ข้อมูลแต่ละจังหวัด

 

จังหวัดน่าน

ภาพถ่ายโดยคุณ ขอบกระจก : http://kobkrajok.multiply.com/


     เมืองน่าน ในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน และแม่น้ำสาขา ในหุบเขา ทางตะวันออกของภาคเหนือ

     ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว

     ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคา ครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอย ู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่างจากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่คือพญาภูคา พญางำเมืองเจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพ มาต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมือง ปัวอย่างอิสระระหว่างปี 1865 - 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย

     ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัว ได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจน มีความสัมพันธ์ กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมือง มาบูชา ณ เมืองปัวด้วย พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาล จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง

     หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครองแทนอยู่มาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911 ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950 - 1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้าง พระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

     ใน ปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครองเมืองน่าน และแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าว ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา

     ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนาได้ค่อยๆ ซึมซับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนา มาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัย อย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไปจนหมดสิ้น

     ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า อยู่หลายครั้งและต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง 2 ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ 2321 – 2344

     ปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อขอเป็น ข้าขอบขันทสีมา เจ้าอัตถวรปัญโญ หลังจากขึ้นครองเมืองน่านยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยังรกร้างอยู่ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) หลังจากได้บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้ว พร้อมทั้งได้ขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2344 ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในชั้นหลังทุกองค์ ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสำคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ต่างได้ทำนุบำรุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และอุปถัมภ์ค้ำจูนพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ได้สร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน นับเป็นคัมภีร์ได้ 335 คัมภีร ์นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ได้นำไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลวงพระบาง

     ใน ปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตามสุพรรณปัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศา ธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงได้สร้าง หอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคำ มีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนำเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสำคัญ และในปี พ.ศ. 2474 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน ถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคำได้ใช้เป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน จนปี พ.ศ. 2511 จังหวัดน่าน ได้มอบหอคำให้กรมศิลปากร ใช้เป็นสถานที่จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งปัจจุบัน

     ที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ติดกับชายแดนทางด้านทิศตะวันออกของภาคเหนือตอนบน ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ( สปป.ลาว ) ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ ประมาณ 668 กิโลเมตร บริเวณเส้นรุ้งที่ 18 องศา 46 ลิปดา 30 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวงที่ 18 องศา 46 ลิปดา 44 ฟิลิปดาตะวันออก ระดับความสูงของพื้นที่อยู่สูง 2 ,112 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพื้นที่ 11,472.076ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,170,045 ไร่

     ทิศเหนือ ประกอบด้วย อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว มีอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอบ่อเกลือ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงฮ่อน - หงสา (สปป.ลาว)

     ทิศตะวันออก ประกอบด้วย อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข โดยมีอำเภอแม่จริม อำเภอเวียงสา มีพื้นที่ติดต่อกับแขวงไชยบุรี (สปป.ลาว)

     ทิศใต้ ประกอบด้วย อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอนาน้อย มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดแพร่ อำเภอเวียงสา มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดแพร่

     ทิศตะวันตก ประกับด้วย อำเภอบ้านหลวง มีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอเชียงม่วนจังหวัดพะเยา อำเภอท่าวังผา มีพื้นที่ติดกับอำเภอปง จังหวัดพะเยา อำเภอสองแคว มีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ทิศเหนือ และทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นระยะทางยาวประมาณ 227 กม.


     ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดน่าน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ ซึ่งมีความลาดชันเกินกว่า 30 องศา โดยมีเนื้อที่ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่จังหวัด มีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิต ที่มีความสูง 600 - 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีลักษณะเป็นภูเขาลูกคลื่นลอนลาด และลูกคลื่นลอนชัน พื้นที่ราบลุ่มมีเป็นส่วนน้อย ได้แก่ ที่ราบกว้างใหญ่อยู่ในลุ่มน้ำน่าน - สา ตามลำน้ำน่าน และที่ราบลุ่มแคบๆ อยู่แถบอำเภอนาน้อยตอนใต้ อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้างภูเขาที่มีความสูงมาก ส่วนใหญ่อยู่บริเวณเขตชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ ภูแว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขตอำเภอปัว เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำน่าน ภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดน่าน คือดอยภูคา มีความสูง 1,980 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเขตท้องที่อำเภอปัว เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงและป่าไม้ ทำให้มีลุ่มน้ำ และแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิด ของต้นน้ำลำธารสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน แม่น้ำสา แม่น้ำว้า แม่น้ำสมุน แม่น้ำหลง แม่น้ำปัว แม่น้ำกอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีลำธารและลำห้วยจำนวนมาก ชาวบ้านจึงมักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ เพราะต้องใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมและใช้อุปโภคบริโภค


