ข้อมูลแต่ละจังหวัด

 

การขนส่งทางบก



     1)  ระบบถนน
     การขนส่งโดยรถยนต์ และรถโดยสารในประเทศไทย เริ่มครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 ประมาณ 3 ปี หลังจากเปิดการเดินรถไฟสายแรก (กรุงเทพฯ-อยุธยา) โดยมีชาวต่างชาติสั่งรถยนต์เข้ามาใช้ในประเทศไทย แต่ไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้อใด ลักษณะของรถคล้ายกับรถบดถนน ล้อยางตัน มีหลังคาเป็นปะรำ มีที่นั่งสองแถว ใช้น้ำมันปิโตรเลียม ไฟหน้าลักษณะคล้ายเตาฟู่ เช่นเดียวกับรถยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เครื่องยนต์มีกำลังเพียงพอสำหรับวิ่งบนที่ราบ แต่ไม่เพียงพอที่จะขึ้นสะพานได้ ข้อด้อยดังกล่าวจึงทำให้การใช้งานมีขีดจำกัด เนื่องจากกรุงเทพฯ สมัยนั้นใช้การขนส่งทางเรือเป็นหลัก สะพานข้ามคลองจึงต้องยกสูงเพื่อให้เรือลอดได้ แต่กลับเป็นปัญหาสำคัญในการใช้รถยนต์ หรือยวดยานที่มีล้อ

     หลังจากนำรถยนต์เข้ามาในเมืองไทยได้ไม่นาน ชาวต่างชาติผู้นั้นก็ขายต่อให้แก่ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนไทยคนแรก ที่ก่อกำเนิดยุครถยนต์ในประเทศไทย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นคนหัวสมัยใหม่ นิยมชมชอบในเรื่องเครื่องยนต์กลไก ทั้งใฝ่รู้ในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และพอใจที่จะเป็นเจ้าของเครื่องยนต์ กลไกแปลกใหม่ในทันทีที่มีการจำหน่าย



     ต่อมากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นผู้นำรถยนต์จากยุโรปเข้ามาเป็นคันแรก แล้วได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้มีพระบรมราชโองการให้สั่งซื้อรถยนต์แบบใหม่ๆ ของสมัยนั้นเข้ามาอีกหลายสิบคัน เพื่อพระราชทานแจกจ่ายแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 ได้มีรถโดยสารประจำทางขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นของพระยาภักดีนรเศรษฐ ผู้ให้กำเนิดรถเมล์ขาวให้บริการรับส่งผู้โดยสารจากประตูน้ำ สระปทุม กับบางลำภู นับได้ว่าเป็นการเริ่มทำการขนส่งด้วยรถโดยสารขึ้น ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการจราจร เพราะแต่เดิมถนนมีขนาดเล็กเหมาะสำหรับรถลากจูงและเทียมม้า เมื่อมีรถโดยสารทำให้ถนนที่มีขนาดความกว้าง ไม่สัมพันธ์กับตัวรถโดยสาร จึงทำให้ถนนแคบลงและเกิดอุบัติเหตุอยู่เนืองๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติรถยนต์เป็นฉบับแรกขึ้นเมื่อ ร.ศ.128 ตรงกับ พ.ศ. 2453 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางระเบียบการเดินรถและขับรถขึ้นไว้ และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ร.ศ.129 หรือ พ.ศ. 2454 เป็นต้นมา



     ในระยะต่อมาได้มีการพัฒนาถนนรอบพระนคร ตลอดจนได้มีการพัฒนาทางด้านรถยนต์มากขึ้น ประชาชนและผู้มีฐานะดีจึงหันมานิยม การสัญจรด้วยรถยนต์กันมากและมีผู้เล็งเห็นประโยชน์ในการเดินรถ ทางสัญจรไปมา จึงได้มีกลุ่มบุคคลรวมตัวกัน จัดตั้งบริษัทขึ้นสั่งรถยนต์ทั้งส่วนบุคคล และรถโดยสารเข้ามาในประเทศ และมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นทางราชการจึงได้ตราพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473 ขึ้นเพื่อใช้บังคับให้มีการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของรถยนต์ พร้อมกันนั้นก็ใช้บังคับให้เจ้าของรถยนต์ เสียภาษีในการมีรถยนต์ให้แก่รัฐ

