งานวิจัยเรื่อง การใช้ระบบสารสนเทศในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขององค์การบริหารส่วนตำบล

(บทคัดย่อ)

ปัญหาการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศไทย คือ  การขาดข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดี ทำให้การวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ  โครงการจึงศึกษาหาวิธีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบล   การศึกษาได้ดำเนินการในลักษณะ “ on the job training ”  โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลที่เป็นตัวอย่างร่วมดำเนินงานกับคณะนักวิจัย เพื่อให้บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลได้เรียนรู้และมีร่วมในการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ผลการศึกษาพบว่า   ปัญหาสำคัญในการใช้ข้อมูลและสารสนเทศในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล  คือ   ข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีในฐานข้อมูลต่าง ๆ ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงและมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ รวมทั้งขาดข้อมูลที่จะใช้เป็นดรรชนีชี้วัด นอกจากนี้ยังเข้าถึงข้อมูลได้ยาก  สำหรับศักยภาพและความพร้อมในการใช้ระบบสารสนเทศพบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่มีความพร้อมด้านเครื่องมือ  อุปกรณ์  และระบบสื่อสาร  แต่ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากรที่จะรับผิดชอบงานด้านสนเทศ  
โครงการได้สำรวจปัญหา และความต้องการใช้สารสนเทศในการวางแผนพัฒนาตำบลและการบริหารแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบล และได้ดำเนินงานพัฒนาโปรแกรมระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขึ้น  โดยเลือกใช้ระบบที่สามารถทำงานได้บนศักยภาพและความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่งมีอยู่  วิธีการนำเข้าข้อมูล  การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลข้อมูล  ได้ออกแบบให้ใช้เทคนิคที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อน เป็นวิธีที่บุคลากรส่วนใหญ่ขององค์การบริหารส่วนตำบลมีความคุ้นเคย     
โปรแกรมระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบลที่พัฒนาขึ้นสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ตามรายการและรายละเอียดที่องค์การบริหารส่วนตำบลจำเป็นต้องใช้ในการวางแผนพัฒนา และการติดตามประเมินแผนการพัฒนา   รวมทั้งสามารถประมวลผลและแสดงผลสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งโครงการได้ติดตั้งโปรแกรมระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลที่ร่วมศึกษา คือ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว    อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่   และได้จัดทำคู่มือติดตั้งและใช้งานโปรแกรมระบบสารสนเทศ  ไว้ด้วย

 

(ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีการศึกษา)

ความเป็นมาของปัญหา
องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. เป็นหน่วยการบริการราชการส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยมีหน้าที่ต้องดำเนินกิจกรรมในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ ทางบก การรักษาความสะอาด การกำหนดขยะมลฝอย และสิ่งปฏิกูล การป้องกันโรค และระงับโรคติดต่อ การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การส่งเสริมการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้พิการ การคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน้าที่อื่นๆ ที่ทางราชการมอบหมาย โครงการสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารตำบล และคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมาจากสมาชิกโดยตำแหน่ง และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง
หลังวันที่ 2 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลมีผลบังคับใช้ สภาตำบลจำนวน 617 แห่งที่มีรายได้ตรงตามหลักเกณฑ์ได้รับการยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล การเปลี่นยแปลงสถานภาพดังกล่าวทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนบทบาท และอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการและการดำเนินภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ บุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบบริหารจัดการ และงบประมาณ
เนื่องจากภารกิจตามอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีขอบข่ายที่กว้างขวางมาก บางภารกิจเป็นเรื่องใหม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบลไม่เคยต้องรับผิดชอบมาก่อน เช่น ภารกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบในระยะยาว ขณะที่ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบลเคยรับผิดชอบมาก่อน คือภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบลต้องรับผิดชอบอยู่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดจะต้องมีข้อมูล เทคโนโลยีและเครื่องมือและที่จะช่วยให้สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างชัดเจนถูกต้องและทันเหตุการณ์ สามารถทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาและวางแผนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สามารถวิเคราะห์ศักยภาพ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่เพื่อที่จะวางแผนการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม
หลังจากองค์การบริหารส่วนตำบลเริ่มภาระกิจในการบริหารจัดการ ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานและการศึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการ ซึ่งผลการศึกษาในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งทั่วประเทศไทย ได้พบสถานการณ์ที่คล้ายๆ กัน คือ องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลมากเพียงพอที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่และปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถการวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผล
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดข้อมูลและระบบสารสนเทศในการกำหนดกลยุทธและการวางแผนพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกระทรวงต่างๆ ได้พัฒนาฐานข้อมูลและระบบสาสนเทศขึ้นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ แผนงานและโครงการพัฒนาในพื้นที่ เช่น ฐานข้อมูล กชช2ค. ฐานข้อมูล จปฐ. ซึ่งการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่การศึกษาติดตามผลได้พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การบริหารส่วนตำบล มีการนำฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ได้พัฒนาไว้แล้วนี้ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการและวัตถุประสงค์ในการใช้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลได้
เนื่องจากการพัมนาเทคโนโลยีในการสื่สารและการเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทมากในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด จนถึงระดับชุมชนชนบท องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภาระหน้าที่ในการพัฒนาแนวทางในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ขององค์กร เช่น การสร้างหรือพัฒนาระบบสารสนเทศเพี่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนา แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาถึงศักยภาพและข้อจำกัดของบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ด้วย