     การคมนาคมขนส่ง

     1.  ทางถนน เนื่องด้วยภูมิศาสตร์ของจังหวัดน่านมีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอื่นๆ ไม่มาก และเป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศลาว ดังนั้นการเดินทางมาจังหวัดน่านจึงมีเส้นทางที่จำกัด มีถนนสายหลักที่ตัดผ่านตลอดความยาว ตั้งแต่เหนือลงมาและมีสภาพผิวถนนที่ดี สามารถใช้งานได้ตลอดปี

     เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค (กรุงเทพฯ) จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 มาจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นใช้เส้นทาง 117 มาจนถึงจังหวัดพิษณุโลกและใช้เส้นทางหมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเด่นชัย (จังหวัดแพร่) จากเด่นชัยใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงตัวจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ 668 กิโลเมตร

     เส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด

     1)  จังหวัดแพร่ ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ผ่านอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน อำเภอร้องกวาง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ระยะทางประมาณ 118 กิโลเมตร และเส้นทางนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังจังหวัดลำปาง (ระยะทาง 227 กิโลเมตร) ลำพูน (ระยะทาง 288 กิโลเมตร) และเชียงใหม่ (ระยะทาง 318 กิโลเมตร)

     2)  จังหวัดพะเยา ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1091 ผ่านอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน อำเภอเชียงม่วน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และเข้าสู่ตัวเมืองพะเยาโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1021 นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงรายได้ โดยมีระยะทางห่างจากจังหวัดพะเยา 97 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1

     เส้นทางคมนาคมระหว่างอำเภอเมืองแพร่กับอำเภออื่นๆ การเดินทางจากอำเภอเมืองน่านไปยังอำเภอต่างๆ ภายในจังหวัด เป็นลักษณะการเดินทางในแนวเหนือ – ใต้ โดยมีระยะทางจากอำเภอเมืองน่าน ถึงอำเภอต่างๆ คือ
     อำเภอเวียงสา   ระยะทาง 25 กิโลเมตร
     อำเภอแม่จริม   ระยะทาง 38 กิโลเมตร
     อำเภอท่าวังผา   ระยะทาง 42 กิโลเมตร
     อำเภอนาน้อย   ระยะทาง 60 กิโลเมตร
     อำเภอปัว    ระยะทาง 60 กิโลเมตร
     อำเภอเชียงกลาง  ระยะทาง 76 กิโลเมตร
     อำเภอทุ่งช้าง  ระยะทาง 90 กิโลเมตร
     อำเภอสันติสุข  ระยะทาง 20 กิโลเมตร
     อำเภอบ้านหลวง  ระยะทาง 45 กิโลเมตร
     อำเภอนาหมื่น  ระยะทาง 80 กิโลเมตร
     อำเภอบ่อเกลือ  ระยะทาง 133 กิโลเมตร