     ปี พ.ศ.2473 ได้มีกลุ่มนักธุรกิจเอกชนกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งบริษัทเดินอากาศ จำกัด ขึ้นมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Aerial Transport of Siam Company Limited เมื่อวันที่ 3 ก.ค. พ.ศ. 2473 ประกอบด้วยผู้ริเริ่มดัง นี้ 1) พระยาเชาวนานุสถิติ (เชาว์ อินทุเกตุ) 2) พระยาภิรมย์ ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร์) 3) พระยาภักดีนร เศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร์) 4) นายกิมพงษ์ ทองธัช 5) นายอี รอนเลซ (E. Ronlez) 6) นายอ๊อตโต เปรก เกอร์ (Otto Preagor) 7) นายเอชยี โมโนด์ (H.G. Monod) โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ ตึกนภาวิถี สี่พระยา ถนนฮ่องกงเซี่ยงไฮ้แบงค์ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการบริหารบริษัทฯ ชุดแรกประกอบด้วย 1) พระยาเชาว นานสถิติ (เชาว์ อินทเกตุ) เป็นประธานกรรมการ 2) พระยาภิรมย์ภักดี 3 ) พระยาภักดีนรเศรษฐ 4 ) นายอ๊อตโต เปรกเกอร์ 5) นายเอซ คริสเตียนเสน 6) นายกิมพงษ์ ทองธัช 7)นายอาร์ บี แจ๊คสัน เป็นกรรมการผู้จัดการ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ใหญ่ๆ 2 ประเภท ได้แก่ กิจการบินพาณิชย์ กิจการเดินรถ โดยได้เปิดสายการบินพาณิชยเป็นครั้งแรกภายในประเทศไทย ได้ทำการก่อสร้างสนามบินและท่าอากาศยานขึ้น ณ บริเวณต่างๆ ที่เปิดสายการบินไปถึง นอกจากนี้ยังมีสนามบินน้ำอีก 2 แห่ง ที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี และที่สนามบินน้ำปากเกร็ด จ.นนทบุรี แล้วย้ายไปยังสนามบินน้ำคลองเตยเมื่อปี พ.ศ. 2489 เครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินแฟร์ไชลดด์และยี่ห้อพุสมอส ใช้อักษร ขส. นำหมายเลขข้างตัวถังเครื่องบิน ในช่วงนี้ เครื่องบินของบริษัทฯ ใช้เครื่องหมายรูปช้างสามเศียร สีแดง นอกจากนี้เป็นตัวแทนสายการบินพาณิชย์ต่างประเทศทำหน้าที่เก็บ ค่าการบินพาณิชย์ต่างประเทศ เพราะสัมปทานการบินพาณิชย์ ที่รัฐบาลไทยให้ไว้แก่บริษัทการบินพาณิชย์ต่างประเทศนั้น มีเงื่อนไขในสัญญาว่า เมื่อสายการบินพาณิชย์ต่างประเทศ ได้รับสัมปทานให้ทำการบินในประเทศไทยได้แล้ว จะต้องให้บริษัทเดินอากาศจำกัดของไทย เป็นตัวแทนให้แก่บริษัทการบินพาณิชย์ ต่างประเทศนั้นๆ