วัตถุประสงค์
1.  ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการใช้ระบบสารสนเทศหรือฐานข้อมูลที่มีการพัฒนาขึ้นไว้แล้วในกระบวนการวางแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบล
2.  ศึกษารายละเอียดของข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนตำบลมีความต้องการใช้ในการวางแผนและการจัดทำโครงการพัฒนาต่างๆ
3.  พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนาระดับตำบลที่สอดคล้องกับความต้องการใช้ขององค์การบริหารส่วนตำบล

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

                เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาในโลกยุคปัจจุบันจึงเห็นโดยทั่วไป ว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมต่างๆ มากมาย การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงทั้งด้านทรัพยากรบุคคลเครื่องมือ เวลา และงบประมาณ ดังนั้น ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์นอกจากจะเป็นการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาแล้ว ยังเป็นความสูญเสียทั้งด้านทรัพยากรบุคคล เครื่องมือ เวลา และงบประมาณอีกด้วย
การพัฒนาระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานขององค์กร และเหมาะสมกับศักยภาพของบุคลกร เครื่องมือ และทรัพยากรของหน่วยงาน จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการเกิดการใช้และการพัฒนาระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น การดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศของโครงการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานดังกล่าว จึงได้ดำเนินงานศึกษาในลักษณะ on the job training โดยมีเป้าหมายที่จะให้เกิดระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานขององค์การบริหารส่วนตำบล และเหมาะสมกับศักยภาพบุคลากร เครื่องมือ และทรัพยากรของหน่วยงาน และคาดว่าจะมีการขยายผลการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนาในองค์การบริหารส่วนตำบลต่อไป

 

(บทสรุป)

ความเป็นมาและวิธีการศึกษา
ภาระกิจตามอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีขอบข่ายที่กว้างขวางมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดจะต้องมีข้อมูล เทคโนโลยีและเครื่องมือที่จะช่วยให้สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและทันเหตุการณ์ สามารถทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาและวางแผนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่เพื่อที่จะวางแผนการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมแต่การติดตามผลการดำเนินงานและการศึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งทั่วประเทศไทย ได้พบสถานการณ์ที่คล้ายๆ กัน คือ องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดีพอที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผลจำเป็นต้องหาแนวทางในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภาระกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เกิดประสิทธิภาพ โครงการจึงได้ดำเนินงานศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการใช้ระบบสารสนเทศหรือฐานข้อมูลที่มีการพัฒนาขึ้นไว้แล้วในกระบวนการวางแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล
  • ศึกษารายละเอียดของข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนตำบล มีความต้องการใช้ในการวางแผนและการจัดทำโครงการพัฒนาต่างๆ
  • พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนาระดับตำบล ที่สอดคล้องกับความต้องการใช้ขององค์การบริหารส่วนตำบล

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในลักษณะ “on the job training” โดยได้ดำเนินงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการใช้ระบบสารสนเทศ และศึกษาความต้องการใช้ข้อมูลและสารสนเทศขององค์การบริหารส่วนตำบล หลังจากนั้น จะดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนา โดยคณะนักวิจัยได้ดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององคืการบริหารส่วนท้องถิ่นตำบลที่เป็นตัวอย่าง ทั้งที่เพื่อให้ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น เป็นระบบสารสนเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตามระดับรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล ในการศึกษาจึงเลือกสุ่มตัวอย่างองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อเป็นตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละระดับ การเลือกตัวอย่างพิจารณาจากความพร้อมของทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
หลังจากศึกษากระบวนการวางแผนพัฒนา การใช้และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการใช้ระบบสารสนเทศในกระบวนการวางแผนพัฒนา รวมทั้งความต้องการใช้ข้อมูลและสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นตัวอย่างทั้ง 5 แห่งแล้ว ได้เลือกตัวอย่างองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 1 แห่งจาก 5 แห่ง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ศึกษาและพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยพิจารณาจากความสนใจและความพร้อมที่จะร่วมการปฏิบัติงานศึกษาซึ่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่