     ระบบโดยสารสาธารณะ จังหวัดน่านมีรถโดยสารสาธารณะให้บริการ เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่านและจังหวัดอื่นๆ รวมถึงระหว่างอำเภอต่างๆ ภายในจังหวัด มีสถานีขนส่งผู้โดยสารตั้งอยู่บริเวณ ถนนยันตรกิจโกศลก่อนเข้าตัวเมืองน่าน 2 ให้บริการผู้โดยสารระหว่างจังหวัดและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดน่าน นอกจากนี้ยังมีบริการรถสองแถวที่รับส่งผู้โดยสารภายในตัวเมืองน่าน และอำเภอรอบนอก โดยมีจุดจอดรถอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร ตลาดสด และบริเวณริมถนนสายสำคัญ เช่น รถเมล์สายน่าน – ท่าวังผา – ปัว – ทุ่งช้าง รถสองแถวสีฟ้าสายน่าน – ท่าวังผา – ปัว แต่การให้บริการบางเส้นทางมีระยะเวลาการออกรถไม่แน่นอน บางครั้งต้องรอให้ผู้โดยสารเต็มรถก่อน จึงจะสามารถออกรถได้ เช่น รถสองแถวให้บริการระหว่างอำเภอปัว – บ่อเกลือ

     2.  ทางรถไฟ จังหวัดน่านไม่มีเส้นทางรถไฟผ่าน แต่สามารถเดินทางด้วยรถไฟสายเหนือระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ลงที่สถานีรถไฟเด่นชัย และโดยสารรถประจำทางมายังจังหวัดน่าน ระยะทางจากอำเภอเด่นชัย มายังจังหวัดน่านประมาณ 143 กิโลเมตร

     3.  การคมนาคมขนส่งทางอากาศ จังหวัดน่านมีท่าอากาศยานตั้งอยู่บนถนนน่าน-ทุ่งช้าง ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 1,070 ไร่ ปัจจุบันมีสายการบิน นกมินิ (SGA) ได้ขออนุญาตทำการบิน ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2552 เป็นต้นมา ทำการบินโดยเครื่อง Cessna (208B) เส้นทาง เชียงใหม่ – น่าน – เชียงใหม่ ทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์

     4.  การคมนาคมขนส่งทางน้ำ การขนส่งทางน้ำในปัจจุบันของจังหวัดน่านไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีความสะดวกในการเดินทางทางถนน ที่มีความสะดวกสบาย และรวดเร็วกว่า แต่ในอดีตนั้นการเดินทางทางน้ำได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีแม่น้ำสายสำคัญคือ แม่น้ำน่าน การเดินทางเป็นการเดินทางระยะสั้นจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ส่วนการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ จะเป็นการเดินทางเพื่อการค้า

     ลักษณะทางเศรษฐกิจ

     ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์มวลรวมแยกตามสาขา พบว่า ปี พ.ศ. 2551 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดน่านเท่ากับ 24,263 ล้านบาท โดยอยู่ในภาคการเกษตรร้อยละ 38.23 รองลงมา คือ การค้าปลีกและค้าส่ง ร้อยละ 12.15 มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเท่ากับ 49,827 บาทต่อคนต่อปี ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดน่านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และมีอาชีพหัตถกรรม การทอผ้าเป็นอาชีพสำรอง  

     •  เกษตรกรรม เป็นอาชีพหลักของชาวน่าน ที่สำคัญได้แก่ การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ การประมง และการทำป่าไม้ โดยพืชผลที่เกษตรกรนิยมทำการเพาะปลูกได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ ผลไม้ที่สำคัญ คือ ทุเรียน มังคุด สำหรับการเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ตามบ้านเรือน เพื่อใช้บริโภคและใช้แรงงานมากกว่าเพื่อการค้า สัตว์ที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง คือ ไก่ โค สุกร กระบือและเป็ด
     •  อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนหรือหัตถกรรม ที่สำคัญ ได้แก่ การทำผ้าหม้อฮ่อม การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก การแกะสลักไม้ เป็นต้น
     •  พาณิชยกรรม ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และเป็นกิจการประเภทรับซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ถั่วเหลือง ครั่ง ข้าวโพดและพืชไร่อื่นๆ ตลอดจนการขายปลีกขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

 
ผู้ดูแล
Support with IE8 Support with Firefox 3.5 Support with Safari 4.0 Support with Chrome 3.0
ใช้เวลาโหลดหน้านี้ 0.005 วินาที
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการขนส่งสาธารณะใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ
กลุ่มท้องถิ่นและภูมิภาคศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ : 053942568 โทรสาร : 053942572 E-Mail : srilocalcmu@gmail.com