ข้อมูลแต่ละจังหวัด

 

จังหวัดแม่ฮ่องสอน

http://netterip.multiply.com/photos/album/51/51#photo=2


     สันนิษฐานว่า เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่เจ้าแก้วเมืองมาจะเข้ามาตั้งบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ แต่ไม่มีหลักฐานว่าเข้ามาอยู่เมื่อใดสมัยใด และอพยพไปอยู่ที่ไหน ผู้คนที่อยู่อาศัยก่อนนั้นมีหลักฐานและเชื่อกันว่าเป็นชนเผ่าลั๊วะ หรือละว้า หลักฐานที่ปรากฏอยู่คือหลุมฝังศพ ซากบ้านร้างซึ่งพบกันแถวบริเวณที่เป็น หอประชุมเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันคือตลาดโต้รุ่ง และที่โรงเรียนปริยัติธรรม ข้างวัดจองกลางและวัดจองคำ กลุ่มคนที่อยู่อาศัยก่อนนั้นน่าจะถูกไข้ป่าหรือเกิดการรบกัน มีการตายและพวกที่เหลืออพยพไปอยู่ที่ปลอดภัยกว่า
สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองแม่ฮ่องสอนเดิมเป็นชุมชนบ้านป่า ไม่มีผู้ใดปกครอง มีชาวไทยใหญ่บางส่วนจากชายแดนประเทศสหภาพพม่า ที่อพยพเข้ามาทำมาหากิน ทำไร่ทำสวนเป็นบางฤดูกาล ความสำคัญสมัยนั้นเป็นเพียงทางผ่านของกองทัพพม่า ที่เดินทัพไปยังกรุงศรีอยุธยาหรือหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย

     ตำนานเมืองแม่ฮ่องสอนกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2374 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางแคว้นล้านนาไทย เมืองพิงค์นคร หรือเมืองเชียงใหม่ มีพระยาเชียงใหม่มหาวงศ์ ซึ่งต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าเป็น พระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี ได้ทราบว่าทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็คือดินแดนที่เป็นหัวเมืองแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ป่าทึบและเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช้างป่าที่ชุกชุมมาก จึงมีบัญชาให้เจ้าแก้วเมืองมา ผู้เป็นญาติเป็นแม่กองนำไพร่พล นำช้างต่อหมอควาญ ออกไปสำรวจความเป็นไปของเหตุการณ์ชายแดนด้านตะวันตก พร้อมให้จับช้างป่านำมาฝึกสอนใช้งานต่อไป

     เจ้าแก้วเมืองมา ก็ได้รวบรวมไพร่พลช้างต่อ และหมอควาญช้างออกเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ มุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือลัดเลาะตามลำห้วย มุ่งสู่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็เข้าสู่หมู่บ้านเวียงปาย หรืออำเภอปายในปัจจุบัน ที่นี่เจ้าแก้วเมืองมาและคณะพักอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก็เดินทางต่อ คราวนี้มุ่งสู่ทิศใต้ลัดเลาะตามลำน้ำปาย ขึ้นสู่ภูเขาสูงอีกครั้งหนึ่ง

     การเดินทางช่วงนี้ใช้เวลามากกว่าเดิมก็ลงสู่แม่น้ำปายอีกครั้ง เมื่อถึงแม่น้ำปายก็พบมีชุมชนเล็กๆ มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก เป็นคนไตหรือไทยใหญ่ บริเวณหมู่บ้านติดแม่น้ำปาย มีป่าที่ราบว่างเปล่ามากมาย เห็นว่าทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านนี้ดีมาก สามารถขยายให้เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตได้ในภายหน้า และที่อยู่ใกล้บ้านยังมีดินโป่งเป็นแห่งๆ มีหมูป่าลงมากินดินโป่งชุกชุมมาก เหมาะสำหรับตั้งเป็นหมู่บ้านเป็นอย่างดี
เจ้าแก้วเมืองมาจึงได้รวบรวม ผู้คนที่อยู่กระจัดกระจายให้มาอยู่รวมกัน ให้มีการคัดเลือกนายบ้านเรียกว่า "เหง" ก็ได้ "นายพะก่าหม่อง" คนไทยใหญ่เป็นเหง (กำนันปกครองหมู่บ้านและให้ชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านโป่งหมู" ) ต่อมากลายเป็นบ้านปางหมู ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าแก้วเมืองมาพร้อมกับพะก่าหม่องได้เดินทางต่อขึ้นไปทางทิศใต้ นำช้างที่คล้องไปจำนวนหนึ่ง เดินทางมาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนปัจจุบัน เป็นที่เหมาะสมดี ลำน้ำไหลผ่านจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตกลงสู่แม่น้ำปาย และยังมีลำธารไหลขนานทางทิศเหนืออีก เห็นว่าเป็นทำเลดีเหมาะที่จะตั้งเป็นที่ฝึกสอนช้าง และตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน จึงได้ตั้งคอกฝึกสอนช้างริมลำน้ำนั้น และกลายเป็นหมู่บ้านไทยใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แต่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่าบ้านโป่งหมู หลังจากที่เจ้าแก้วเมืองมาคล้องช้างได้มากพอควร ฝึกสอนอยู่จนเห็นว่าควรเดินทางกลับได้ จึงได้ตั้งให้ "แสนโกม" บุตรเขยของพะก่าหม่อง เป็น "ก้าง" (ผู้ใหญ่บ้าน) ปกครองดูแลและตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านแม่ร่องสอน" ต่อมาคำว่า "แม่ร่องสอน" ได้เพี้ยนมาเป็น "แม่ฮ่องสอน" ส่วนลำธารอีกแห่งหนึ่งทางทิศเหนือเรียกว่า "ลำน้ำปุ๊" เนื่องจากพบว่ามีน้ำผุดขึ้นมาจากดิน