สรุปผลการศึกษา

1.  กระบวนการวางแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลที่เป็นตัวอย่างในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการวางแผนขององค์การบริหารส่วนตำบลในแต่ละระดับขั้น มีความแตกต่างกันพอสมควร ทั้งนี้ เนื่องจากองค์ประกอบด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสนับสนุนต่างๆ มีศักยภาพและความพร้อมที่ไม่เท่ากัน องค์การบริหารส่วนตำบลที่เป็นตัวอย่างทั้ง 5 แห่งคือ
ระดับที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ระดับที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ระดับที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ระดับที่ 4 องค์การบริหารส่วนตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
ระดับที่ 5 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
แม้ว่าจะมีกระบวนการวางแผนพัฒนาตำบลตามกระบวนการและขั้นตอนที่ระเบียบ
กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ แต่ทุกแห่งก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการวางแผนพัฒนาตำบลอีกหลายประการ ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้

  • ทุกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องจัดทำแผนพัฒนาตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 59 โดยขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล นั้น องค์การบริหารส่วนตำบลยึดถือตามคู่มือปฏิบัติงานการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นหลักในการจัดทำ แต่ในกระบวนการปฎิบัติงานจริงจะมีข้อแตกต่างกันบ้างในการดำเนินการแต่ละขึ้นตอนของแต่ละองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การมีส่วนร่วมของประชาคมหมู่บ้าน โดยบทบาทหน้าที่ของประชาคมหมู่บ้านในแต่ละองค์การบริหารส่วนตำบล จะไม่เท่าเทียมกัน
  • ปัญหาที่สำคัญของประชาชน คือ ประชาคมไม่ทราบบทบาทหน้าที่ของตนเอง จึงไม่สนใจในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับองค์การบริหารส่วนตำบล
  • คณะกรรมการจำนวนไม่น้อยไม่มีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการและขึ้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาทั้งยังไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ทำให้ไม่มีความสามารถที่จะจัดทำแผนพัฒนาได้
  • ปัญหาสำคัญในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล คือ การขาดความร่วมมือจากหมู่บ้าน ทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน บางครั้งไม่ได้ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล จากการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนการดำเนินต่างๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งรวมทั้งกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบลมีน้อยมาก บางขั้นตอนประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมการดำเนินงาน

2.  การใช้ระบบสารสนเทศในการจัดทำแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลและปัญหาที่เกิดขึ้น การติดตามศึกษากระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล 5 ปี และแผนพัฒนาตำบลประจำปี ขององค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 5 แห่งเป็นตัวอย่างในการศึกษา พบว่า

  • ในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล มีการใช้สารสนเทศในรายละเอียดของข้อมูลพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นข้อมูลหลัก ซึ่งข้อมูลส่วนที่ให้ภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลอย่างกว้างๆ ทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่มีข้อมูลในระดับลึกที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
  • ข้อมลูที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม และสภาพปัญหาของพื้นที่ ไม่มีรายละเอียดสถานการณ์ปัญหาเพียงพอว่า เป็นปัญหาอย่างไร มีขนาดและความรุนแรงแค่ไหน ซึ่งส่งผลให้ปัญหาที่นำมากำหนดในแผนอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
  • องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่ มีปัญหาในการจัดหาและการใช้ข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ ทั้งในส่วนของสารสนเทศที่แสดงสภาพของสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และสารสนเทศที่ใช้การสนับสนุนหรือเป็นเครื่องมือในการกำหนดแผนพัฒนาและโครงการพัฒนา รวมทั้งการติดตามประเมินผลการทำงาน ปัญหาการจัดหาและการใช้ระบบสารสนเทศในการจัดทำแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลในปัจจุบันที่พบมาก ได้แก่
    • ข้อมูลที่ต้องการใช้และข้อมูลที่สำรวจจัดเก็บไว้ ไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
    • ข้อมูลที่จำเป็นและต้องการใช้กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ
    • เนื้อหารายละเอียดของข้อมูลที่ใช้เป็นรายงานข้อมูลที่ส่วนกลางกำหนดให้ ทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่แสดงสถานการณ์และปัญหาที่แท้จริงของพื้นที่
    • บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนา ทั้งเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลและประชาคมไม่เข้าใจเรื่องระบบสารสนเทศ จึงไม่สามารถจัดทำสารสนเทศที่จำเป็นและเหมาะสมในการจัดทำแผนได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุม
    • ระบบสารสนเทศและข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลหลักในการจัดทำแผน ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐานระดับการพัฒนา (กชช.2 ค.) ตัวชี้วัดระดับการพัฒนาหมู่บ้านข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน(จปฐ.)

