ข้อมูลแต่ละจังหวัด

 

จังหวัดแพร่

ภาพถ่ายโดยคุณ sammysaydude : http://sammysaydude.multiply.com/


     จังหวัดแพร่เป็นเมืองที่เก่าแก่เมืองหนึ่งในล้านนา แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่แน่ชัดเรื่องของเมืองแพร่ก็มีปรากฏอยู่ใน ตำนานต่างๆ เมื่อปี พ.ศ.1387 ขุนหลวงพล เป็นเจ้าหลวงผู้ครองเมืองแพร่ซึ่งมีชื่อว่า เมืองพล หรือ พลรัฐนคร เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองแพร่ ในสมัยที่ก่อสร้าง เมืองขึ้นครั้งแรก บางครั้งเรียกว่า พลนคร ชื่อพลนครปัจจุบันมีปรากฏเป็นชื่อวิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งวัดหลวงเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ เป็นวัดที่เจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอด จนหมดยุคเจ้าเมืองตำนานเมืองเหนือฉบับใบลาน

     ต่อมา พ.ศ. 1559 พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองโกศัย หรือ โกสิยนคร เมืองแพล เป็นชื่อเรียกในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัยโดยศิลาจารึกด้านที่ 4 ระบุว่าในสมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ ได้มีการขยายอาณาเขตให้กว้างยิ่งขึ้น ในตำนานเมืองเหนือเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองพล ขณะที่ศิลาจารึกเรียก เมืองแพล แต่เมื่อพิจารณาสภาพทาง ภูมิศาสตร์สามารถกล่าวได้ว่าเมืองพลกับเมืองแพลเป็นเมืองเดียวกัน

     เมืองแพร่ เป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ใช้เรียก เมืองแพลโดยกลายเสียงเป็นแพรหรือเมืองแป้ หมายถึงเมืองแห่งชัยชนะ (แป้ คือ ชนะ) แล้วก็มาเป็น แพร่ ตามภาษาของภาคกลางเมื่อมีพระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่น ร.ศ.116 (พ.ศ. 2441) รัฐบาลทางกรุงเทพฯ เริ่มมองเห็นความสำคัญของหัวเมืองท้องถิ่น จึงส่งข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณขึ้นไปทำหน้าที่ ประจำเพื่อเป็นที่ปรึกษาเจ้าหลวง แต่บรรดาเจ้าหลวงและเจ้านายในเมืองแพร่ไม่สามารถที่จะติดตาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ทัน ในที่สุดชุดข้าหลวงต่าง พระเนตรพระกรรณและข้าราชการจากกรุงเทพฯ ก็เลยกลายเป็นผู้บริหารเสียเอง

     พ.ศ. 2440 ทางราชการได้ส่งพระยาไชยบูรณ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดมณฑล พิษณุโลกมาเป็นข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่ และส่งข้าราชการชาวไทยภาคกลาง มาทำงานในตำแหน่งต่างๆ เจ้าเมืองแพร่ในขณะนั้น คือ พระยาพิริยวิไชย ระยะแรกที่ร่วมงานกันความขัดแย้งยังไม่เกิดขึ้น ต่อมาเมื่ออำนาจสิทธิขาดในการปกครองเป็นของข้าหลวง อำนาจของเจ้าหลวงยิ่งถูกลดทอนลงมาก ทำให้เกิดเหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวโดยการนำของ พะกาหม่อง สะลาโปไชย และหม่องจีนาได้พาลูกน้องบุกเข้ายึดโรงพัก (สถานีตำรวจ) พวกข้าราชการและคนไทยใต้ (คือคนจากกรุงเทพฯ) มีอยู่ที่ไหนโจร (เงี้ยว) จะจับไปฆ่าทิ้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก แล้วก็หลวงวิมณซึ่งเป็นข้าหลวง ผู้ช่วยได้หลบหนีออกไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในตำบลป่าแดงทางทิศตะวันออกห่างจากเมืองราว 8 กิโลเมตร แล้วก็โดนคมดาบของพวกโจรเงี้ยวสิ้นชีวิต