     บ้านแม่ร่องสอนเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับมา มีชนชาวไทยใหญ่อพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น เนื่องจากระยะนั้นประมาณปี พ.ศ. 2399 ได้เกิดจลาจลทางหัวเมืองไตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทำให้ชาวไทยใหญ่ที่รักสงบอพยพมากขึ้น ถึงปี พ.ศ. 2409 เกิดการรบกันในหัวเมืองไทยใหญ่ ระหว่าง เจ้าฟ้าเมืองนาย กับเจ้าฟ้าโกหล่านแห่งเมืองหมอกใหม่ เจ้าฟ้าโกหล่านสู้ไม่ได้ จึงได้อพยพครอบครัวมาอยู่กับแสนโกมที่บ้านแม่ร่องสอน พร้อมกับภรรยาชื่อ "นางเขียว" บุตรชื่อ "ขุนโหลง" หลานชื่อ "ขุนแอ" และหลานสาว "เจ้านางนุ" และเจ้านางเมี๊ยะ" มาอยู่ด้วย

     ถึงปี พ.ศ. 2417 บ้านแม่ร่องสอนกลายเป็นชุมชนใหญ่ มีผู้คนเข้ามาอาศัยจนเห็นว่าจะจัดตั้งเป็นเมืองขึ้นได้แล้ว "เจ้าอินทวิชายานนท์" เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ตั้งให้ "ชานกะเล" ชาวไทยใหญ่เป็นเจ้าเมืองคนแรกมีบรรดาศักดิ์เป็น "พญาสิงหนาทราชา" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนใน พ.ศ. 2417 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5
ต่อมาปี พ.ศ. 2427 หลังจากทำนุบำรุงบ้านเมืองมาได้ 10 ปี พญาสิงหนาทก็ถึงแก่กรรม ผู้ที่ครองเมืองแม่ฮ่องสอนต่อมาคือ "เจ้านางเมี๊ยะ" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนอยู่ 7 ปี ได้นำความเจริญมาสู่เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นอันมาก และถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2434

     เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนต่อมาคือ "ปู่ขุนโท้ะ" ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "พญาพิทักษ์สยามเขต" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนระหว่างปี พ.ศ. 2434-2448 ก็ถึงแก่กรรม
เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนต่อมาคือ "ขุนหลู่" บุตรของปู่ขุนโท้ะ ได้ปกครองแทนและได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "พญาพิศาลฮ่องสอนบุรี" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนระหว่างปี พ.ศ. 2448-2484 ต่อมาเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จึงไม่ได้มีการแต่งตั้งอีก

     ใน พ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาศรีสหเทพปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทยขึ้นมาตรวจราชการ ในหัวเมืองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ปรึกษากับพระยาริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่เจ้าผู้ครองนครเมืองในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ จัดระเบียบการปกครองใหม่ คือรวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม (แม่สะเรียง) และเมืองปาย เข้าเป็นหน่วยปกครองเดียวกันเรียกว่า "บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก" ตั้งที่ว่าการแขวง (เทียบเท่าเมือง) ที่เมืองขุนยวม โดยตั้งให้นายโหมดเป็นนายแขวง (แจ้งความเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 11 กรกฎาคม ร.ศ. 119)

     ใน พ.ศ. 2446 ย้ายที่ว่าการจากเมืองขุนยวมไปตั้งที่เมืองยวม (แม่สะเรียง) และเปลี่ยนชื่อจากบริเวณเชียงใหม่ตะวันตกเป็นบริเวณพายัพเหนือ ในปี พ.ศ. 2453 โปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองยวม และเมืองปาย ตั้งเป็นเมืองจัตวาขึ้นกับมณฑลพายัพ และย้ายที่ว่าการเมืองมาตั้งที่เมืองแม่ฮ่องสอนพร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรสุรราช (เปลื้อง) เป็นเจ้าเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน) เป็นคนแรก พ.ศ. 2476 เลิกการปกครองที่เป็นมณฑลและตั้งเป็น "จังหวัดแม่ฮ่องสอน" บริหารราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้