3.  ศักยภาพและความพร้อมในการใช้ระบบสารสนเทศขององค์การบริหารส่วนตำบล โครงการได้ทำการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นปัญหาเรื่องศักยภาพและความพร้อมขององค์การบริหารส่วนตำบลในการใช้ระบบสารสนเทศ โดยการส่งแบบสอบถามให้แก่ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น(เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล) ในจังหวัดต่างๆ ในเขตภาพเหนือตอนบน รวม 7 จังหวัด จำนวน 1,116 แห่ง และได้รับแบบสอบถามตอบกลับมาจำนวน 445 ชุด (ร้อยละ 40.8 ของแบบสอบถามทั้งหมด) โดยมีสรุป ดังนี้

  • ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบว่า ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จปฐ. ในการจัดทำแผนพัฒนา เนื่องจากเป็นสารสนเทศที่มีรายละเอียดระดับครัวเรือนทำให้ได้ข้อมูลชัดเจน ประมาณร้อยละ 60 ใช้ฐานข้อมูลจาก กชช2 ค. ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาตำบล นอกจากสารสนเทศจากฐานข้อมูลหลักทั้งสองฐานนี้แล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ในการจัดทำแผนจะได้มาจากการสำรวจ
  • ยังไม่มีองค์การบริหารส่วนตำบลใด ที่ทำการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาตำบลด้วยตนเอง
  • ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 เห็นว่า ระบบสารสนเทศมีประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาและการบริหารจัดการ ซึ่งประโยชน์ของระบบสารสนเทศตามความเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คือ สามารถจัดเก็บและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้สะดวก รองลงมา คือ ระบบสารสนเทศช่วยในการวางแผนโครงการหรือการปรับโครงการทำได้อย่างเหมาะสม/ตรงตามความต้องการของประชาชน
  • ร้อยละ 90 เห็นว่า ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของตำบล โดยร้อยละ 31.1 ของผู้ตอบว่าอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ อินเตอร์เน็ตช่วยให้รับรู้ข่าวสารได้ทันเหตุการณ์ ร้อยละ 20 เห็นว่ามีประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ
  • แม้ว่า เกือบร้อยละ 90 เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกตำบลจะต้องเชื่อมเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ได้ทันที ทันเหตุการณ์
  • ศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลในการใช้หรือการจัดทำระบบสารสนเทศนั้น พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่มีศักยภาพค่อนข้างสูงในด้านเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลมากกว่าร้อยบะ 90 มีมากกว่า 5 เครื่องต่อหน่วยงาน

4.  สารสนเทศที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้องการใช้ พบว่า ข้อมูลสารสนเทศที่องค์การ
บริหารส่วนตำบลมีใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นสารสนเทศที่ยังไม่ได้สนองตอบต่อความต้องการใช้อย่างเหมาะสม
5.  การออกแบบระบบสารสนเทศ ผลจากการศึกษาพบว่า รายการสารสนเทศที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้องการใช้มีรายละเอียดอะไรบ้าง และลักษณะสารสนเทศที่ต้องการเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้นำมาออกแบบโครงสร้างข้อมูล ระบบการนำเข้า วิธีการประมาลผล และการแสดงข้อมูล โดยการพัฒนาระบบสารสนเทศของข้อมูล
6.  ปัญหาในการออกแบบและการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการวางผังเมืองพัฒนาตำบล แม้จะมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการมี การใช้ และการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การบริหารส่วนตำบล และได้พัฒนาระบบสารสนเทศที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากร และเครื่องมือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขององค์การบริหารแล้วก็ตาม ก็ยังคงประสบปัญหาในการดำเนินงานอยู่พอสมควร ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่พบ คือ

    • บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสารสนเทศ ทำให้การศึกษาเพื่อหาความต้องการใช้สารสนเทศเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากผู้ใช้ไม่สามารถบอกความต้องการใช้สารสนเทศได้ว่า ต้องการสารสนเทศอะไรบ้าง และต้องการนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะใด ทำให้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
    • ความขาดแคลนข้อมูลดิบที่จะป้อนเข้าสู่ระบบ เนื่องจากระบบสารสนเทศต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสารสนเทศที่ถูกกำหนดจากที่อื่น องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเพียงผู้ใช้หรือให้ความร่วมมือในการจัดเก็บ ข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้องการใช้จริงๆ อีกเป็นจำนวนมากยังไม่มีการจัดเก็บไว้ในลักษณะที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้โดยตรง ดังนั้น จึงทำให้ต้องใช้เวลามากในการรวบรวมและจัดเก็บใหม่
    • ข้อจำกัดด้านเวลาในการร่วมปฏิบัติงานพัฒนาระบบสารสนเทศ แม้ว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องขององค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษาจะให้ความร่วมมือในการดำเนินงานกับโครงการดีมาก แต่เนื่องจากมีภาระงานมากและงานต่างๆ ต้องดำเนินงานอย่างเร่งรัดเพราะมีกำลังบุคลากรน้อย การพัฒนาระบบสารสนเทศของโครงการ ซึ่งมีหลักการดำเนินงานแบบ “on the job training “ จึงเป็นไปได้ด้วยความล่าช้า เนื่องจากต้องรอเวลาว่างของเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานต่างๆ
    • ข้อมูลแผนที่ แผนที่เป็นสารสนเทศที่มีความสำคัญในการจัดทำแผนเป็นอย่างยิ่ง เพราะแผนที่สามารถแสดงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและสะดวกในการอธิบาย แต่ข้อมูลแผนที่เป็นข้อมูลส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลมีอยู่น้อยมากและไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าการออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาตำบลของโครงการ จะมีความสำคัญในการนำข้อมูลแผนที่มาใช้ในการวางแผนพัฒนาตำบลโดยพยายามประยุกต์ใช้วิธีการที่ง่ายและไม่ซับซ้อนในการนำเข้าข้อมูลแผนที่ในระบบสารสนเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการแสดงผลข้อมูลแผนที่ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ

     

(ข้อเสนอแนะ)

ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น จะมีการใช้อย่างต่อเนื่อง มีการบำรุงรักษาให้มีชีวิตทันสมัยอยู่เสมอ และมีความยั่งยืนในการใช้งานหรือไม่ เพียงไรนั้น องค์ประกอบสำคัญที่ต้องสร้างและพัฒนาคือ
1.  องค์กรที่รับผิดชอบ ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นตามความต้องการใช้ของหน่วยงาน จะมีวัตถุประสงค์ที่จะตอบสนองความต้องการใช้ของบุคลากรฝ่ายต่างๆ ในหน่วยงาน การดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศจึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยประกอบด้วยบุคลากรฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข้าราชการประจำ ประชาคม และนักการเมือง ซึ่งคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นนี้ จะทำหน้าที่ ดังนี้

  • สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับงานด้านสารสนเทศ และระบบสารสนเทศที่มีอยู่
  • ศึกษาหาความต้องการเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงและพัฒนาสารสนเทศให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของหน่วยงานและของผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง มากยิ่งขึ้น
  • จัดหาข้อมูลและสารสนเทศเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงสารสนเทศให้มีข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ
  • ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศที่มีอยู่ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปสถานการณ์ของพื้นที่ สถานการณ์ปัญหาต่างๆ

2.  การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการมี การใช้ และการพัฒนาระบบ
สารสนเทศให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากองค์ความรู้เกี่ยวกับสารสนเทศยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับหน่วยงานในระดับท้องถิ่น
3.  การสร้างศักยภาพและความพร้อมด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี เนื่องจากการพัฒนาระบบสารสนเทศจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งส่วนที่เป็นเครื่องมือ อุปกรณ์และโปรแกรมการจัดการสารสนเทศแบบต่างๆ นอกจากจะมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานแล้ว จะต้องมีการพัฒนาเครื่อมือ อุปกรณ์ และการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น อาจจัดหาเครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลแผนที่หรือจัดหาโปรแกรมจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นต้น
4.  การเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศแก่ชุมชนและสังคม การเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อสนเทศที่มีในระบบสารสนเทศไปสู่ชุมชนหรือสังคม เป็นแนวทางการดำเนินงานสำคัญที่จะทำให้ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีชีวิตอยู่ได้อย่างทันสมัยอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อมีจำนวนผู้ใช้และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้สารสนเทศมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ใหม่ๆ และความต้องการสารสนเทศใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการปรับปรุงเนื้อหาสารสนเทศที่มีอยู่ในระบบให้มีความทันสมัย สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของผู้ใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้น และจะทำให้เกิดความต้องการระบบสารสนเทศใหม่ๆ ขึ้นด้วย