     สำหรับท่านข้าหลวงคือพระยาไชยบูรณ์นั้นหนี เข้าไปหาเจ้าหลวงเมืองแพร่ แต่เจ้าหลวงเมืองแพร่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมช่วยเหลือ พระยาไชยบูรณ์ จึงหนีซอกซอนลงไปทางใต้ หิวโหยเต็มที่จึงเข้าไปขอข้าวชาวบ้านกิน แต่แทนที่จะให้ข้าวกิน ชาวบ้านกลับจับตัวมัดจะนำส่งให้โจรเงี้ยว แต่เดินทางยังไม่ถึงเมือง ชาวบ้านเลยประหารพระยาไชยบูรณ์เสีย ณ ที่นั้นและทางการได้ก่อสร้างอนุสาวรีย์เป็นที่ระลึก ตรงที่ประหารยังอยู่มาตราบเท่าทุกวันนี้


     ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์

      พื้นที่จังหวัดแพร่ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 4 ทิศ พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เป็นภูเขามีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 20 โดยลาดเอียงไปทางทิศใต้ตามแนวไหลของแม่น้ำยม คล้ายก้นกระทะ พื้นที่ราบของจังหวัดจะอยู่ระหว่างหุบเขา มี 2 แปลงใหญ่ คือ ที่ราบบริเวณพื้นที่อำเภอร้องกวาง อำเภอเมืองอำเภอสูงเม่น และอำเภอเด่นชัย ซึ่งเป็นที่ราบแปลงใหญ่ และอีกหนึ่งแปลง คือ บริเวณที่ตั้งอำเภอลองและอำเภอวังชิ้น ซึ่งที่ราบดังกล่าว ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตร

     จังหวัดแพร่เป็น 1 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งเหนือที่ 14.70 ถึง 18.44 องศา กับเส้นแวงที่ 99.58 ถึง 100.32 องศา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 155 เมตรอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามทางหลวงหมายเลข 11 และ 101 ประมาณ 555 กิโลเมตร และทางรถไฟ 550 กิโลเมตร (ถึงสถานีรถไฟเด่นชัย) มีเนื้อที่ประมาณ 6,538.51 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,086,568.75 ไร่ และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่

     ทิศเหนือ    ติดต่อกับอำเภอปง จังหวัดพะเยา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และอำเภองาว จังหวัดลำปาง
     ทิศตะวันออก   ติดต่อกับอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน และอำเภอท่าปลา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
     ทิศใต้    ติดต่อกับอำเภอเมือง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
     ทิศตะวันตก  ติดต่อกับอำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง


     ลักษณะภูมิประเทศ

     ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดแพร่ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาในแนวเทือกเขาผีปันน้ำตะวันออก และผีปันน้ำกลาง ที่ตั้งตัวจังหวัดและอำเภอต่างๆ อยู่บนที่ราบระหว่างหุบเขา ลักษณะคล้ายแอ่งก้นกระทะมีภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน พื้นที่ราบมีประมาณร้อยละ 18.50 พื้นที่ภูเขาและป่าไม้มีร้อยละ 81.50 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด โดยมีลักษณะพื้นที่สูงทางตอนเหนือและลาดต่ำลงมาทางใต้ สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ลักษณะคือ

     1)  พื้นที่ราบ เป็นพื้นที่ที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำยม ลักษณะของที่ราบมีความลาดเอียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตร ที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณตอนกลางและทางตะวันตกเฉียงใต้ของ ได้แก่ ที่ราบใหญ่เมืองแพร่ ส่วนใหญ่ของที่ราบนี้อยู่ในเขตอำเภอเมืองแพร่และอำเภอสูงเม่น เป็นศูนย์กลางความเจริญของท้องถิ่น และเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของจังหวัด และที่ราบอำเภอลองและอำเภอวังชิ้น ที่ราบผืนนี้มีขนาดเล็กและแคบ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบลูกคลื่น เป็นที่ตั้งของอำเภอลองและอำเภอวังชิ้น

     2)  พื้นที่เป็นลูกคลื่น อยู่ระหว่างที่ราบและภูเขาในทุกอำเภอ มีระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 160 – 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ค่อนข้างลาดชัน ส่วนใหญ่เป็นที่รกร้างและสวนป่า แต่บางบริเวณใช้ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว เป็นต้น

     3)  พื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ มีความสูงของพื้นที่ประมาณ 200 – 1,650 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความลาดชันของพื้นที่มากกว่าร้อยละ 35 ขึ้นไป