     สำหรับกิจการบินพาณิชย์นอกประเทศ บริษัทฯ ได้รับนโยบายจากทางราชการให้เปิดสายการบินไปต่างประเทศได้แก่ โซนัน (สิงค์โปร์) ย่างกุ้ง ไซ่ง่อน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะญี่ปุ่น เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุม ไปทั่วภาคพื้นทวีปเอเชีย
กิจการด้านการเดินรถในระยะเริ่มแรก ได้เปิดกิจการควบคู่กับการบินพาณิชย์ โดยเปิดการเดินรถจากหัวลำโพงไปยังดอนเมือง รังสิต และท่าช้างวังหลวงไปยังสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ผลจากการดำเนินการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อาจจะเป็นกิจการใหม่ประชาชนหันมานิยมใช้บริการกันมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2479 จนถึง พ.ศ. 2482 ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะสงครามอินโดจีน ผู้ซึ่งเป็นชนชาติอังกฤษ เช่น นายอาร์บี แจ็คสัน และผู้ก่อตั้งสัญชาติอังกฤษ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ เป็นผลให้ในปี พ.ศ.2482ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากบริษัทเดินอากาศ จำกัด เป็นบริษัท ขนส่ง จำกัด และจากภาวะสงครามได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกิจการของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการบิน

     การเดินรถในสภาวะสงคราม ไม่สามารถเดินรถได้ตามปกติ เพราะรัฐบาลได้ให้รถ สนับสนุนทางราชการ โดยเฉพาะรับ-ส่ง คณะกรรมการรับมอบดินแดนบางส่วนคืนจากประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2484; จำนวน 8 คัน และในปี พ.ศ. 2485 บริษัทได้รับมอบรถโดยสาร จำนวน 25 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน จาก สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยตีราคาทรัพย์สินเป็นหุ้นในบริษัทถึง 160,000 บาทเป็นจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้นละ100 บาท โดยบริษัทออกใบหุ้น ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือ ส่วนรถโดยสารทั้งหมดนำไปเดินเส้นทางจากศาลาเฉลิมกรุง กรุงเทพมหานครไปยังสมุทรปราการ บางปู บางปะกง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สัตหีบ ระยอง กับได้รับมอบนโยบายเปิดการเดินรถในจังหวัด ที่ประเทศไทยได้รับมอบดินแดนคืนจากประเทศเขมร ได้แก่สายอรัญประเทศไปพระตะบอง อรัญประเทศ พิบูลสงครามไพรีระย่อเดช โดยบริษัทฯ เช่าสถานีในเขตจังหวัดพระตะบองเป็นที่ ทำการเดินรถนอกจากนี้ในช่วงดังกล่าว บริษัทฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ทำการเดินรถขึ้นอีก 3 สาย คือสายกรุงเทพมหานคร ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบูรณ์ไปตะพานหิน ทางแยกวังชมพูไปหล่มเก่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบกระเทือนเฉพาะด้านการเดินรถ จนไม่สามารถดำเนินกิจการได้เพราะ น้ำมันขาดแคลนต้องจ้างบริษัทบางกอกด๊อก จำกัด ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์ เพื่อใช้ถ่านแทนน้ำมัน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ปัญหาเรื่องยาง และอุปกรณ์ต่างๆ ขาดแคลน เพราะเป็นภาวะหลังสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำ เครื่องอุปโภคมีราคาสูงรายได้ประชากรต่ำลง ดังนั้นในปี พ.ศ. 2498 บริษัทฯ ได้แจ้งสถานการณ์ของบริษัทฯ ไปยังทางราชการพร้อมทั้งเสนอความเห็น ขอรับความช่วยเหลือต่อทางรัฐบาลข้อเสนอ ของบริษัทฯ ไม่ได้ตอบสนองจากทางรัฐบาลเพราะ รัฐบาลเองก็ประสบปัญหาในการกอบกู้ประเทศ ดังนั้น เมื่อสุดที่จะแก้ไขปัญหาได้เพราะกิจการบิน ต้องหยุดโดยเด็ดขาดจากภาวะสงคราม กิจการเดินรถก็มีผลกระทบเช่นเดียวกันจนไมสามารถดำเนินการได้ จึงให้คงสัมปทานไว้เพียง 2 สาย คือ สายกรุงเทพมหานคร (หัวลำโพง) ไปรังสิตและกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้รถโดยสารที่เหลือพอซ่อมออกเดิน ได้เข้าเดินเพื่อรักษาเส้นทางคมนาคมไว้ และพร้อมกันนี้ก็ปลดพนักงานแทนการเลิกกิจการ โดยพิจารณาระบายพนักงานและช่างออกร้อยละ 70 ของพนักงานทั้งหมด และในปีเดียวกันนี้เอง ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากตึกนภาวิถี สี่พระยา ไปอยู่กรมการขนส่ง กระทรวงคมนาคมท่าช้าง วังหน้า ติดกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (ปัจจุบันเป็นโรงละครแห่งชาติและวิทยาลัยนาฏศิลป์) ส่วนแผนกการบินก็ยังอยู่ที่ตึกสภาวิถี สี่พระยา ตามเดิม ต่อมาในปี พ.ศ.2488 ย้ายสำนักงานใหญ่จาก กรมการขนส่งทางบกไปอยู่ที่ตึกนภาวิถี สี่พระยาอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2489 ย้ายสำนักงานทั้งหมดไปรวมอยู่ที่แผนกเดินรถหลังศาลาเฉลิมกรุง และย้ายสำนักงานใหญ่จากหลังศาลาเฉลิมกรุงไปอยู่เลขที่ 196-198 ท่าช้างวังหลัง ถนนหน้าพระลาน อ.พระนคร จ.พระนคร ในปี พ.ศ.2490 และในปีเดียวกันนี้ได้ยุบเลิกกิจการการบิน (ต่อมาภายหลังตั้งเป็นบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด ในปัจจุบัน) ให้บริษัทขนส่ง จำกัด ควบเข้ากับบริษัทเรือไทย จำกัด ทำการเดินรถและเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาในปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา



     เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2492 บริษัทฯ ได้รับความยินยอมจากรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังให้กู้เงินจากธนาคารออมสินได้ 10 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินรายนี้ให้บริษัทฯ ต่อมาในวันที่ 3 ก.พ. 2496 บริษัทฯ ได้กู้เงินจากธนาคารออมสินเพิ่มอีก 15 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเพื่อขยายกิจการเดินรถประจำทาง และได้นำเงิน 12 ล้านบาท ไปซื้อรถโดยสารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ 2 ชนิดคือ อีซูซุ 30 คัน เซ้ดดอน 50 คัน รถใช้สอย รวม 86 คัน และนำเงินที่เหลืออีก 3 ล้านบาท ได้จัดซื้ออุปกรณ์การซ่อมเครื่องอะไหล่ สร้างโรงเก็บรถ สร้างที่อยู่เจ้าหน้าที่ จัดหาที่ดินบูรณะอาคารที่จำเป็นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     ในช่วงปี พ.ศ. 2493 - 2501 กิจการเดินเรือเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนชัยนาท เป็นผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาบางตอน ตื้นเขิน เรือเดินไม่สะดวก รวมทั้งในช่วงดังกล่าวกฎหมายเปิดโอกาสให้ เอกชนสามารถลงทุนต่อเรือโดยสารเดินตามลำน้ำต่างๆ ได้โดยเสรีเป็นผลให้เรือของบริษัทฯ ซึ่งมีอายุใช้งานมานานและเริ่มล้าสมัย ในที่สุดจำเป็นต้องหยุดกิจการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา
แม้ประชาชนและผู้แทนราษฎร์ในสมัยนั้น ขอให้เปิดทำการเดินเรือต่ออีก โดยร้องเรียนผ่านทางรัฐบาล แต่บริษัทฯ ก็ไม่สามารถสนองต่อนโยบายของรัฐได้เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อม ค่าอะไหล่สูงขึ้น และของบางอย่างหาได้ยากในท้องตลาดเพราะเรือมีอายุใช้งานเกินกว่า 10 ปี ขึ้นไปรวมทั้งมีเรือเอกชนที่ทันสมัยกว่าออกมาเดินรับ-ส่งผู้โดยสาร ด้วยกำลังที่สูงกว่าจึงเป็นผลให้ต้องหยุดดำเนินกิจการโดยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 1 ส.ค. พ.ศ. 2501 แล้วขายเรือทั้งหมดคงเหลือแต่เพียงเรือ "มหาราช" เพียงลำเดียวไว้เป็นอนุสรณ์ของบริษัทฯ และให้เช่าทัศนาจรในเวลาต่อมา และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ ในวันที่ 5 ธ.ค. พ.ศ. 2542 ประกอบกับการที่พระองค์ ทรงเห็นคุณค่าของการศึกษาทรงมีพระราชประสงค์ ให้พสกนิกรของพระองค์ได้รับการศึกษา อย่างทั่วถึงร่วมกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการเรือห้องสมุด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมถวายเป็นราชสักการะ เนื่องในพิธีมหามงคล 2542 นี้ โดยพิธีส่งมอบจัดขึ้น ณ อู่กัปตัน เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ 22 ธ.ค. พ.ศ. 2542
เมื่อกิจการเดินเรือ และกิจการเดินรถได้ควบเป็นกิจการเดียวกันตามนโยบาย ของทางราชการ ปรากฏว่าบริษัทเรือไทยได้พ่วงหนี้สินติดมาด้วยส่วนบริษัทขนส่ง จำกัด ก็มีหนี้สินเดิมอยู่เมื่อรวมหนี้สินเข้าด้วยกันแล้ว เป็นยอดรวมถึง 4,934,487.56 บาท ทั้งนี้บริษัททั้งสองได้เสื่อมโทรมมาจากภัยสงคราม เป็นผลให้การดำเนินกิจการและสถานะทางการเงินของบริษัททรุดหนัก ต้องปลดพนักงานออกอีกระลอกหนึ่ง จำนวน 84 คน เมื่อ พ.ศ. 2490

