งานวิจัยเรื่อง การจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดสำหรับเยาวชนในสถานศึกษา

(บทสรุป)

อภิปรายผลการศึกษา
1.  แนวคิดการจัดการความรู้ แนวคิดเรื่องการจัดการความรู้ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ทำให้การให้ความหมายและการอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการจัดการความรู้จะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นทางธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในวงการอื่นๆ จึงต้องใช้เวลามากในการที่จะทำความเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีการจัดการความรู้ที่เน้นการใช้ระบบสื่อสารสมัยใหม่ เช่น ระบบสารสนเทศ ระบบอินเตอร์เนต ฯลฯ ทำให้การนำแนวคิดการจัดการความรู้ไปใช้ประโยชน์ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ทั้งที่แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกวงการ และสามารถใช้วิธีการง่ายๆ ในการจัดการความรู้ให้ได้ผลดีเช่นกัน
การเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด ได้นำแนวคิดการจัดการความรู้มาใช้แล้วเป็นเวลานาน เช่น การให้ความรู้ผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ ความเข้าใจ การสร้างจิดสำนึกแก่ประชาชนทุกกลุ่มโดยผ่านกระบวนการสื่อสารมวลชน การรณรงค์ และการใช้เทคโนโลยีต่างๆ รูปแบบต่างๆ เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ เอกสาร แม้แต่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น วิดีทัศน์ ระบบสารสนเทศ ฯลฯ แต่กระบวนการจัดการความรู้เกี่ยวกับสารเสพติดที่ผ่านมา พบว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขาดการติดตามประเมินผลทำให้กระบวนการดำเนินงานไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิผลตามเป้าหมาย องค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดปรโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ผลงานวิจัยและข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัยไม่ได้นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาแม้แต่ในพื้นที่ที่ทำการศึกษาวิจัยเอง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับสารเสพติดที่เกิดขึ้นตลอดเงลาไม่ได้เผยแพร่ไปสู่กลุ่มเยาวชนและประชาชนที่ต้องการใช้ หรือเผยแพร่ในช่วงเวลาที่ไม่ทันกับเหตุการณ์หรือไม่สามารถเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม ทำให้การเฝ้าระวังป้องกันปัญหาสารเสพติดไม่มีประสิทธิผล ไม่ทันเหตุกาล
2.  สถานภาพการจัดการความรู้เรื่องกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารและยาเสพติด รวมทั้งระเบียบที่จะต้องนำมาบังคับใช้เกี่ยวกับสารและยาเสพติดมีอยู่หลายฉบับ ซึ่งกฎหมายและระเบียบต่างๆ มีบทบัญญัติทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม ฯลฯ ทำให้เกิดปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิผลของการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสารและยาเสพติดอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการปราบปราม เนื่องจากตัวบทกฏหมายยังขาดความชัดเจน เด็ดขาด และแน่นอน นอกจากนี้ ความรู้ ความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความแตกต่างกันมาก ส่งผลให้การใช้กฎหมายเพื่อดำเนินงานปราบปราม ป้องกัน และแก้ปัญหาสารและยาเสพติดไม่เคยเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
สำหรับประชาชน แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่ก็พบว่า ประชาชนมิได้มีความพยายามที่จะศึกษาและทำความเข้าใจหรือคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของตนเองในการป้องกันและแก้ไขสารเสพติด ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ปฏิบัติงานไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยขาดการพิจารณาบทบัญญัติทางกฎหมายอย่างจริงจัง
3.  หารจัดการความรู้สำหรับเยาวชนในสถานศึกษา การจัดความรู้สำหรับเยาวชนในสถานศึกษามีรูปแบบการจัดการหลายรูปแบบ ได้แก่ การจัดเนื้อหาความรู้เรื่องสารเสพติดไว้ในบทเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1-ป.6 การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างๆ เช่น การค้นคว้าหาข้อมูล การจัดฉายวิดีทัศน์ การจัดบอร์ดและจัดนิทรรศการ การแสดงบทบาทสมมุติเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การแข่งขันกีฬา การตรวจสุขภาพนักเรียน ทั้งนี้ โดยคาดหวังว่าการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสารเสพติดแก่นักเรียน น่าจะช่วยลดพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการเสพสารเสพติดได้ เนื่องจากการศึกษาวิจัยในทุกพื้นที่มีข้อสรุปที่ตรงกันว่า ความรู้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเสพหรือไม่เสพสารเสพติด (บุศยา ณ ป้อมเพชร(2539) จิตรลดา  ลิ้มจำรูญ (2539) และอรรถพล  บาลยอ (2546))
อย่างไรก็ตาม การป้องกันและการแก้ไขปัญหาสารเสพติดสำหรับเยาวชนในสถานศึกษานอกจากอาศัยกระบวนการทางการศึกษาสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียนแล้ว ยังต้องอาศัยการอบรมบ่มนิสัยและพัฒนาการด้านจิตใจด้วย เพราะความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและทัศนคติที่มีต่อสารเสพติดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการติดสารเสพติด (รุจรัต  แก้วกลางเมือง(2547 และวรรณา  สขเสถียร(2543)) กล่าวคือ ความรู้และทัศนคติเป็นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ จึงจะสามารถการป้องกันและแก้ปัญหาสารเสพติดในกลุ่มเยาวชนอย่างได้ผล
4.  การพัฒนาสื่อความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด สื่อการสอนที่นำมาใช้ในการให้ความรู้เรื่องสารเสพติดแก่ผู้เรียนส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของการใช้แผ่นพับ รูปภาพ ใบความรู้ การจัดบอร์ด การจัดนิทรรศการ หรือการแสดงบทบาทสมมุติ ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากการใช้สื่อการสอนของครูกับมาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนดไว้แต่ละระดับชั้น จะเห็นว่า สื่อการสอนสามารถให้ความรู้เรื่องสารเสพติดตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ แต่ในสภาพที่เป็นจริงครูที่สอนในสาระการเรียนรู้เรื่องสารเสพติดส่วนใหญ่มีปัญหามากในการหาสื่อที่เหมาะสมมาใช้ในการสอน (นงคราญ  ณรงค์ศักดิ์ (2541)) ซึ่งหากครูมีสื่อการเรียนการสอนเรื่องสารเสพติดให้แก่เยาวชนในสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและครบถ้วน จะเป็นผลให้การจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดสำหรับเยาวชนในสถานศึกษาเกิดผลดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะช่วยให้เยาวชนเกิดความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในพิษภัยของสารเสพติดอย่างถูกต้อง
5.  ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเสพติดของเยาวชนในสถานศึกษา เยาวชนส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับที่สามารถระบุได้ว่า สารเสพติดคืออะไร มีโทษหรือพิษภัยอย่างไร ในความคิดเห็นของเยาวชนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสารเสพติดที่เยาวชนไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ คือ วิธีป้องกันและดูแลตนเอง และผู้ใกล้ชิดให้ปลอดภัยจากสารเสพติด ผลกระทบจากการใช้สารเสพติดต่อร่างกายและจิตใจของผู้ใช้ ผลกระทบต่อครอบครัวชุมชนและสังคม ส่วนแหล่งที่เยาวชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาสารเสพติดมากที่สุด คือ โทรทัศน์ รองลงมา คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ บอร์ด ประชาสัมพันธ์ในสถานศึกษา การพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อน ผู้ปกครอง อาจารย์ ขณะที่การจัดประชุมและมีวิทยาการนำเสนอข้อมูล หรือบรรยายความรู้ เป็นวิธีการที่เยาวชนเห็นว่า ได้ผลน้อยที่สุดในการให้ความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด

ข้อเสนอแนะ
1.  กระบวนการจัดการความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด การจัดการความรู้เรื่องสสรเสพติดสำหรับเยาวชน โดยการถ่ายทอดความรู้เรื่องสารเสพติดผ่านกระบวนการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนารูปแบบการถ่ายทอดความรู้ โดยครูผู้รับผิดชอบการถ่ายทอดความรู้จะต้องพัฒนากระบวนการและรูปแบบการให้ความรู้ที่หลากหลาย โดยอาจเชื่อมโยงความรู้เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในความสนใจของเยาวชน เพื่อสร้างความสนใจและความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้
สำหรับการจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดผ่านชมรม To be number one ซึ่งได้จัดตั้งในหลายชุมชนและในสถานศึกษาเกือบทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอาชีวะศึกษาและระดับอุดมศึกษา พบว่า เป็นรูปแบบการจัดการที่เกิดประสิทธิผลด้านการจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดสำหรับเยาวชนทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา แต่ปัจจุบันมีขีดจำกัดในการดำเนินงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากรดำเนินงาน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่รับผิดชอบดำเนินงาน
สิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดมากขึ้น คือ การพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันทำงาน นอกจากนี้ แนวทางหรือรูปแบบการจัดการความรู้สำหรับเยาวชนที่มีภูมิหลังเกี่ยวกับสารเสพติดต่างกันจะต้องมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ องค์ความรู้และวิธีการให้ความรู้แก่เยาวชนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับสารเสพติด(กลุ่มใส) จะต้องแตกต่างจากองค์ความรู้ที่จะให้แก่เยาวชนที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับสารเสพติดมาแล้ว
ส่วนเยาวชนนอกสถานศึกษาและประชาชนทั่วไปในชุมชน จำเป็จะต้องเร่งดำเนินงานการจัดการความรู้เรื่องสารเสพติดให้ทั่วถึง โดยสร้างศูนย์การเรียนรู้เรื่องสารเสพติดในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่มีปัญหาหรือมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของสารเสพติด ศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวนอกจากจะทำหน้าที่ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องสารเสพติด และการติดตามเฝ้าระวังป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของสารเสพติดในชุมชนแล้ว จะทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาและช่วยเหลือผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดด้วย