     การคมนาคมขนส่ง

     1.  ทางถนน แม้ว่าภูมิประเทศส่วนใหญ่ของจังหวัดแพร่ จะเป็นภูเขาและเทือกเขามากกว่าที่ราบ แต่เส้นทางคมนาคมขนส่งทางบกที่ใช้ติดต่อกับจังหวัดอื่นๆ ตลอดจนเส้นทางที่ใช้ติดต่อในจังหวัดมีอย่างทั่วถึง และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดี สามารถใช้ในการเดินทางติดต่อได้ทุกฤดูกาล

     เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค (กรุงเทพฯ) ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 11 ที่อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ สู่แพร่โดยผ่านจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ ระยะทางประมาณ 551 กิโลเมตร
เส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด

     1)  จังหวัดน่าน ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (ถนนยันตรกิจโกศล) ไปทางทิศเหนือเส้นทางสายนี้เชื่อมจังหวัดแพร่กับจังหวัดน่าน ระยะทาง 122 กิโลเมตร

     2)  จังหวัดสุโขทัย ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ไปทางทิศใต้ เชื่อมระหว่างจังหวัดแพร่กับอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระยะทาง 122 กิโลเมตร และสามารถเดินทางไปจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุโขทัยได้

     3)  จังหวัดลำปาง ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 103 เชื่อมระหว่างอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่กับอำเภองาว จังหวัดลำปาง ระยะทาง 81 กิโลเมตร และสามารถเดินทางต่อไปจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย

     4)  ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กับอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ และเชื่อมระหว่างอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ กับอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง โดยแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ที่บ้านปางเคาะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ได้
เส้นทางคมนาคมระหว่างอำเภอเมืองแพร่กับอำเภออื่นๆ การเดินทางจากอำเภอเมืองแพร่ไปยังอำเภอต่างๆ ภายในจังหวัด สามารถใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 เป็นเส้นทางหลัก โดยมีระยะทางจากอำเภอเมืองแพร่ ถึงอำเภอต่างๆ คือ

     อำเภอลอง    ระยะทาง 49 กิโลเมตร
     อำเภอร้องกวาง  ระยะทาง 30 กิโลเมตร
     อำเภอสูงเม่น  ระยะทาง 12 กิโลเมตร
     อำเภอเด่นชัย  ระยะทาง 24 กิโลเมตร
     อำเภอลอง    ระยะทาง 43 กิโลเมตร
     อำเภอวังชิ้น    ระยะทาง 79 กิโลเมตร
     อำเภอหนองม่วงไข่  ระยะทาง 28 กิโลเมตร

     รถโดยสารสาธารณะ จังหวัดแพร่มีรถโดยสารสาธารณะให้บริการระหว่างภูมิภาค จังหวัด และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดแพร่ โดยมีสถานีขนส่งผู้โดยสารตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ภายในตัวเมืองจังหวัดแพร่ ให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัด โดยมีรถประจำทางหมวดต่างๆ ให้บริการ รวมถึงบริการรถสองแถวรอบเมือง นอกจากนี้ยังมีรถให้บริการระหว่างอำเภอ ภายในจังหวัดในรูปแบบของรถสองแถว

     2.  ทางรถไฟ เส้นทางรถไฟสายเหนือระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ผ่านที่อำเภอเด่นชัยและอำเภอลอง มีสถานีรถไฟจำนวน 10 สถานี ปัจจุบันชาวแพร่จำนวนมากนิยมเดินทางด้วยรถไฟ การรถไฟได้เสนอโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมไทย – ยูนนาน สายเด่นชัย – เชียงราย ต่อคณะรัฐมนตรี ในอนาคตถ้าการสร้างทางรถไฟสายนี้ดำเนินการได้สำเร็จ จะส่งผลทำให้จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟที่สำคัญในภาคเหนือ