     การเดินรถก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีการจัดซื้อรถมาทดแทนคงใช้รถเก่าเดินตามเส้นทางต่างๆ รวม 7 เส้นทาง ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูงสุด และรถบางคันไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะนำออกบริการประชาชน ซึ่งต้องปลดระวาง ทำให้รถมีจำนวนน้อยลงไม่เพียงพอบริการ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ช่วงปี พ.ศ. 2490 จนถึงปี พ.ศ. 2501 บริษัทฯ ประสบกับการขาดทุน และไม่สามารถหาเงินมาชำระให้แก่ธนาคารออมสินได้ ทำให้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 40 ล้านบาทเป็นผลให้รัฐบาลชุดคณะปฏิวัติที่เข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2501 ทำการปรับปรุงกิจการใหม่ โดยเปลี่ยนกรรมการบริษัทฯ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสาร ทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ได้มีผู้นิยมลงทุนกันจัดเป็นรูปบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจการขนส่งด้วยรถโดยสาร จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 300 กิโลเมตร สำหรับในกรุงเทพมหานครนั้นก็มีผู้ประกอบการถึง 28 รายได้รับสัมปทานเดินรถโดยสาร ส่วนในต่างจังหวัดทางราชการยังมิได้มีการกำหนดเส้นทางสัมปทาน และควบคุมการเดินรถนี้เองทำให้ผู้ประกอบ การทำการแข่งขันกันจนเป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ตลอดเวลานอกจากนั้นที่สำคัญ การดำเนินการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือที่เรียกว่าพวกบุคคลอันธพาล ที่คุมการเดินรถและเรียกเก็บผลประโยชน์ค่าคุ้มครองจากเจ้าของรถ หรือผู้ประกอบการทุกแห่ง ปัญหาเรื่องบุคคลเป็นภัยของสังคมหรือบุคคลอันธพาลเหล่านี้ จึงเป็นปัญหาของสังคมไทยช่วงปี พ.ศ. 2490-2501 ในที่สุดผู้บริหารประเทศในขณะนั้น จึงทำการกวาดล้างบุคคลดังกล่าว และจับกุมข้อหาบุคคลที่เป็นภัยของสังคมจนหมดสิ้น เมื่อ พ.ศ. 2502 ปรากฏว่าอุบัติเหตุซึ่งเกิดจากรถยนต์รับ-ส่งผู้โดยสารต่างจังหวัดมีมากขึ้น เนื่องจากประชาชนนิยมซื้อรถยนต์จากผู้ขาย ก็สามารถซื้อได้ด้วยการผ่อนส่ง เมื่อจำนวนรถมีมากเกินความจำเป็นก็เป็นเหตุ ให้มีการวิ่งแย่งรับส่งผู้โดยสารด้วยการขับรถเร็ว และขับแซงเพื่อมุ่งไปแย่งรับคนโดยสาร ในจุดข้างหน้าจึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อยู่เสมอ รัฐบาลในสมัยปฏิวัติจึงได้มอบหมายนโยบายการจัดการเดินรถ โดยให้บริษัทขนส่งเป็นแกนกลางดำเนินการ รวบรวมรถโดยสารของเอกชนเข้ามาร่วม จึงเป็นจุดเริ่มแรกของการมีรถร่วมพร้อมทั้ง รัฐบาลได้มอบสัมปทานแก่ บริษัทขนส่งเพื่อควบคุมการเดินรถในเขตสัมปทานรวม 25 จังหวัด เหตุที่ควบคุมเพิ่มขึ้นเพียง 25 จังหวัด ก็เพราะขณะนั้นอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของบริษัทขนส่ง และเจ้าหน้าที่ทางราชการ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบยังมีน้อย จึงได้เลือกควบคุมเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีรถยนต์วิ่งจากกรุงเทพฯ ออกไปยังจังหวัดนั้นๆ ก่อนคือภาคเหนือไปสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ ภาคใต้ไปสุดที่จังหวัดชุมพร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปสุดที่นครราชสีมา ภาคตะวันออกไปสุดที่จังหวัดปราจีนบุรี และภาคตะวันออกสายเลียบชายฝั่งทะเลไปสุด ที่จังหวัดตราด