2.  กระบวนการจัดการเรียนการสอนเรื่องสารเสพติดในสถานศึกษา

  • ครูผู้สอนควรจะได้มีการวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้เรื่องสารเสพติดที่จะนำมาใช้ในการสอนผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้การนำเสนอเนื้อหาความรู้ให้แก่ผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้นเกิดความซ้ำซ้อนกัน
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ควรเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสื่อเผยแพร่ความรู้สารเสพติดให้แก่ครูผู้สอนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสือโดยการมอบสื่อที่ผลิตให้กับสถานศึกษา การให้บริการยืม การทำสำเนา ทั้งนี้เพื่อที่ครูผู้สอนจะได้มีสื่อไปใช้ประกอบในการสอนมากขึ้นและทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและความเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นตามไปด้วย
  • ควรเผยแพร่ความรู้เรื่องสารเสพติดให้แก่ครูผู้สอนในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยจัดทำวารสารรายเดือน รายสามเดือน หรือรายปี ส่งให้ครูผู้สอนที่สอนสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตลอดจนครูผู้สอนที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบพฤติกรรมทางด้านสารเสพติดของผู้เรียน ทั้งนี้เพื่อที่ครูผู้สอนจะได้มีข้อมูล ความรู้ที่ทันเหตุการณ์และสามารถให้ข้อมูลความรู้ที่ทันสมัยกับผู้เรียน ตลอดจนสมารถแก้ปัญหาเรื่องสารเสพติดที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาได้ทันท่วงที
  • ในการจัดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติดในสถานศึกษา รัฐบาลควรกำหนดเป็นนโยบายหลัก และให้มีการดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดไป ทั้งนี้เพื่อให้การป้องกันและแก้ปัญหาสารเสพติดในสถานศึกษา เกิดประสิทธิผลอย่างจริงจังและยั่งยืน

3.  การลงโทษผู้กระทำผิดเรื่องสารเสพติด แม้ว่ากฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ จะมี
บทลงโทษผู้กระทำผิดในเรื่องสารเสพติดอยู่แล้ว หรือการที่ประชาชนรับรู้ว่ากฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับมีบทลงโทษผู้กระทำผิดในเรื่องสารเสพติดในกรณีต่างๆ อยู่แล้วก็ตาม แต่ผลการตัดสินตามบทลงโทษทางกฎหมายก็ยังไม่เกิดผลที่เด็ดขาดและรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เกิดการยุติการกระทำความผิด ดังนั้น จังควรมีการนำการลงโทษทางสังคมมาใช้ร่วมด้วย โดยเมื่อมีการดำเนินคดีและเมื่อการพิจารณาคดีเป็นที่สุดแล้ว สื่อมวลชนควรต้องมีการประกาศพาดหัวข่าวให้เป็นข่าวใหญ่เช่นเดียวกับตอนผู้กระทำผิดถูกจับกุมดำเนินคดี เพื่อเตือนให้ประชาชนไม่ลืมและได้รับรู้อยู่ตลอดเวลาว่า ความผิดทางกฎหมายนั้นเป็นอย่างไร มีบทลงโทษอย่างไร และบัดนี้ผลของผู้กระทำผิดได้รับจากสังคมนั้นรุนแรงเช่นไร ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการความรู้ด้านกฎหมายสำหรับประชาชนด้วย