     ที่ตั้งและการเข้าถึง

     จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้ง (ละติดจูด) ที่ 17 องศา 38 ลิปดา - 19 องศา 48 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง (ลองติจูด) ที่ 97 องศา 20 ลิปดา - 98 องศา 39 ลิปดาตะวันออก ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานครมากที่สุดในภาคเหนือ มีระยะทางประมาณ 924 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 12,681.259 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,925,812.5 ไร่ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 7 ของประเทศ มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 95 กิโลเมตร

     ทิศเหนือและทิศตะวันตก ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า รวม 3 รัฐ คือ รัฐฉานตอนใต้ รัฐคะยา และรัฐคอทูเล โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยตะวันตก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดนกั้นระหว่างประเทศ

     ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีแม่น้ำยวม และแม่น้ำเงา เป็นแนวเขตจังหวัด

     ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด และ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยกลาง และเทือกเขาถนนธงชัยตะวันออกเป็นแนวเขตจังหวัด โดยทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีแนวพรมแดนติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า รวมความยาวประมาณ 483 กิโลเมตร โดยเป็นพรมแดนที่เป็นพื้นดินประมาณ 326 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำประมาณ 157 กิโลเมตร (แยกเป็นแม่น้ำสาละวิน 127 กิโลเมตร และแม่น้ำเมย 30 กิโลเมตร)


     ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน และยังคงเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 6,976,650 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 88.02 ที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีทิวเขาเรียงตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกัน ซึ่งมีทิวเขาที่สำคัญ คือ ทิวเขาแดนลาว อยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตแดนประเทศไทยกับประเทศพม่าสหภาพพม่า และทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งประกอบด้วยทิวเขาเรียงขนานกัน 3 แนว คือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก เป็นแนวเขตแดนไทย - สหภาพพม่า ทิวเขาทิศตะวันออกของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับเชียงใหม่ ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาแม่ยะ อยู่บริเวณทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดในเขตอำเภอปาย ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2005 เมตร



     การคมนาคม

     จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการคมนาคมและการขนส่ง 2 เส้นทาง คือ ทางบก และทางอากาศ

     1.  ทางถนน
เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค (กรุงเทพฯ) จากกรุงเทพฯ สามารถเลือกใช้เส้นทางไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ 3 เส้นทางคือ

     -  เส้นทางแรก ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ไปจนถึง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 106 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1103 เส้นทางนี้จะผ่านเข้าสู่อำเภอฮอด แล้วจึงใช้ทางหลวง หมายเลข 108 สู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีถนนเพียงสายเดียว คือ ทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอ หางดง สันป่าตอง จอมทอง ฮอด แม่สะเรียง แม่ลาน้อย และขุนยวม มาถึงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางประมาณ 349 กิโลเมตร เส้นทางสายนี้ระยะทางไกลเป็นทางตัดขึ้นเขาสูง แต่มีความสวยงามและคดเคี้ยวนับได้มากถึง 1,864 โค้ง

     -  เส้นทางที่ 2 ใช้ทางหลวงสายเอเชีย ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชรจนถึงลำปาง จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 11 จนถึงเชียงใหม่ และจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนใช้เส้นทางเชียงใหม่ – เชียงดาว เข้าทางอำเภอแม่แตง-อำเภอปาย โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 107 แล้วเข้าแยกซ้ายสู่แม่แตงตามทางหลวงหมายเลข 1095 หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ตัดจากอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่อำเภอปายจนถึงแม่ฮ่องสอน เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย อาทิ ห้วยน้ำดัง และถ้ำต่างๆ เป็นถนนลาดยางอย่างดีตลอดสาย

     -  เส้นทางที่ 3 ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และออกจากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอ หางดง สันป่าตอง จอมทอง ฮอด จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 20 เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1088 ผ่านอำเภอแม่แจ่ม ไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1263 ที่สายมแยกแม่ศึก บ้านแม่นาจร ผ่านปางอุ๋ง แยกดอยแม่อูคอ แล้วมาเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน


     เส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด

     -  ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 จาก จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.ฮอด อ.แม่สะเรียง ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง ในเส้นทางสายนี้มีสภาพถนนลาดชัน และมีทางโค้งจำนวนมากถึง 1,864 โค้ง

     -  ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1095 จาก จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.แม่แตง อ.ปาย ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง สภาพถนนจะมีความลาดชันกว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108