     เมื่อได้พิจารณาเส้นทางดังกล่าวนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละเส้นทาง จะต้องใช้รถยนต์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คัน จึงจะเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน และจากผลการสำรวจของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งได้ออกไปทำการสำรวจก่อนที่จะได้มีการควบคุมนั้นปรากฏว่าบรรดา รถยนต์ที่มีวิ่งอยู่เดิมส่วนมาก เป็นรถของเอกชนคนละคันสองคัน และก็ไม่มีผู้ใดที่มีรถของตนเองมากเกิน 100 คันพอที่จะรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบการสายใดสายหนึ่งได้ ถ้าจะอนุญาตให้ทุกคนที่เดินอยู่เดิมเป็นผู้ได้รับอนุญาต การแข่งขันและแก่งแย่งก็คงมีอยู่อย่างเดิมการ ประกาศควบคุมก็จะไม่มีความหมาย ตราบใดที่ผู้ประกอบการยิ่งมากราย การควบคุมก็ยิ่งลำบาก ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จุดมุ่งหมายของการควบคุม ก็เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง สามารถจะดำเนินกิจการให้ประชาชน ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยเท่าที่ควร แต่ทางราชการไม่มีความประสงค์ที่จะไปตัดอาชีพ หรือแย่งอาชีพของเอกชนที่เดินอยู่เดิมแต่ประการใด ประกอบกับขณะนั้นบริษัทขนส่งก็ได้มีรถยนต์ของตน เดินอยู่ในเส้นทางบางเส้นทางอยู่แล้ว เพื่อตรึงอัตราค่าโดยสารไม่ให้สูงเกินสมควร ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งถ้าหากจะให้บริษัทขนส่ง เป็นผู้ได้รับอนุญาตมีเงื่อนไขให้ต้องยอมรับรถโดยสาร ของเอกชนที่เดินอยู่ก่อน ควบคุมได้เดินร่วมในนามของบริษัทขนส่งได้ ถ้าการเข้าร่วมเดินเกินกว่าความจำเป็นที่ บริษัทขนส่งจะต้องพึงจ่ายในการให้ร่วมนี้ ซึ่งประมาณแล้วไม่เกิน 5% ของรายได้รวมของรถแต่ละคัน เพราะปรากฏจากผลการสำรวจของเจ้าหน้าที่ ว่าเอกชนที่เดินอยู่เดิมส่วนมากก็ต้องเสียผลประโยชน์ ให้แก่บุคคลหรือคณะบุคคลที่มาควบคุมรถ ของเอกชนนั้นอยู่แล้วประมาณ 15% ของรัฐได้ ซึ่งถ้าหากจะต้องเสียให้แก่บริษัทขนส่งไม่เกิน 5% บรรดาเจ้าของรถก็คงพอใจ เพราะได้เสียน้อยลงและอีกประการหนึ่ง บริษัทขนส่งเป็นบริษัทของรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม ถือหุ้นอยู่เกือบ 100% หากบริษัทดำเนินการไม่เป็นไป ตามนโยบายที่กระทรวงคมนาคมมอบหมาย หรือสั่งการไว้ กระทรวงคมนาคมในฐานะหุ้นใหญ่ ก็ย่อมใช้สิทธิลงโทษผู้บริหารของบริษัทฯ หรือจะถอนการอนุญาตเสียเมื่อใด ก็ย่อมใช้สิทธิลงโทษผู้บริหารของบริษัทฯ หรือถอนการอนุญาตเสียเมื่อใดก็ย่อมทำได้ เนื่องจากเหตุผล และความจำเป็นดังกล่าวเมื่อคณะกรรมการควบคุมการขนส่งฯ ได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่าไม่มีทางใดที่ดีกว่า จึงได้มีมติให้บริษัทขนส่งเป็นผู้ได้รับอนุญาต ในการประกอบการเดินรถประจำทางต่างจังหวัดแต่ผู้เดียว โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทขนส่ง ต้องยอมรับรถยนต์เอกชนที่เดินอยู่ให้เข้าร่วม ถ้าเจ้าของสมัครใจและจะต้องไม่เรียกเก็บเงินผลประโยชน์ จากเข้าของรถเกินกว่า ความจำเป็น เงินที่บริษัทขนส่งได้รับมานี้ได้นำมาใช้จ่ายในการลงทุนก่อสร้าง และจัดทำสถานีสำหรับเป็นที่จอดดังเช่นที่สถานี ขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ สายเอกมัย และสถานีในต่างจังหวัด นอกจากนี้แล้วได้นำเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายในการ จ้างเจ้าหน้าที่นายสถานีนายตรวจ และผู้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเดินรถให้แก่บรรดาเจ้า ของรถร่วมนั้นเองจึงเท่ากับผลประโยชน์ที่บรรดาเจ้าของรถ ได้เสียให้แก่บริษัทขนส่งไปนั้น บริษัทขนส่งก็ได้นำมาใช้จ่าย ในกิจการที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าของรถนั่นเองหา ได้สูญเสียไปไหนไม่ หากาจะมีเหลือก็ตกเป็นของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นของประชาชนนั่นเอง