     3.  การคมนาคมขนส่งทางอากาศ จังหวัดแพร่มีสนามบินพาณิชย์หนึ่งแห่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ก่อสร้างขึ้นในระหว่างสงครามเซียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ทางราชการได้เกณฑ์แรงงานราษฏร ทุกหมู่บ้านมาช่วยกันสร้างสนามบินแพร่ ซึ่งพื้นผิวทางวิ่งในช่วงแรกเป็นพื้นดินลูกรัง เมื่อสงครามสงบลงทางราชการมิได้ใช้ประโยชน์สนามบินแต่อย่างใด จึงมอบหมายให้กองทัพอากาศดูแลและใช้ประโยชน์จนกระทั่งปี พ.ศ. 2495 สำนักงานการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นผิวทางวิ่งให้มีขนาด 30 x 1,200 เมตร และสร้างอาคารท่าอากาศยาน เพื่อใช้ในกิจการการบินพลเรือน และบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด เปิดทำการบินเส้นทาง กรุงเทพฯ - แพร่ โดยใช้เครื่องบินแบบ C-47, SH-330, ATR-42, BAE-146 และ ATR-72 ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลได้มีนโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี และให้ ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานมากขึ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงได้หยุดทำการบินรับขนผู้โดยสาร เส้นทาง กรุงเทพฯ - แพร่ - น่าน - กรุงเทพฯ โดยให้บริษัท แอร์อันดามัน จำกัด มาทำการบินแทน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 และบริษัท แอร์อันดามัน ได้หยุดบิน ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 เป็นต้นมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 โดยความร่วมมือของหอการค้าจังหวัดแพร่ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ได้ให้สายการบิน SGA ได้มาทำการบินรับผู้โดยสารเส้นทางเชียงใหม่ – แพร่ – เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 – 30 พฤษภาคม 2550 และได้หยุดบินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เป็นต้นมา
  
     4.  การคมนาคมขนส่งทางน้ำ การขนส่งทางน้ำไม่เป็นที่นิยมในจังหวัดแพร่ ทั้งนี้เนื่องจากมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านจังหวัดเพียงสายเดียวคือ แม่น้ำยม ซึ่งในอดีตแม่น้ำยมมีความสำคัญด้านการขนส่ง โดยเป็นเส้นทางล่องแพซุงไม้สักไปจำหน่ายยังภาคกลาง แต่ปัจจุบันปริมาณของน้ำไม่สม่ำเสมอ ในฤดูแล้งแม่น้ำตื้นเขินเต็มไปด้วยเกาะแก่ง ส่วนฤดูฝนน้ำหลากและไหลเชี่ยวจึงไม่สะดวกในการใช้เป็นเส้นทางคมนาคม ประกอบกับมีการสร้างถนนติดต่อกับจังหวัดอื่นเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางโดยรถยนต์สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยกว่าทางน้ำ


     ลักษณะทางเศรษฐกิจ

     จังหวัดแพร่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GPP ปี พ.ศ. 2550 เท่ากับ 22,036 ล้านบาท และประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 47,297 บาท เป็นลำดับที่ 53 ของประเทศ อาชีพหลักคือ เกษตรกรรม รายได้ส่วนใหญ่ของประชากรขึ้นอยู่กับสาขาการขายส่งและขายปลีก รองลงมาคือ เกษตรกรรม โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 758,098 ไร่ พืชที่ทำการเพาะปลูกมากที่สุด ได้แก่ ข้าว รองลงมาคือ พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และไม้ดอก ไม้ประดับ พืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้หลักให้แก่เกษตรกร ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส้มเขียวหวาน ลำไย ฯลฯ

     •  การเกษตรกรรม เป็นอาชีพหลักของชาวแพร่ ผลผลิตในภาคเกษตรกรรมเป็นผลผลิตของคนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการประมง
     -  การเพาะปลูก พื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกในจังหวัดแพร่มี 613,170 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่ใช้พื้นที่เพื่อการทำนา รองลงมาคือ ปลูกพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผลที่นิยมทำการเพาะปลูกได้แก่ ข้าว ถั่วเหลือง ข้าวโพด ยาสูบ ผลไม้ที่สำคัญคือ ส้มเขียวหวาน และมะขาม
     -  การเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่จะเลี้ยงไว้ตามบ้าน เพื่อใช้บริโภคและใช้แรงงานมากกว่าการเลี้ยงในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่ ปริมาณการเลี้ยงจึงไม่แน่นอน จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของราคา โดยสัตว์ที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดได้แก่ ไก่พันธุ์พื้นเมือง โคเนื้อ โคนม สุกร กระบือ เป็ด เป็นต้น
     -  การประมง มีเพียงการประมงน้ำจืดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดแพร่เป็นภูเขา แหล่งน้ำต่างๆ มีน้อย การประมงทำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ แม่น้ำยม ห้วย หนองที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน สำหรับการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อนั้น เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดแพร่มีกลุ่มดินนา ดินไร่ และดินตื้นกระจายอยู่ทุกอำเภอ ทำให้สามารถขุดบ่อเลี้ยงปลาได้ โดยอาศัยน้ำฝนและน้ำจากชลประทานเป็นหลัก ซึ่งมักเกิดปัญหาเรื่องการระบายน้ำและการขาดแคลนน้ำ ทำให้สัตว์น้ำที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงต้องอาศัยสั่งเข้าจากจังหวัดอื่น เช่น อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เป็นต้น ปริมาณปลาที่สามารถจับได้มากได้แก่ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาช่อน

