรตัวอย่าง 60 ตัวอย่าง แยกเป็นที่อยู่บริเวณตลอดสักป่าสัก จำนวน 15 ตัวอย่าง และในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ 45 ตัวอย่าง

การเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีการสัมภาษณ์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่โครงการออกแบบ

ขึ้นและผ่านการทดสอบแบบสัมภาษณ์ในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อปรับแก้ไขแบบสัมภาษณ์แล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้พนักงานสัมภาษณ์ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมแล้วเป็นผู้สัมภาษณ์ประชากรตัวอย่าง ซึ่งผลการสำรวจเก็บข้อมูลได้จำนวนทั้งหมด 253 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 6.2 ของครัวเรือนทั้งหมดในพื้นที่ศึกษา แยกเป็นครัวเรือนที่อยู่ด้านเหนือโรงบำบัดน้ำเสียจำนวน 61 ครัวเรือนและครัวเรือนที่อยู่ด้านใต้โรงบำบัดน้ำเสีย 192 ครัวเรือน ส่วนกลุ่มผู้บริโภคได้จำนวนประชากรตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 60 ตัวอย่าง

การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ประชากรกลุ่ม

ตัวอย่างได้นำมาแปรรหัสและประมวลผลด้วยโปรแกร SPSS PC++ และวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับทัศนะต่อการนำน้ำเสียและน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนมาใช้ประโยชน์ และการยอมกับผลผลิตที่ผลิตโดยน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน

 

(บทสรุป)

สรุปผลการศึกษา
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีประเด็นปัญหา 3 ประการ คือ

  • ปัญหาความเน่าเสียของคลองแม่ข่า
  • การแก้ปัญหาความเน่าเสียของคลองแม่ข่าด้วยระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
  • การใช้ประโยชน์จากน้ำเสีย และน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย

ซึ่งผลจากการศึกษาโดยการสำรวจเส้นทางน้ำและการสัมภาษณ์ประชากรตัวอย่างได้
ข้อมูลสรุป ดังนี้

  • คลองแม่ข่า เป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีบทบาทอย่างสูงในระบบระบายน้ำของเมือง

เชียงใหม่ ในอดีตคลองแม่ข่าทำหน้าที่ระบายน้ำฝนและช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมด้านใต้ตัวเมือง ทำให้ชุมชนด้านใต้ตัวเมืองกว่า 20 ชุมชน มีแหล่งน้ำใช้สอยอุปโภค บริโภค และทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี
เมื่อเมืองเชียงใหม่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น คลองแม่ข่าที่เคยทำหน้าที่ระบายน้ำและป้องกันน้ำ
ท่วมต้องทำหน้าที่รองรับการระบายของเสียจากอาคารบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น จนเกินขีดความสามารถในการทำความสะอาดตัวเอง และเกิดปัญหาความเน่าเสียที่รุนแรงขึ้นทุกปี จนถึงภาวะวิกฤตที่ลำน้ำสายนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้นอกจากการคมนาคม ซึ่งมีผลทำให้ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับคลองแม่ข่าทุกชุมชนได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางน้ำของคลองแม่ข่า และเป็นผลทำให้เกิดโครงการบำบัดน้ำเสียชุมชนเทศบาลนครเชียงใหม่ขึ้น

  • ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นระบบสระเติมอากาศ (Aerated

Lagoon) มีเครื่องเติมอากาศ 60 ตัว น้ำเสียที่บำบัดแล้วก่อนจะปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ (คลองแม่ข่า) จะผ่านบ่อสัมผัสคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเทศบาลนครเชียงใหม่ถูกออกแบบให้รองรับน้ำเสียได้ 55,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถใช้งานได้ 20 ปี เปิดเดินระบบตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 แต่จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2544) ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเน่าเสียของคลองแม่ข่าได้โดยคลองแม่ข่ายังคงมีคุณภาพอยู่ในขั้นวิกฤต จัดอยู่ในแหล่งน้ำประเภทที่ 5 สามารถใช้ประโยชน์ได้เฉพาะการคมนาคม สาเหตุที่การแก้ปัญหาความเน่าเสียของคลองแม่ข่ายังไม่เกิดประสิทธิผล แม้จะได้จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนแล้วก็คือ ความไม่มีประสิทธิในการจัดการปัญหาเรื่องการทิ้งขยะและระบายของเสียลงคลองแม่ข่าของชุมชนที่อยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และชุมชนตอนใต้เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ รวมทั้งปัญหาด้านงบประมาณของเทศบาลนครเชียงใหม่ ทำให้ไม่ได้มีการเดินระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนตามกระบวนการที่ถูกต้องทางวิชาการ คือ ไม่มีการเปิดเครื่องเติมอากาศ ไม่มีการสัมผัสคลอรีนในน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียและไม่เปิดเครื่องสูบน้ำเข้าสู่ท่อน้ำเสีย แต่ปล่อยให้น้ำเสียไหลล้นลงคลองแม่ข่าและแหล่งน้ำใกล้เคียง

  • แม้ว่าคลองแม่ข่าจะมีคุณภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ชุมชนตอนใต้

เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ก็ยังคงใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่า เนื่องจากคลองแม่ข่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงแหล่งเดียวที่สามารถใช้ประโยชน์ได้
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากคลองแม่ข่าของชุมชนที่อยู่ตอนใต้ของโรงบำบัดน้ำเสียมีมากกว่าชุมชนที่อยู่เหนือโรงบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากปริมาณและคุณภาพน้ำในคลองแม่ข่าตอนใต้โรงบำบัดน้ำเสียดีกว่า คือ มีปริมาณน้ำใช้ตลอดปี รวมทั้งคุณภาพที่เห็นได้ด้วยการสัมผัส (กลิ่น/สี/ความใส/ตะกอน) ดีกว่า

  • ในต่างประเทศ มีการนำน้ำทิ้งจากระบบบัดน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในกินกรรม

ต่างๆ มากมาย แต่ก่อนที่มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคโนโลยี ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และการยอมรับของประชาชน

  • ผลการศึกษาประเด็นของการยอมรับผลผลติทางการเกษตรที่ผลิตโดยใช้น้ำเสียและน้ำ

ทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ได้พบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างให้การยองรับผลผลติที่ผลิตโดยใช้น้ำทิ้งมากกว่าผลิตโดยใช้น้ำเสีย

  • แม้จะมีความเป็นไปได้ทางด้านการยอมรับของประชาชนี่จะนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัด

น้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และช่วยให้เกษตรกรสามามรถทำการเกษตรได้ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ ความเสี่ยงของเกษตรกรในการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนทำการเกษตร ความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค และผลกระทบต่อดินและน้ำที่เกิดจากการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน

 

(ข้อเสนอแนะ)

ความเป็นไปได้ในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ที่ประชาชนจะให้การยอมรับและให้ความร่วมมือได้การดำเนินการ จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน รวมถึงการกำหนดมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ มีดังนี้

  1. เสริมและสนับสนุนให้เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจาก ระบบบำบัดน้ำเสียน้ำเสียชุมชนที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมต่างๆ
  1. การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อหาระบบพืชหรือแบบแผนการเพาะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการผลิรโดยใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
  2. การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดระบบชลประทานเพื่อนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก
  3. วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ในการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม เพื่อให้เป็นข้อพิจารณาหรือข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายหรือแผน
  4. สร้างมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรนำน้ำทิ้งระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก
  5. สร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียชุมชนและการนำน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงาน
  6. ติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำทิ้งจากกระบบน้ำเสียชุมชนในกิจกรรมต่างๆ อย่างตจ่อเนื่อง