     แต่อย่างไรก็ตาม ผลจาการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2502 - 2504 ปรากฏว่าบริษัทฯ ประสบกับการขาดทุนอย่างหนักทั้งกิจการเดินรถบริษัท และกิจการบริหารงานบุคคล จนบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลทราบสถานะและผลการดำเนินงานอย่างดี จึงมีนโยบายจะยุบเลิกกิจการบริษัทฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น (พลเอกพงษ์ ปุณณกัณฑ์) ได้ให้คำมั่นต่อรัฐบาลในการขอปรับปรุงกิจการ บริษัทขนส่งอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2505 นอกจากการปรับปรุงกรรมการบริหารและคณะผู้บริหารแล้ว ยังมีการเลิกจ้างพนักงานของบริษัทฯ ถึง 314 คน การดำเนินงานก็เริ่มดีขึ้นมาเป็นลำดับจากปี พ.ศ. 2505 จนถึงปี พ.ศ. 2516 มีผลกำไรสูง สามารถมีโบนัสเป็นครั้งแรก นับแต่ตั้งบริษัทฯ การเดินรถอยู่ในระเบียบเรียบร้อยเป็นผลให้บรรดาเจ้าของรถร่วมสามารถ ตั้งตัวได้และมีฐานะมั่งคั่งขึ้น

     ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าบริษัทขนส่งนี้เป็นสิ่งจำเป็น ที่รัฐบาลจะต้องให้มีอยู่ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และการที่บริษัทขนส่งได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบการในเขต 25 จังหวัดแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เป็นการมาแย่งอาชีพของเอกชนที่เดินรถอยู่เดิม แต่หากเป็นการช่วยเหลือจัดระบบการเดินรถ ให้เป็นผลดีแก่เศรษฐกิจและส่วนรวม และขจัดปัญหาการแก่งแย่งซึ่งกันและกัน อันเป็นผลให้อุบัติเหตุน้อยลงตามความประสงค์ของทางราชการ และเพื่อป้องกันรักษาสิทธิของเอกชนที่เดินอยู่เดิม ให้มีสิทธิประกอบอาชีพของตนเองต่อไป โดยไม่ประสงค์จะให้รถเอกชนตกอยู่ในข่ายควบคุม ของบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์ของการกระทำ ของผู้อื่นอันเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชน และก็เข้ามาดำเนินการเป็นการชั่วคราวในระหว่าง ที่เอกชนยังไม่สามารถรวมกันได้เท่านั้น ถ้าหากเอกชนที่ร่วมอยู่นี้สามารถจะรวบรวมกันองให้เป็นปึกแผ่น โดยรวมกันจัดตั้งเป็นบริษัทของตน เพื่อดำเนินการเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ได้ตามที่ทางราชการประสงค์ แล้วบริษัทขนส่งก็พร้อมที่จะมอบสิทธิการเดินรถในเส้นทางนั้นๆ ให้รับไปดำเนินการเว้นแต่สายหลักซึ่งบริษัทขนส่ง มีความจำเป็นต้องสงวนไว้ดำเนินการ เพื่อนโยบายของทางราชการเท่านั้น เหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องให้มีบริษัทขนส่ง เพื่อเป็นแกนกลางในการบริหารการเดินรถกล่าวคือ

     1.  เป็นแบบอย่างให้เอกชนปรับปรุงกิจการของตนให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีขึ้น
     2.  ตรึงอัตราค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
     3.  เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในยามจำเป็น เพื่อผลของส่วนรวม
     4.  ช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความสะดวก
     5.  ผลในทางยุทธศาสตร์และกิจกรรมของทางราชการทหาร

     สำหรับกิจการเดินรถโดยสารมีการเดินรถทั้งหมด 309 เส้นทาง แบ่งเป็นการเดินรถบริษัทฯ เอง 6 เส้นทางเส้นทางที่รถบริษัทฯและรถร่วมเดินร่วมกัน 97 เส้นทาง และเดินรถเฉพาะรถร่วม 206 เส้นทาง จำนวนรถโดยสารทั้งสิ้น 8,152 คัน แบ่งเป็นรถบริษัทฯ 883 คันและรถร่วม 7,269 คัน บขส. เดินรถเองเพียงร้อยละ 10.83

 
การขนส่งแต่ละประเภท
 
ผู้ดูแล
Support with IE8 Support with Firefox 3.5 Support with Safari 4.0 Support with Chrome 3.0
ใช้เวลาโหลดหน้านี้ 0.006 วินาที
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการขนส่งสาธารณะใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ
กลุ่มท้องถิ่นและภูมิภาคศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ : 053942568 โทรสาร : 053942572 E-Mail : srilocalcmu@gmail.com