     •  การอุตสาหกรรม เป็นการเปลี่ยนรูปวัตถุดิบ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ใช้กรรมสิทธิ์ง่ายๆ ลงทุนต่ำ มีผู้ประกอบอาชีพนี้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรกรรม โรงงานส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมืองแพร่และกระจายไปทุกอำเภอ โดยสามารถแบ่งอุตสาหกรรมตามขนาดได้ คือ
     -  อุตสาหกรรมในครัวเรือน ได้แก่ การทำผ้าหม้อห้อม ที่บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สักและการแกะสลักไม้ที่บ้านหัวดง ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น การทำเครื่องจักรสานที่บ้านเหมืองหม้อ ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมืองแพร่ และที่บ้านค่างาม ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น การทอผ้าตีนจกที่บ้านนามน ตำบลหัวทุ่ง อำเภอลอง ผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่บ้านร่องฟอง ตำบลทุ่งโฮ้ง และบ้านทุ่งห้า ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ผลิตภัณฑ์กระดาษสาที่บ้านลองลือบุญ ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง ผลิตภัณฑ์จากเถาวัลย์ที่บ้านใหม่ ตำบลวังชิ้น อำเภอวังชิ้น ไม้กวาดดอกหญ้า ที่ตำบลห้วยไร่ ตำบลเด่นชัย อำเภอเด่นชัย เป็นต้น
     -  อุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือขนาดย่อม เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก มีอการใช้เครื่องจักรช่วยในการผลิตและใช้คนงานน้อย จังหวัดแพร่มีอุตสาหกรรมขนาดนี้มากที่สุด เช่น โรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว โรงงานทำขนมจีน โรงงานหล่อดอกยาง โรงงานทำครั่งเม็ด โรงสีข้าว โรงบ่มใบยาสูบ โรงทำน้ำแข็ง โรงงานผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ เป็นต้น
     -  อุตสาหกรรมขนาดกลาง เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุน และเครื่องจักรมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดย่อม ดำเนินงานด้วยคนงานที่มีความรู้เฉพาะอย่าง อุตสาหกรรมขนาดกลางในจังหวัดแพร่มีไม่มากนัก เช่น โรงงานอบเมล็ดพืช โรงงานทำโมเสดปาเก้ โรงอบใบยาสูบ เป็นต้น

     จังหวัดแพร่ไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องใช้เงินทุนและเทคนิคการผลิตสูง ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่การขยายตัวด้านอุตสาหกรรมของจังหวัดแพร่ ได้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการบริการ นอกจากนี้ทางจังหวัด ยังได้ส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน เพื่อเป็นแหล่งเสริมรายได้ที่นอกเหนือจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และขนาดกลางที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การกระจายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในอำเภอเมืองแพร่ รองลงมาคืออำเภอสูงเม่น เด่นชัย สอง ลอง ร้องกวาง หนองม่วงไข่ และวังชิ้น ตามลำดับ

 
ผู้ดูแล
Support with IE8 Support with Firefox 3.5 Support with Safari 4.0 Support with Chrome 3.0
ใช้เวลาโหลดหน้านี้ 0.024 วินาที
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการขนส่งสาธารณะใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ
กลุ่มท้องถิ่นและภูมิภาคศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ : 053942568 โทรสาร : 053942572 E-Mail : srilocalcmu@gmail.com