     -  ทางหลวงหมายเลข 1085 จาก อ.แม่สอด จ.ตาก อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 394 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง

     -  ทางหลวงหมายเลข 1295 จากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาที่อำเภอขุนยวม ระยะทางประมาณ 95 กิโลเมตร

     -  ทางของ ร.พ.ช. หมายเลข 5030 จากตำบลวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มายังตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 87 กิโลเมตร เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด แต่ใช้เวลาในการเดินทางมากที่สุด เพราะสภาพเส้นทางยังเป็นถนนดิน ในฤดูฝนไม่สามารถใช้ได้ ได้มีการสำรวจสภาพเส้นทางแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ

     ระยะทางจากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ไปยังอำเภออื่น ๆ มีดังนี้
     อำเภอขุนยวม    ระยะทางประมาณ 67   กิโลเมตร
     อำเภอปาย    ระยะทางประมาณ 111  กิโลเมตร
     อำเภอปางมะผ้า    ระยะทางประมาณ 64  กิโลเมตร
     อำเภอแม่ลาน้อย    ระยะทางประมาณ 134  กิโลเมตร  
     อำเภอแม่สะเรียง    ระยะทางประมาณ 164  กิโลเมตร
     อำเภอสบเมย     ระยะทางประมาณ 192  กิโลเมตร


     รถโดยสารสาธารณะ การเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะจากจังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการโดยบริษัทเปรมประชา ขนส่ง มีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีรถโดยสารปรับอากาศ รถธรรม และรถตู้ ให้บริการวันละ 5 เที่ยว จากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่ เส้นทางเชียงใหม่ – ขุนยวม, เชียงใหม่ – แม่สะเรียง – แม่ฮ่องสอน ให้บริการวันละ 6 เที่ยว และการเดินทางระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน – กรุงเทพฯ มีบริษัทสมบัติทัวร์ให้บริการวันละ 2 เที่ยว เป็นรถปรับอากาศ ส่วนการเดินทางภายในจังหวัดมีรถสองแถว ให้บริการรับส่งผู้โดยสารระหว่างตัวเมืองและชุมชนโดยรอบ

     2.  ทางรถไฟ เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่มีเส้นทางรถไฟผ่าน แต่สามารถโดยสารรถไฟมาลงที่สถานีเชียงใหม่ และใช้บริการรถโดยสารประจำทางเดินทางต่อไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้

     3.  ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน เปิดให้บริการรับส่งผู้โดยสาร ดำเนินการโดยบริษัทการบินไทย จำกัด มีเที่ยวบินจากเชียงใหม่มายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประจำทุกวัน ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 30 นาที สำหรับตารางการบินระหว่าง เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีบริษัทนกแอร์ ให้บริการเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ทุกวัน และสายการบิน SGA ให้บริการระหว่างแม่ฮ่องสอน – เชียงใหม่, ปาย – เชียงใหม่ ทุกวัน


     ลักษณะทางเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน (GPP) จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการขยายตัวของรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2546 จนถึง ปี 2549 และในปี พ.ศ. 2550 จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) ตามราคาประจำปี 10,142 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อหัว 34,511 บาท แม้จะเพิ่มขึ้นในปริมาณที่ไม่มาก แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สาเหตุโดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง ทำให้ประชาชนมีการใช้จ่าย เพื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และรายได้ส่วนใหญ่มาจากบริการเป็นอันดับที่ 1 และรองลงมาเป็นเกษตรกรรม อื่นๆ ค้าส่ง-ค้าปลีก และอุตสาหกรรม ตามลำดับ

     ด้านการเงิน มีการขยายตัวจากปริมาณและปริมาณสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจ โดยมาจากปริมาณเพื่อการเกษตร และในช่วงปี 2550 สภาพการเงินของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้ว

     ด้านการบริโภคและการลงทุน พิจารณาจากภาษีสรรพสามิต ปริมาณการจำหน่ายสุรา ปริมาณการจำหน่ายเบียร์ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนการจดทะเบียนใหม่ เพิ่มขึ้น ส่งถึงผลการขยายตัวของในด้านการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ส่วนการลงทุนมีการขยายตัวของพื้นที่อนุญาตก่อสร้าง ในเขตเทศบาลและนอกเขตเพิ่มมากขึ้นตามมา

 
ผู้ดูแล
Support with IE8 Support with Firefox 3.5 Support with Safari 4.0 Support with Chrome 3.0
ใช้เวลาโหลดหน้านี้ 0.005 วินาที
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการขนส่งสาธารณะใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ
กลุ่มท้องถิ่นและภูมิภาคศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ : 053942568 โทรสาร : 053942572 E-Mail : srilocalcmu@gmail.com